ถ้าพูดถึง ชิป AI หลายคนน่าจะคิดถึง Nvidia เป็นชื่อแรก ๆ เพราะเรียกได้ว่าเป็นเบอร์ 1 ในโลกตอนนี้ แต่ไม่ว่าจะเป็น Nvidia, Intel, AMD หรือแม้แต่ TSMC จะเกิดไม่ได้เลยหากไม่มี เครื่องมือ อย่าง เครื่องพิมพ์ลายวงจรบนแผ่นซิลิคอน ซึ่งในปัจจุบันได้ถูกผูกขาดโดยบริษัทเดียวก็คือ ASML ล่าสุด มีข่าวว่า ASML กำลังสนใจจะมาลงทุนในไทย ดังนั้น Positioning จะพาไปทำความรู้จักกับ ASML ให้มากขึ้น ว่าสำคัญแค่ไหนในอุตสาหกรรมชิป และทำไมปัจจุบันถึงเป็นรายเดียวที่ผูกขาดในโลกนี้
จากโปรเจกต์ที่เป็นส่วนเกินสู่ ASML
ในช่วงทศวรรษ 1960-1970 ผู้ผลิตชิปมักจะสร้างทุกอย่างด้วยตัวเอง แต่พอเข้าสู่ยุค 80 เทคโนโลยีเริ่มซับซ้อนและต้นทุนสูงขึ้นมาก ทำให้เกิด อุตสาหกรรมเครื่องมือผลิตชิป แยกตัวออกมา ทำให้ตอนนั้นบริษัท Philips ก็เริ่มเล็งเห็นแล้วว่า การจะพัฒนาเครื่องมือใช้เองภายในจึงเริ่มไม่คุ้มค่า และการพัฒนาเทคโนโลยี Lithography หรือ เครื่องพิมพ์ลายวงจรบนแผ่นซิลิคอน ถือเป็นเรื่องที่ต้องอาศัยความเชี่ยวชาญเฉพาะทางสูงมาก
นั่นทำให้โปรเจกต์การพัฒนาเครื่อง Wafer Stepper ที่ชื่อว่า SIRE (ต่อมาเปลี่ยนชื่อเป็น PAS 2000) ถูกมองว่าเป็นส่วนเกิน เพราะใช้เงินทุนสูงและต้องอาศัยความคล่องตัวแบบสตาร์ทอัพ ทำให้ Wim Troost ผู้อำนวยการในขณะนั้นต้องใช้ เงินส่วนตัว จากวิศวกร เพื่อประคองโปรเจกต์นี้ไว้ และตระหนักว่าหากจะอยู่รอด ต้องหาลูกค้าภายนอกและพันธมิตรทางธุรกิจ
นั่นทำให้ Philips เริ่มมองหาพาร์ทเนอร์เพื่อสานต่อโปรเจกต์ ในตอนแรก Philips เกือบจะตกลงกับบริษัท Perkin Elmer จากอเมริกา แต่เจรจาไม่สำเร็จเพราะ Philips ไม่อยากเป็นแค่ลูกไล่ ในขณะเดียวกัน Arthur del Prado ผู้ก่อตั้ง ASM International (นักธุรกิจผู้ทรงอิทธิพลที่นำเทคโนโลยีจาก Silicon Valley มาสู่ยุโรป) ก็แสดงความสนใจอย่างมาก
แม้ตอนแรก Philips จะมองว่า ASM เป็นแค่บริษัทรุ่นน้อง แต่ด้วยวิสัยทัศน์ของ Del Prado และแรงผลักดันจากรัฐบาลเนเธอร์แลนด์ที่ต้องการสร้างอุตสาหกรรมไฮเทคของตัวเอง ในที่สุดทั้งสองฝ่ายก็บรรลุข้อตกลงในปี 1983 และในปี 1984 บริษัท ASML ก็ถูกจัดตั้งขึ้น ที่เมืองเวลด์โฮเวน (Veldhoven) ประเทศเนเธอร์แลนด์ โดยเริ่มจากการเป็นกิจการร่วมค้า (Joint Venture) ระหว่าง Philips และ ASM International โดยเน้นไปที่การพัฒนาเครื่อง Wafer Stepper เพื่อใช้ผลิตชิปเซมิคอนดักเตอร์ ออกสู่ตลาดเชิงพาณิชย์
