การบริการลูกค้ายังคงเป็นปัจจัยสำคัญที่สร้างความแตกต่างระหว่างแบรนด์ต่าง ๆ และส่งผลต่อความภักดีของลูกค้าโดยตรง อย่างไรก็ตาม งานวิจัยของ Accenture Song เรื่อง Customer service on the brink เผยให้เห็นช่องว่างขนาดใหญ่ระหว่างความคาดหวังของลูกค้ากับการบริการที่พวกเขาได้รับจริง และปัญหาหลักคือธุรกิจหลายแห่งเลือกใช้ระบบอัตโนมัติเพื่อลดต้นทุน เช่น ระบบตอบรับอัตโนมัติ (IVR) แอปพลิเคชันแบบ Self-service และแชตบอต แต่กลับไม่สามารถตอบโจทย์ความต้องการที่แท้จริงของลูกค้าได้ ทำให้ลูกค้ารู้สึกหงุดหงิดและผิดหวัง
87% พร้อมเลิกหากบริการแย่
การบริการลูกค้ายังคงเป็นปัจจั
- 64% ของผู้บริโภคมองว่าคุณภาพการบริการเป็นปัจจัยสำคัญที่สุดในการสร้างความแตกต่างระหว่างบริษัท
- 87% ของลูกค้าที่เคยมีประสบการณ์แย่จะหลีกเลี่ยงการใช้บริการบริษัทนั้นในอนาคต
- 32% คิดว่าการบริการดีขึ้นในช่วง 5 ปีที่ผ่านมา
- 18% เห็นว่าเทคโนโลยีช่วยยกระดับประสบการณ์การบริการอย่างมีนัยสำคัญ
- 78% ของผู้บริโภคยังคงต้องการติดต่อกับพนักงานโดยตรงมากกว่าระบบอัตโนมัติ
สุนาถ ธนสารอักษร กรรมการผู้จัดการ Accenture Song ประเทศไทย มองว่า ผลการวิจัยเผยให้เห็นว่าผู้บริหารหลายคนมุ่งเน้นที่การลดต้นทุนมากเกินไป โดยมองข้ามคุณค่าที่แท้จริงของการบริการลูกค้า:
- เมื่อเทียบกับปี 2022 ผู้บริหารที่มองว่าแผนกบริการมีไว้เพื่อสร้างคุณค่าให้ลูกค้าลดลง 60%
- 46% ของผู้บริหารระบุว่ากังวลเรื่องการควบคุมต้นทุนเป็นหลัก
- 64% ยอมแลกประสิทธิภาพด้านต้นทุนกับความพึงพอใจของลูกค้า
- แม้ 62% สามารถลดต้นทุนในช่วง 3 ปีที่ผ่านมา แต่มีเพียง 45% ที่สามารถเพิ่มอัตราการรักษาลูกค้าได้
ทางออกด้วย Generative AI
สุนาถ ให้ความเห็นว่า Generative AI หากนำมาใช้อย่างเหมาะสม สามารถเป็นตัวเปลี่ยนเกมได้ โดยมีศักยภาพใน 3 ด้านหลัก:
- สร้างประสบการณ์เฉพาะบุคคล ให้เกิดขึ้นในวงกว้าง
- เพิ่มความรวดเร็วในการแก้ปัญหาของทีมบริการลูกค้า
- ยกระดับสู่บริการเชิงรุก ที่คาดการณ์ความต้องการล่วงหน้า แทนการตั้งรับ
โดยบริษัทที่มีจุดแข็งด้านบริการลูกค้ามากที่สุด มีแนวโน้มการใช้ Generative AI มากกว่าคู่แข่งถึง 82% เพื่อช่วยให้พนักงานแก้ไขปั
อย่างไรก็ตาม การใช้ AI ต้องทำอย่างระมัดระวัง เพราะมีลูกค้าถึง 35% ที่กังวลว่า AI อาจลดทอนคุณภาพการบริการและทำให้รู้สึกไม่ไว้วางใจ ดังนั้น สิ่งสำคัญคือ วิธีการนำเทคโนโลยีมาใช้มีความสำคัญพอ ๆ กับตัวเทคโนโลยีเอง



