‘เรื่องจริง’ หรือ ‘แค่ขายฝัน’ เป็นคำถามที่ถูกตั้งขึ้น เมื่อมีกระแสข่าวการดึงโครงการระดับโลกอย่าง ‘ดิสนีย์แลนด์’ (Disneyland) เข้ามาลงทุนในไทย เพื่อยกระดับและปลดล็อกอุตสาหกรรมท่องเที่ยวไทยที่อยู่ในภาวะอิ่มตัว
กระแสข่าวนี้เกิดขึ้น เมื่อ ‘พิพัฒน์ รัชกิจประการ’ ได้พูดถึงแนวคิดในการพยายามดึงดิสนีย์แลนด์เข้ามาเปิดในประเทศไทย ซึ่งจะเป็นเมกะโปรเจกต์ พร้อมประเมินว่า หากโครงการเกิดขึ้นจริง จะช่วยเพิ่มนักท่องเที่ยวได้เกือบ 20 ล้านคนต่อปี เกิดการจ้างงานกว่า 100,000 ตำแหน่ง และสร้างมูลค่าเศรษฐกิจได้ราว 150,000 ล้านบาทต่อปี
ตามการเปิดเผยเบื้องต้น เมกะโปรเจกต์สวนสนุกระดับโลกนี้จะอยู่ในพื้นที่เขตพัฒนาพิเศษภาคตะวันออก (EEC) จังหวัดชลบุรี ภายใต้รูปแบบโครงการ Mixed-Use ขนาดใหญ่ ที่รวมสวนสนุก ศูนย์กีฬา ความบันเทิง และพื้นที่เชิงพาณิชย์เข้าไว้ด้วยกัน
เมื่อข่าวนี้ออกมาก็มีผู้คนแสดงความคิดเห็นมากมาย โดยเฉพาะบนโลกโซเชียล มีทั้ง ‘เห็นด้วย’ และ ‘ไม่เห็นด้วย’
‘ความเป็นไปได้’ และ ‘อุปสรรค’ ของโครงการ
‘บริษัท ดาต้าเซ็ต จำกัด’ ได้รวบรวมและวิเคราะห์ข้อมูลจากสื่อสังคมออนไลน์ผ่านเครื่องมือ dxt:360 (Social Listening) เพื่อถอดรหัสความคิดเห็นของสังคมต่อแนวคิด ‘Disneyland ประเทศไทย’ จากการวิเคราะห์ข้อมูลพบว่า ประเด็นที่ถูกกล่าวถึงมากที่สุดไม่ใช่แค่เรื่องความสนุกหรือความตื่นเต้นกับการมาของดิสนีย์แลนด์ ประเทศไทย แต่เป็น ‘ความเป็นไปได้’ และ ‘อุปสรรค’ ของโครงการ แบ่งออกเป็น 4 ประเด็นหลัก ได้แก่
- ความเชื่อมั่นด้านนโยบายและโครงสร้างพื้นฐาน
ประเด็นที่ถูกกล่าวถึงมากที่สุด คือ ความกังวลเรื่องความต่อเนื่องของนโยบายรัฐและความชัดเจนทางการเมือง โดยมีคนตั้งข้อสังเกตว่า โครงการอาจถูกมองเป็นเพียงการ ‘ขายฝัน’ ในช่วงใกล้การเลือกตั้ง พร้อมยกตัวอย่างเมกะโปร เจกต์อื่นๆ ที่ยังล่าช้า เช่น โครงการรถไฟความเร็วสูงเชื่อม 3 สนามบิน รวมถึงความกังวลด้านความโปร่งใสและการทุจริตที่อาจกระทบความเชื่อมั่นของนักลงทุนต่างชาติ
2.สภาพอากาศ
สภาพอากาศร้อนของประเทศไทยเป็นอีกหนึ่งข้อกังวลสำคัญ ซึ่งเสียงส่วนหนึ่งมีคำถามว่า นักท่องเที่ยวจะสามารถต่อคิวเครื่องเล่นท่ามกลางแดดร้อนไหวหรือไม่ ส่งผลให้เกิดข้อเสนอเกี่ยวกับการออกแบบสวนสนุกในรูปแบบระบบปิด (Indoor) หรือโดมติดแอร์ เพื่อให้เหมาะสมกับสภาพภูมิอากาศเมืองไทย
3.ค่าครองชีพ สอดคล้องกับราคาบัตรเข้าชมหรือไม่
