ถึงเวลา Robowealth จัดทัพใหม่ ปั้น Wealth Ecosystem รับโลกผันผวน

กลุ่มบริษัทโรโบเวลธ์ (Robowealth) หนึ่งในผู้ให้บริการ Wealth-Tech ของไทย  ประกาศขยับตัวครั้งใหญ่ รับโลกการลงทุนผันผวน ภายใต้แนวคิด Wealth Ecosystem โดยตั้งเป้าผลักดันสินทรัพย์ภายใต้การแนะนำ (AuA) สู่ระดับ 20,000 ล้านบาทภายในปี 2027

 

การขยับตัวครั้งนี้ เพื่อให้สอดคล้องกับสถานการณ์ที่เกิดขึ้น โดยมี ‘ชัยปกรณ์ จ.คุโนปกรณ์’ ประธานเจ้าหน้าที่บริหารกลุ่มบริษัทโรโบเวลธ์ ขึ้นมาเป็นผู้นำทัพคนใหม่ ซึ่งยุทธศาสตร์หลักคือ การผสานความเชี่ยวชาญระหว่างบริษัทหลักทรัพย์นายหน้าซื้อขายหน่วยลงทุน โรโบเวลธ์ ในฐานะผู้ขับเคลื่อนเทคโนโลยีแพลตฟอร์ม และ บริษัทหลักทรัพย์ที่ปรึกษาการลงทุน โรโบเวลธ์ (บลป. โรโบเวลธ์) ในฐานะศูนย์กลางกลยุทธ์การลงทุน เพื่อสร้าง Ecosystem ที่เปลี่ยนข้อมูลวิเคราะห์เชิงลึกให้เป็นกลยุทธ์การลงทุนที่นักลงทุนเข้าถึงได้จริงผ่านเทคโนโลยี

 

ขณะที่การนำเสนอนวัตกรรม ได้มีการเปิดตัว fundii (ฝันดี) แพลตฟอร์มการลงทุน Flagship ใหม่ล่าสุดที่นำ AI Technology มาเป็นระบบสนับสนุนการตัดสินใจโดยฟีเจอร์เด่น ได้แก่

 

AI-Driven Insights สรุปข่าวเศรษฐกิจทั่วโลกที่มีผลต่อพอร์ตจริงให้เข้าใจง่าย ระบบเปรียบเทียบกองทุนและผลตอบแทนเชิงลึกเพื่อการวิเคราะห์ที่ตรงจุด ชัดเจน ฯลฯ

กองทุนที่เน้นการลดอคติ (Bias) เพื่อความโปร่งใสและมีประสิทธิภาพ

Stock-to-Fund Search ที่ช่วยให้นักลงทุนค้นหากองทุนรวมผ่านชื่อหุ้นที่ชื่นชอบได้อย่างแม่นยำ

 

ทั้งนี้ ความสำเร็จสะท้อนผ่านอัตราการเติบโตของรายได้ บลน. โรโบเวลธ์ ที่สูงถึง 107% ต่อปี และความเชื่อมั่นจาก Beacon VC (ในเครือธนาคารกสิกรไทย) ที่เข้ามาร่วมถือหุ้นใหญ่ในสัดส่วน 53%

 

ความแข็งแกร่งที่พิสูจน์ได้ด้วย “ตัวเลข” และ “พันธมิตร” บลน. โรโบเวลธ์ มีอัตราเติบโตของรายได้เฉลี่ยสูงถึง 107% ต่อปี และได้รับความเชื่อมั่นจาก Beacon VC (ในเครือธนาคารกสิกรไทย) เข้าถือหุ้นใหญ่สัดส่วน 53%

 

ขณะเดียวกัน ยังมีการจัดทัพใหม่ โดยสิฏ์ระสา บุญ-หลง (กรรมการผู้จัดการฝ่าย Strategic Wealth Alliance, บลน. โรโบเวลธ์) มุ่งพัฒนาเครื่องมือ IIC Portal เน้นวางแผนการเงินแบบองค์รวม และกมลวรรณ สุชาตานนท์ (ประธานเจ้าหน้าที่บริหาร บลป. โรโบเวลธ์) ดูแลด้านงานวิจัยและบริการ Private Wealth Management โดยยึดเป้าหมายนักลงทุนเป็นหัวใจสำคัญ

 

สำหรับการลงทุนในปี 2026 ทาง โรโบเวลธ์ มองว่า เป็นยุคแห่ง ‘ความมั่นคงและการพึ่งพาตนเอง’ (Security & Self-Reliance) ผ่าน 5 อุตสาหกรรมเด่น ได้แก่ China Technology 2. Rare Earth 3. Mining 4. Energy 5. Defense

 

ส่วนตลาดหุ้นไทย มองเป็น ‘บวก’ ในรอบ 15 ปี จากเสถียรภาพทางการเมืองที่ชัดเจน ซึ่งจะหนุนนโยบายเศรษฐกิจให้เกิดความต่อเนื่อง โดยแนะนำให้ทยอยสะสม ‘หุ้นปันผลสูง’ เพื่อสร้างกระแสเงินสดและสู้กับความผันผวนของโลก