-
Dear Tummy ซูเปอร์มาร์เก็ตสีสันสดใส สาขาแรก และสาขาเดียวที่ไอคอนสยาม ปัจจุบันเปิดให้บริการ 6 ปี วางจุดยืนเป็นไลฟ์สไตล์ ซูเปอร์มาร์เก็ตที่ปรับตามพฤติกรรมลูกค้า
-
ชื่อของ Dear Tummy มีความหมายว่าเป็นจดหมายรักถึงท้อง สื่อถึงการใส่ใจในการคัดสรรวัตถุดิบอาหารการกิน
-
ในปี 2568 สร้างรายได้ 500 ล้านบาท ในปีนี้ตั้งเป้าเติบโต 20%
จากจดหมายรักถึงท้อง สู่ Adaptive Retail
ตลาดค้าปลีกในประเทศไทยมีการเปลี่ยนแปลงอย่างรวดเร็ว ทั้งในเรื่องโมเดล คอนเซ็ปต์ใหม่ รวมไปถึงสินค้า เพื่อให้ตอบรับกับพฤติกรรมผู้บริโภคที่เปลี่ยนแปลงอยู่ตลอดเวลา ทำให้ได้เห็นบรรดาผู้เล่นค้าปลีกหลายรายมีการปรับตัวเพื่อให้ครองใจผู้บริโภคอย่างต่อเนื่อง
ส่วนใหญ่แล้วศูนย์การค้าแต่ละแห่งต่างมี “ซูเปอร์มาร์เก็ต” เป็นของตัวเอง เพื่อเป็นแหล่งช้อปปิ้งของเหล่าแม่บ้านเวลามาเดินห้างฯ อย่างเซ็นทรัลก็มีแบรนด์ท็อปส์ ส่วนเดอะมอลล์ก็มีกูร์เมต์ มาร์เก็ต ซึ่งก็ขยายสาขาเป็นเงาตามตัวศูนย์การค้า
ในขณะที่ “ไอคอนสยาม” ที่ขอสร้างความแปลกใหม่ ไม่เลือกใช้กูร์เมต์ มาร์เก็ตที่เป็นแบรนด์ของพันธมิตร ขอปั้นแบรนด์ Dear Tummy (เดียร์ ทัมมี่) เป็นของตัวเอง วางจุดยืนเป็นไลฟ์สไตล์ ซูเปอร์มาร์เก็ต โดยใช้ “สีชมพู” หวานแหววเพื่อสร้างความแตกต่างจากตลาด
Dear Tummy เปิดทำการครั้งแรกเมื่อปลายปี 2562 หลังจากไอคอนสยามเปิดมาแล้ว 1 ปี โดย “ชยะพงส์ นะวิโรจน์” กรรมการ บริษัท อินเตอร์มาร์ท (ไทยแลนด์) จำกัด เป็นเจ้าของโปรเจคต์ที่ริเริ่ม Dear Tummy ภายใต้พื้นที่กว่า 2,000 ตารางเมตร ณ ชั้น G ไอคอนสยาม ใช้งบลงทุนรวม 100 ล้านบาท
โอ๊ต – ชยะพงส์ นะวิโรจน์ เป็นที่รู้จักกันดีกันในนามทายาทเดอะมอลล์ เป็นบุตรชายของลักขณา นะวิโรจน์ ก่อนหน้านี้ทำธุรกิจด้านการเกษตร ปัจจุบันเป็น CEO ของโครงการสุขสยาม และ Dear Tummy ของไอคอนสยาม
ชยะพงส์เริ่มเล่าว่า เหตุผลที่ไอคอนสยามไม่ใช้แบรนด์กูร์เมต์ มาร์เก็ตเป็นซูเปอร์มาร์เก็ตในศูนย์การค้า เพราะอยากได้ประสบการณ์ใหม่ และความแปลกใหม่ไปพร้อมกับไอคอนสยาม เลยปั้นแบรนด์ใหม่ขึ้นมา และตั้งชื่อว่า Dear Tummy ใช้คอนเซ็ปต์การเขียนจดหมายรักถึงท้อง เพราะ Tummy เป็นคำแสลงที่แปลว่าท้อง สื่อถึงความใส่ใจ และคัดสรรสิ่งดีๆ ให้กับท้อง และร่างกายนั่นเอง
ขายของตาม Mission ลูกค้า
ด้วยความที่ Dear Tummy เป็นแบรนด์ใหม่แบรนด์เดียวที่เกิดมาพร้อมกับไอคอนสยาม ยังไม่มีโมเดลสำเร็จเหมือนกับแบรนด์อื่นๆ ทำให้มีการเรียนรู้ และปรับอยู่เรื่อยๆ จนปัจจุบันเรียกได้ว่าเป็นโมเดลที่ลงตัวที่สุด ซึ่งภายในประกอบด้วย 5 โซน ครอบคลุมสินค้ากว่า 20,000 รายการ ได้แก่
1. Taste of Thailand : สวรรค์ของนักท่องเที่ยว แหล่งรวบรวมของฝากจากประเทศไทยกว่า 1,000 รายการ ขนาดพื้นที่กว่า 200 ตารางเมตร รวมของฝากสุดฮิตทั้งผลไม้อบแห้ง ยาดม ยาหม่อง พร้อมด้วยการจัดส่งถึงสนามบิน และโรงแรม ซึ่งโซนนี้กลายเป็นโซนที่มียอดใช้จ่ายต่อบิล (Ticket Size) สูงสุด
2. Foods Market : ตอบโจทย์คนที่อยากทานทันทีด้วยร้านอาหารกว่า 20 ร้าน ครอบคลุมทั้งสตรีทฟู้ดและอาหารนานาชาติ
3. Dear Wellness : จุดหมายของคนรักสุขภาพ สินค้าเพื่อสุขภาพ และความงาม ยา และเวชภัณฑ์ต่างๆ เตรียมขยายพื้นที่ในช่วงปลายไตรมาส 1 ปี 2569