ในช่วงแรก บริษัทมีพนักงานเพียง 50 คน และทุกคน ไม่ได้เต็มใจ ที่จะทำงาน เพราะมีพนักงานถึง 47 คน ที่ถูกโยกย้ายมาจากบริษัท Philips แต่ต้องมาเสี่ยงดวงมาอยู่กับสตาร์ทอัพที่ไม่มีแม้แต่ออฟฟิศดี ๆ มีแต่ เพิงสังกะสี ที่ร้อนและคับแคบ
นอกจากนี้ เครื่อง PAS 2000 ที่ Philips พัฒนามาก็ขายไม่ออก เพราะมันใช้ระบบไฮดรอลิก (น้ำมัน) ซึ่งคนทำชิปเกลียดมาก เพราะถ้ามันรั่วในห้อง Cleanroom คือหายนะ และเมื่อ ASML ก่อตั้งขึ้น งานแรกที่พวกเขาทำคือการ ล้างไพ่ ออกแบบระบบใหม่ให้เป็นไฟฟ้า ซึ่งนั่นคือจุดเริ่มต้นที่ทำให้เทคโนโลยีของพวกเขาเริ่มแซงหน้าคู่แข่ง
อย่างไรก็ตาม ในปี 1988 บริษัท ASM ประสบปัญหาการเงินจึงขายหุ้นคืนให้ Philips ในปี 1988 และ Philips ก็ค่อย ๆ ถอนหุ้นออกไปหลังจาก ASML เข้าตลาดหลักทรัพย์ในปี 1995 จนปัจจุบัน: ASML เป็น บริษัทมหาชน (Public Company) ที่จดทะเบียนในตลาดหลักทรัพย์ NASDAQ และ Euronext Amsterdam เจ้าของคือผู้ถือหุ้นทั่วโลก โดยกลุ่มผู้ถือหุ้นรายใหญ่คือสถาบันการเงินระดับโลก เช่น Capital Group, BlackRock และ Vanguard
ทำไมต้องเป็น ASML เท่านั้น?
การจะสร้างชิปที่มีขนาดเล็กระดับ 2 หรือ 3 นาโนเมตรได้นั้น ต้องใช้แสงที่มีความยาวคลื่นสั้นมาก ๆ ซึ่งก็คือ EUV (Extreme Ultraviolet) แต่ความยากที่ทำให้คนอื่นทำตามไม่ได้คือ แสง EUV นั้นอ่อนไหวมาก แค่โดนอากาศมันก็ถูกดูดกลืนหายไปหมดแล้ว ดังนั้น เครื่องจักรของ ASML จะยิงเลเซอร์ใส่หยดดีบุกที่หลอมละลายในสภาวะ สุญญากาศที่สมบูรณ์แบบ เท่านั้น
จากนั้นแสง EUV จะถูกสะท้อนผ่านกระจกที่มีความแม่นยำสูงมากเท่านั้น ไม่สามารถสะท้อนด้วยกระจกธรรมดาได้ เพื่อฉายลวดลายวงจรลงบนแผ่นซิลิคอน ดังนั้น ASML ต้องใช้กระจกพิเศษจากบริษัท Zeiss ที่เรียบเนียนมาก จนมีคำเปรียบเปรยว่า ถ้าขยายกระจกนี้ให้ใหญ่เท่าขนาดประเทศเยอรมนี รอยขรุขระที่สูงที่สุดจะสูงไม่เกิน 1 มิลลิเมตร เลยทีเดียว