มีการประเมินกันว่า ราคาบัตรดิสนีย์ในไทยอาจอยู่ในช่วง 2,000-3,000 บาท ซึ่งเป็นตัวเลขที่ชาวโซเชียลหยิบยกขึ้นมาพูดถึงและตั้งคำถามถึงความเหมาะสมเมื่อเทียบกับค่าแรงขั้นต่ำและรายได้เฉลี่ยของคนไทย ทำให้เกิดข้อสังเกตว่า กำลังซื้อภายในประเทศเพียงอย่างเดียวอาจไม่เพียงพอ หากไม่สามารถดึงดูดนักท่องเที่ยวต่างชาติหรือออกแบบโครงสร้างราคาที่เหมาะสมได้
4.เอกลักษณ์ความเป็นไทย
การเสนอให้นำ ‘เอกลักษณ์ความเป็นไทย’ มาใช้เป็นจุดขาย เป็นอีกหนึ่งประเด็นที่น่าสนใจ โดยมีการพูดถึงไอเดียการนำธีมจากภาพยนตร์ Raya and the Last Dragon มาเป็นตัวชูโรงในฐานะเจ้าหญิงดิสนีย์แห่งเอเชียตะวันออกเฉียงใต้
รวมถึงการเสนอไอเดียให้มิกกี้เมาส์นุ่งโจงกระเบน มินนี่เมาส์ห่มสไบ หรือการเนรมิตโซนตลาดน้ำดิสนีย์ (Floating Market) ซึ่งสะท้อนให้เห็นว่าแฟนคลับชาวไทยต้องการเห็น Disney in Thai Style ที่ผสมผสานวัฒนธรรมไทยสู่สายตาชาวโลกได้อย่างลงตัว
รอลุ้นความเคลื่อนไหว
มาถึงตอนนี้ผ่านการเลือกตั้งมาแล้ว และผลการเลือกตั้งอย่างไม่เป็นทางการออกมา ปรากฏว่า พรรคภูมิใจไทยกวาดที่นั่ง ส.ส.รวมไปมากที่สุด ทำให้ประเด็นดิสนีย์แลนด์ในไทยถูกหยิบมาพูดถึงอีกครั้ง
ซึ่งเมื่อไม่นานนี้ ทางพิพัฒน์ได้ออกมาย้ำว่า โครงการดิสนีย์แลนด์ถือเป็นหมุดหมายสำคัญที่อยากให้เกิดขึ้นในบ้านเรา และหากมีโอกาสก็พร้อมผลักดันโครงการนี้ต่อเนื่อง เพราะมีผู้ที่สนใจสอบถามความคืบหน้าของโครงการแล้ว
ขณะเดียวกัน ก็มีกระแสข่าวว่า ในสัปดาห์หน้าพิพัฒน์จะเชิญเลขาธิการคณะกรรมการนโยบายเขตพัฒนาพิเศษภาคตะวันออกเข้ามาหารือถึงความคืบหน้าการพัฒนาโครงการสำคัญในพื้นที่ EEC ทั้งหมด รวมถึงโครงการที่จะดำเนินการในอนาคต โดยเฉพาะโครงการดิสนีย์แลนด์
สำหรับการดึงดิสนีย์แลนด์เข้ามาลงทุนในไทย ตามการเปิดเผยเบื้องต้นจะใช้พื้นที่ประมาณ 5,000 ไร่ แบ่งเป็นพื้นที่ดิสนีย์แลนด์ ราว 3,000 ไร่ มูลค่าลงทุนเกือบ 200,000 ล้านบาท และพื้นที่อื่นอีก 2,000 ไร่ มูลค่ากว่า 100,000 ล้านบาท รวมมูลค่าโครงการประมาณ 300,000 ล้านบาท
ส่วนรูปแบบการลงทุนจะเป็น PPP (Public-Private Partnership) โดยภาครัฐทำหน้าที่จัดหาที่ดิน ประสานการเจรจาไลเซนส์กับดิสนีย์ และสนับสนุนด้านการอำนวยความสะดวกในด้านต่างๆ ขณะที่ภาคเอกชนจะเป็นผู้ลงทุนก่อสร้างและบริหารจัดการ เพื่อลดภาระงบประมาณรัฐและเปิดทางให้มืออาชีพเข้ามาบริหารโครงการ
นอกจากคำถามที่ว่า โครงการนี้จะเกิดขึ้นจริงหรือไม่ อีกคำถามสำคัญ ก็คือ ไทยพร้อมแค่ไหนกับการบริหารจัดการโปรเจกต์ระดับโลกให้ตอบโจทย์เศรษฐกิจและสังคมในระยะยาว ซึ่งต้องติดตามกันต่อไป