4. Lifestyle Supermarket : สินค้าอุปโภคบริโภคครบครัน ทั้งไทย และนำเข้า มีไฮไลท์ที่โซน Meats & Seafood ด้วยปูจากสุราษฎร์ธานีที่ทำงานร่วมกับชาวประมงท้องถิ่นโดยตรง
5. Grab & Go : จุดซื้อของกิน ของใช้แบบร้านสะดวกซื้อ นำนวัตกรรม Gravity-Feed จากเยอรมนี มาใช้ในโซนนี้ เพื่อความสะดวก และรวดเร็วในการหยิบสินค้า ลดระยะเวลาการจัดเรียง และทำให้ภาพลักษณ์ของร้านดูเป็นระเบียบอยู่เสมอ
ตั้งแต่เปิดให้บริการมาร่วม 6 ปี กำลังก้าวเข้าสู่ปีที่ 7 Dear Tummy ใช้ความเป็น Adaptive Retail โดยใช้ดาต้าเป็นตัวนำทาง พบว่าพฤติกรรมลูกค้าที่มาช้อปปิ้งมีความหลากหลาย ไม่ได้หยุดอยู่แค่การมาซื้อของกินเข้าบ้าน หรือซื้อของไปทำกับข้าว แต่มี Mission ที่ชัดเจนต่างกันไป แบ่งเป็น 5 Mission หลักๆ
- Mission 1: อยากซื้อของฝาก เป็นกลุ่มนักท่องเที่ยวเสียส่วนใหญ่ ทำให้ Dear Tummy มีโซน Taste of Thailand ที่รวมของฝากยอดฮิต พร้อมบริการส่งถึงสนามบิน/โรงแรม
- Mission 2 : อยากกินตอนนี้ ทำให้ต้องมีโซน Foods Market ที่รวม 20 ร้านอาหารชื่อดังให้เลือก
- Mission 3 : อยากซื้อแล้วเดินกิน ด้วยโซน Grab & Go หยิบแล้วจ่ายเงิน แล้วเดินต่ออย่างสบายใจ
- Mission 4 : อยากจะดูแลตัวเอง ก็มีโซน Dear Wellness ที่เติบโตเร็วถึง 20% ตอบโจทย์สายสุขภาพ
- Mission 5 : อยากจะซื้อกลับไปทำอาหารที่บ้าน ก็มีโซนอาหารสด อาหารแห้งมากมาย
เจาะอินไซต์นักช้อปทั่วโลก 105 สัญชาติ
ปัจจุบัน Dear Tummy มีสัดส่วนลูกค้าต่างชาติสูงถึง 75% และลูกค้าคนไทย 25% โดยมีลูกค้าต่างชาติแวะเวียนมากถึง 105 สัญชาติ กลุ่มลูกค้าหลัก 5 อันดับแรก ได้แก่ จีน, เกาหลีใต้, ไต้หวัน, ญี่ปุ่น และฮ่องกง ซึ่งแต่ละสัญชาติมีพฤติกรรมที่น่าสนใจ:
- ชาวเกาหลี และจีน กลุ่มนี้มักมาพร้อม “เช็คลิสต์” ที่ชัดเจน เน้นซื้ออาหารอบแห้ง และกลุ่มสินค้าเวลเนส เนื่องจากมีไฟล์ทบินที่ไม่ไกลจากไทยมากนัก ก็มักจะซื้อของฝากกลับไปเยอะ ชาวจีนมักซื้ออาหารกลับไปเยอะ ส่วนเกาหลีชอบมะม่วงอบแห้ง ทองม้วน ส่วนชาวอาเซียน เวียดนาม สิงคโปร์ มาเลเซียคุ้ยเคยกับอาหารอยู่แล้ว อาจจะซื้อไม่เท่าชาวจีน
- ชาวยุโรป กลุ่มนี้จะมีการต่อเครื่อง หรือไฟล์ทบินยาว จะไม่ค่อยซื้อของกิน จะให้ความสำคัญกับสินค้าที่ “ยูนีค” และสะท้อนความเป็นไทย เช่น ยาดม หรือพวงกุญแจช้าง และมักเน้นการชิมสินค้าในสถานที่มากกว่าการซื้อฝากจำนวนมาก
เมื่อถามว่าด้วยความที่สัดส่วนลูกค้าต่างชาติมากถึง 75% มีความเสี่ยงหรือไม่ ชยะพงส์ตอบว่า เสี่ยงแน่นอน แต่ยังคงเชื่อมั่นในประเทศไทยที่เป็นจุดหมายปลายทางของนักท่องเที่ยวทั่วโลก และตอนนี้ไอคอนสยามเองก็เป็นหนึ่งในเดสติเนชั่นที่ชาวต่างชาติต้องมาเยือนเมื่อมาไทย ทำให้ไม่กังวลมากนัก
ในปี 2568 Dear Tummy ทำรายได้ 500 ล้านบาท โดยมี Transactions กว่า 1 ล้านครั้ง ในปี 2569 ตั้งเป้าเติบโต 20% และกำลังศึกษาโมเดลการขยายสาขา โดยเล็งนำแบรนด์ Dear Wellness ไปขยายต่อในรูปแบบ Specialty Store
เพราะด้วยความที่มี 1 สาขา ก็ทำให้เป็นจุดแข็งในการเซ็ตระบบ เซ็ต Culture ชยะพงส์บอกว่า “ตอนนี้แข็งแรงแล้ว เตรียมพร้อมที่จะขยายต่อ แต่กำลังศึกษาว่าจะขยายโมเดลไหน”