นับตั้งแต่ปี 2010 ที่ ASML สามารถพัฒนาเครื่อง EUV ได้สำเร็จ ก็ถือเป็นรายเดียวในโลก ที่มีความสามารถในการพิมพ์ลวดลายลงบนชิปได้ด้วยลำแสงที่มีความยาวคลื่น 13.5 นาโนเมตร ซึ่งเล็กกว่ากระบวนการทั่วไปที่นิยมใช้กันในปัจจุบันถึง 14 เท่า
ทำให้ปัจจุบัน ASML กลายเป็นผู้ผูกขาดตลาดชิปขั้นสูง (7 นาโนเมตรลงไป) ซึ่งจำเป็นอย่างยิ่งในการผลิตชิปสำหรับ AI ทำให้ปัจจุบัน ASML ครองส่วนแบ่งการตลาดเครื่องพิมพ์ชิปทั่วโลกสูงถึง 99% โดยเฉพาะเครื่อง EUV ที่แบ่งเป็น 2 ประเภทหลัก:
- Low NA EUV: ใช้ผลิตชิป AI ในปัจจุบัน เช่น ชิปตระกูล Blackwell ของ Nvidia
- High NA EUV: รุ่นใหม่ล่าสุดที่ล้ำหน้ายิ่งกว่าเดิม สำหรับการวิจัยและพัฒนาชิปในอนาคต
แทบเป็นไปไม่ได้ที่ใครจะตามทัน
ในสายตาของผู้เชี่ยวชาญ ASML ไม่เพียงแค่ผูกขาดเทคโนโลยี EUV ในปัจจุบันเท่านั้น แต่กำลังจะกลายเป็นผู้ผูกขาดในเทคโนโลยี EUV รุ่นถัดไปอีกด้วย และแทบเป็นไปไม่ได้เลยที่ใครจะ ตามทัน แม้แต่คู่แข่งสัญชาติญี่ปุ่นอย่าง Nikon หรือ Canon ก็ถือว่าถูกทิ้งห่างไปไกลมาก เพราะไม่ใช่แค่เรื่องของเงินลงทุน แต่ ASML ต้องใช้เวลาถึง 30 ปีในการพัฒนา
ปัจจุบัน ราคา เครื่อง EUV รุ่น High NA EUV ราคาประมาณ 320 – 400 ล้านยูโร (ประมาณ 12,000 – 15,000 ล้านบาทต่อเครื่อง) ส่วนรุ่น Low NA EUV: ราคาประมาณ 220 ล้านยูโร (ประมาณ 8,200 ล้านบาทต่อเครื่อง) และเครื่อง EUV หนึ่งเครื่องมีขนาดใหญ่เท่ารถบัส และหนักมากจนต้องใช้เครื่องบิน Boeing 747 ถึง 3 ลำ ในการขนส่งเครื่อง และเมื่อไปถึงโรงงาน ต้องใช้เวลาติดตั้งและเซตระบบนานหลายเดือนกว่าจะเริ่มผลิตชิปได้สักแผ่น
ในปี 2025 ASML ขายเครื่อง EUV ไปได้ทั้งหมด 48 เครื่อง สร้างรายได้มหาศาล และทำให้มูลค่าบริษัทพุ่งสูงถึง 5 แสนล้านดอลลาร์ ปัจจุบันยักษ์ใหญ่อย่าง TSMC, Intel และ Samsung กำลังทดสอบเครื่องรุ่น High NA ในห้องแล็บ โดยคาดว่าจะเริ่มผลิตจริงในปริมาณมากได้ในช่วงปี 2027-2028 ซึ่ง Intel จะเป็นเจ้าแรกที่นำมาใช้
โดยนักวิเคราะห์คาดการณ์ว่าหุ้นของ ASML จะยังคงเติบโตต่อไปตราบเท่าที่โลกยังต้องการชิปขั้นสูงเพื่อพัฒนา AI โดย ASML ตั้งเป้ายอดขายในปี 2026 ไว้สูงถึง 34,000 – 39,000 ล้านยูโร
ASML อาจมาไทย?
