ดูเหมือนว่าจากภาวะความไม่แน่นอนของโลกในปีที่ผ่านมา ทำให้ทั่วโลกกำลังเผชิญกับการ เคลื่อนย้ายเงินทุนและครอบครัวที่มั่งคั่งที่สุดของโลก โดยผู้เชี่ยวชาญมองว่า ถือเป็นการอพยพครั้งใหญ่สุดเท่าที่เคยมีมาเลยทีเดียว
บริษัทที่ปรึกษาที่ทำงานกับลูกค้าระดับ มหาเศรษฐี (Ultra-high-net-worth) เปิดเผยกับ CNBC ว่า จากความตึงเครียดทางภูมิรัฐศาสตร์และการเปลี่ยนแปลงนโยบายแบบฉับพลัน ทำให้เกิดความต้องการวางแผนย้ายที่อยู่หรือการขอสัญชาติ ของบรรดาเหล่ามหาเศรษฐีเพิ่มสูงขึ้นอย่างมาก
โดยข้อมูลจาก ธนาคาร UBS ระบุว่า:
- 36% ของมหาเศรษฐีระดับพันล้าน (Billionaires) ย้ายประเทศไปแล้วอย่างน้อยหนึ่งครั้งในปี 2025
- 9% กำลังพิจารณาที่จะย้าย
- 44% ของมหาเศรษฐีที่อายุต่ำกว่า 54 ปี ได้ทำการย้ายถิ่นฐานไปแล้วในปีที่ผ่านมา
Henley & Partners บริษัทที่ปรึกษาด้านการย้ายถิ่นฐานระบุว่า ในปี 2025 มีคนจาก 218 สัญชาติ ที่เข้ามาติดต่อสอบถามข้อมูลในการย้ายถิ่นฐาน และจากจำนวนดังกล่าวมีคน 100 สัญชาติใน 95 ประเทศ ที่ยื่นสมัครเพื่อเข้าร่วมโปรแกรมการพำนักและสัญชาติกว่า 40 โปรแกรม โดยเพิ่มขึ้นถึง 28% เมื่อเทียบกับปีก่อน
ความเสี่ยงของประเทศ = ความเสี่ยงทางการเงิน
ในอดีต ครอบครัวที่ร่ำรวยจะมองหาประเทศที่มีการเมืองมั่นคง ปลอดภัย ภาษีต่ำ และคุณภาพชีวิตดี แต่ปัจจุบันกลายเป็นการย้ายเพื่อ ปกป้องทรัพย์สิน ความปลอดภัยของคนในครอบครัว และรักษาอิสรภาพในการใช้ชีวิต โดย ความเสี่ยงเชิงพื้นที่ (Jurisdictional Risk) ได้ถูกนำมาพิจารณาเหมือนความเสี่ยงทางการเงินที่ต้องกระจายความเสี่ยง
อย่างเช่น นโยบายที่เคยใช้เวลาหลายสิบปีกว่าจะเปลี่ยน เดี๋ยวนี้อาจเปลี่ยนได้ภายในวาระรัฐบาลเดียว เช่น กรณีสหราชอาณาจักรยกเลิกระบบภาษี Non-dom ที่มีมานานกว่า 200 ปี ทำให้ปี 2025 มีเศรษฐีเกือบ 16,500 คนย้ายออก พร้อมเม็ดเงินกว่า 9.2 หมื่นล้านดอลลาร์สหรัฐ หรือประมาณ 2.86 ล้านล้านบาท
หรืออย่างใน สหรัฐอเมริกา ที่ความเชื่อมั่นในระบบการเมืองและสัญชาติเดิมเริ่มเสื่อมถอยลง ส่งผลให้ในปีที่ผ่านมา ชาวอเมริกันที่อาศัยในต่างประเทศถึง 49% กำลังพิจารณาสละสัญชาติสหรัฐฯ (พุ่งขึ้นจาก 30% ในปีก่อนหน้า) โดยเกินครึ่งระบุว่าไม่พอใจแนวทางการบริหารของรัฐบาล
“หลายครอบครัวเริ่มตระหนักว่านโยบายรัฐเปลี่ยนได้เร็วมาก กฎระเบียบอาจเข้มงวดขึ้น หรือความตึงเครียดระดับโลกอาจปะทุขึ้นได้โดยแทบไม่ทันตั้งตัว” Deepesh Agarwal, กรรมการผู้จัดการ Farro & Co.

UAE ขึ้นแท่นปลายทางอันดับ 1
แม้จะเป็นกระแสการย้ายถิ่นระดับโลก แต่เม็ดเงินและคนเก่งมักจะกระจุกตัวอยู่ในไม่กี่แห่งที่มีความชัดเจนด้านนโยบายและกฎหมาย โดยประเทศปลายทางอันดับ 1 ได้แก่ สหรัฐอาหรับเอมิเรตส์ (UAE) โดยที่ปรึกษาต่างยกให้เป็นแม่เหล็กดึงดูดครอบครัวที่มั่งคั่งได้ดีที่สุดในโลก ด้วยจุดแข็งเรื่องภาษีที่เป็นศูนย์ ทั้งภาษีเงินได้บุคคลธรรมดา ภาษีความมั่งคั่ง และภาษีจากกำไรจากการขายสินทรัพย์ ประกอบกับโปรแกรม Golden Visa ที่ยืดหยุ่น ทำให้ในปี 2025 เพียงปีเดียว มีเศรษฐีระดับล้านดอลลาร์ย้ายเข้าสู่ UAE สุทธิถึง 9,800 คน ซึ่งถือเป็นตัวเลขที่สูงที่สุดในโลก
ในส่วนของ ยุโรป ยังคงได้รับความสนใจอย่างต่อเนื่อง โดยเฉพาะโปรแกรม Golden Visa ของ โปรตุเกสและกรีซ ที่เปิดทางให้ชาวต่างชาติได้รับสิทธิพำนักระยะยาวจากการลงทุน ขณะที่ประเทศอย่าง อิตาลี โมนาโก และ สวิตเซอร์แลนด์ ยังคงเป็นจุดหมายปลายทางคลาสสิกสำหรับครอบครัวที่มองหาเสถียรภาพระยะยาวและความชัดเจนเรื่องเพดานภาษี
ทางฝั่งเอเชีย สิงคโปร์ ยังคงรักษาตำแหน่งศูนย์กลางที่น่าดึงดูดใจ โดยเฉพาะสำหรับครอบครัวที่ให้ความสำคัญกับระเบียบข้อบังคับที่มั่นคงและโครงสร้างพื้นฐานทางการเงินที่ยอดเยี่ยม แม้ว่าในปัจจุบันสิงคโปร์จะเริ่มยกระดับเกณฑ์การคัดเลือกผู้สมัครให้สูงขึ้นกว่าเดิมก็ตาม
นอกจากนี้ยังมี “ผู้เล่นหน้าใหม่” ที่เริ่มมีบทบาทมากขึ้น เช่น ซาอุดีอาระเบีย ที่เปิดตัวโปรแกรม Premium Residency และมียอดผู้อนุมัติไปแล้วกว่า 8,000 รายนับตั้งแต่ขยายโครงการในปี 2024 รวมถึงกลุ่มประเทศในแถบ แคริบเบียน อย่างแอนติกาและบาร์บูดา หรือเซนต์คิตส์และเนวิส ที่ถูกนำมาใช้เป็นกลยุทธ์เสริมในการถือครองสัญชาติควบคู่ไปกับการพำนักในยุโรป