หลังจากที่มีข่าวว่าผู้บริหารของ ASML เข้าพบคณะกรรมการส่งเสริมการลงทุน (BOI) เพื่อหารือโอกาสลงทุนในประเทศไทย ทาง ศ. ดร.อาชนัน เกาะไพบูลย์ อาจารย์ประจำคณะเศรษฐศาสตร์ มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ (มธ.) มองว่า ที่ ASML ยักษ์ใหญ่ผลิตเครื่องจักรผลิตชิป สนใจลงทุนในไทย เกิดจากยุทธศาสตร์กระจายความเสี่ยงจากจีน และ 4 จุดแข็งสำคัญของไทย ได้แก่:
- ศักยภาพอุตสาหกรรม: มีซัพพลายเชนอิเล็กทรอนิกส์ครบวงจร ทั้งต้นน้ำถึงปลายน้ำ
- โครงสร้างพื้นฐานพร้อม: ระบบไฟฟ้ามีเสถียรภาพสูงกว่าคู่แข่งในภูมิภาค
- ความปลอดภัย: ไทยไม่ใช่พื้นที่เสี่ยงต่อสงครามในระดับมหภาค
- ฐานการผลิตที่น่าเชื่อถือ (Trusted Base): เคารพทรัพย์สินทางปัญญา ความลับทางธุรกิจไม่รั่วไหล
แนะรัฐบาลใหม่สร้าง Grand Strategy
ศ. ดร.อาชนัน ย้ำว่า รัฐบาลใหม่ หรือ BOI ควรจะต้องมีการกำหนดยุทธศาสตร์ใหญ่ (Grand strategy) ของประเทศไทยในการเชื่อมโยงอุตสาหกรรมทางเซมิคอนดักเตอร์ ชิ้นส่วนอิเล็กทรอนิกส์ ยานยนต์แห่งอนาคต และเทคโนโลยีต่าง ๆ ที่เข้ามาลงทุนให้เกิดประโยชน์ร่วมกันทั้งหมด เพื่อทำให้บริษัทต่างชาติใหม่ ๆ เห็นภาพว่ามีการผลิตที่สามารถส่งออก และขายในประเทศได้ด้วย และทำให้บริษัทเหล่านั้นเกิดความคุ้มทุนได้อย่างรวดเร็ว ซึ่งจะยิ่งเพิ่มความดึงดูดให้กับการลงทุนในไทย
รวมถึงไม่ควรรอแค่การถ่ายทอดเทคโนโลยี แต่ต้องสร้างระบบนิเวศให้บุคลากรนำความรู้ไปต่อยอดธุรกิจเองได้ และสนับสนุน Venture Capital (VC) ที่กล้ารับความเสี่ยงและสนับสนุนไอเดียใหม่ๆ อย่างแท้จริง ที่สำคัญ ฝ่ายการเมืองต้องสนับสนุนต่อเนื่อง ไม่เปลี่ยนนโยบายกลับไปกลับมา
“จุดที่ดึงดูดที่สุดคือทำให้นักลงทุนมองว่าการลงทุนในประเทศไทยมีความคุ้มทุนเร็วที่สุด การคุ้มทุนตรงนี้ไม่ใช่เรื่องของการให้สิทธิประโยชน์ เช่น ยกเว้นภาษี 10 – 20 ปี เท่านั้น แต่ถ้าไทยมี Grand strategy และทำไปในทิศทางเดียวกันทั้งหมดก็จะช่วยสร้างให้เกิดทิศทางทางนโยบายที่เข้มแข็ง รวมถึงจะส่งผลให้อุตสาหกรรมเซมิคอนดักเตอร์เราเติบโตได้จริงในระยะยาว ที่สำคัญคือต้องไม่มีการเปลี่ยนนโยบายที่แบบหน้ามือเป็นหลังมือ ซึ่งอันนี้ต้องอาศัยแรงจากฝ่ายการเมืองด้วย เพราะถ้าเกิดการย้ายฐานการผลิตแล้วจะไม่มีการย้อนกลับมาที่ไทยอีกเลย” ศ. ดร.อาชนัน กล่าวทิ้งท้าย







