หลังจากเข้ามาปักธงธุรกิจในไทยเมื่อปี 2025 และได้เห็นการเติบโตอย่างชัดเจน ตอนนี้ Italjet (อิตัลเจ็ท) แบรนด์สกู๊ตเตอร์หรูสัญชาติอิตาลี ได้เพิ่มจังหวะรุกธุรกิจในบ้านเราไปอีกสเต็ป โดยเฉพาะการปูทางให้ไทยเป็นฐานการผลิตสำคัญเพื่อบุกตลาดโลก
จุดเริ่มต้นของ Italjet เกิดขึ้นในปี 1959 ณ เมืองโบโลญญา ประเทศอิตาลี ที่ขึ้นชื่อว่า เป็น ‘ดินแดนแห่งวิศวกรรมยานยนต์’ ซึ่งมี Leopoldo Tartarini อดีตนักแข่งรถจักรยานยนต์ชื่อดังของ Ducati เป็นผู้ก่อตั้ง ภายใต้แนวคิด Art on Wheels งานศิลปะที่ขับขี่ได้
เพราะเป้าหมายของเขา ต้องการสร้างรถที่ไม่ได้มีดีแค่สมรรถนะ แต่ต้องมีความสร้างสรรค์และแตกต่างจากคู่แข่งรายอื่น ไม่ว่าจะเป็นด้านวัสดุ นวัตกรรม เทคโนโลยี และการดีไซน์
ด้วยแนวคิดข้างต้น Italjet จึงวางตัวเองเป็น Dragster พร้อมกับวางโพซิชันของแบรนด์อยู่ในตลาด Niche Premium จับตลาดเฉพาะกลุ่มที่เน้นความหรูหรา+ศิลปะ+เทคโนโลยี เพื่อหลีกเลี่ยงการเปรียบเทียบราคากับสกู๊ตเตอร์แบรนด์ญี่ปุ่น
โดยรถที่เป็นตำนาน ได้แก่ รุ่น Dragster ที่โชว์โครงสร้างถัก (Trellis Frame) และระบบกันสะเทือนหน้าแบบอิสระ (Independent Steering System) ซึ่งสะท้อนความเป็นเอกลัษณ์ และแตกต่างจากแบรนด์อื่นอย่างชัดเจน
แต่จุดเปลี่ยนที่ทำให้แบรนด์โด่งดัง และเติบโตอย่างน่าสนใจช่วง 2-3 ปีที่ผ่านมา คือ การที่ลูกชายของเขาอย่าง Massimo Tartarini เข้ามารับช่วงธุรกิจต่อ และมีการยกเครื่องเรื่องดีไซน์ใหม่ที่เน้นทั้งนวัตกรรม,สมรรถนะของรถที่มอบประสบการณ์จากสนามแข่งสู่การขับขี่จริง การออกแบบและสินค้ามีความเป็น Limited edition
ปัจจุบัน Italjet วางขายอยู่ใน 42 ประเทศ รวมถึงไทย โดยมี ‘บริษัท มาเวอร์ริค กรุ๊ป’ เป็นพาร์ทเนอร์นำเข้ามาจัดจำหน่ายเมื่อปี 2025 เริ่มต้นจากการนำโมเดล Dragster 300 ซึ่งมีขนาดเครื่องยนต์ 300cc มีราคาเริ่มต้นที่ 269,000 บาทเข้ามาชิมลางตลาดในไทย ปรากฏว่า ได้รับการตอบรับที่ดี ทำให้ในปี 2026 จะเดินหน้ารุกตลาดมากขึ้น
เพิ่มไลน์อัพสินค้า
ตามแผนที่วางไว้ การรุกตลาดในไทย จะมีการนำไลน์อัพสินค้าใหม่เข้ามาเสริมพอร์ต โดยจะเน้นไปยังโมเดลรถเครื่องยนต์ขนาดใหญ่มากขึ้น ไม่ว่าจะเป็น Dragster 700 Twin ขนาดเครื่องยนต์ 697cc เข้ามาจำหน่าย 3 รุ่น สนนราคาอยู่ที่ 799,000-989,000 บาท, Dragster 459 Twin ขนาดเครื่องยนต์ 449cc มีราคาจำหน่าย 499,000 บาท และ Dragster 300 Black Edition ราคาจำหน่ายอยู่ที่ 299,000 บาท
ขณะที่ปี 2027 มีแผนจะขยายไลน์อัพสินค้าสำหรับเจาะกลุ่มแมสในราคาถูกลง เพื่อให้แบรนด์ Italjet เป็นที่รู้จักในวงกว้างมากขึ้น จากเดิมจะจำกัดเฉพาะกลุ่ม ‘แฟนพันธุ์แท้’ อีกทั้งยังเป็นการขยายโอกาสทางธุรกิจให้เพิ่มขึ้นด้วย
ขยายตัวแทนจำหน่ายและศูนย์บริการ Service Center
สำหรับการขยายตัวแทนจำหน่าย ตามแผนที่วางไว้ในปีนี้ ตั้งเป้าหมายจะขยายตัวแทนจำหน่ายให้ครบ 12 แห่ง ครอบคลุมหัวเมืองใหญ่ๆ ไม่ว่าจะเป็น เชียงใหม่ พิษณุโลก ขอนแก่น อุดรธานี และภูเก็ต
ส่วนศูนย์บริการ จะมีการขยายให้ครบ 30 แห่ง จากเดิมมีอยู่ 15 แห่งทั่วประเทศ โดยจะเน้นไปยังจังหวัดรอง เพื่อจะทำให้ลูกค้ามีความเชื่อมั่นด้านการดูแลหลังการขายของแบรนด์ให้มากยิ่งขึ้น
วางไทยเป็นฐานการผลิตสู่ตลาดโลก
ปัจจุบันแบรนด์ Italjet มีโรงงานประกอบในประเทศไทย แต่เนื่องจากเอเชียตะวันออกเฉียงใต้เป็นภูมิภาคที่มีมูลค่าตลาดสกู๊ตเตอร์ใหญ่ที่สุดและเติบโตรวดเร็ว ทำให้ Italjet ต้องการโฟกัสและเพิ่มน้ำหนักในการรุกตลาดในภูมิภาคนี้ให้มากขึ้น โดยมีแผนจะเปิดโรงงานในไทยภายใน 1–2 ปีต่อจากนี้
โรงงานใหม่ดังกล่าว จะเป็นโรงงานผลิตลำดับที่ 3 ของ Italjet ต่อจากที่ ‘อิตาลี’ และ ‘จีน’ ซึ่งไม่เพียงจะรองรับการขยายธุรกิจในบ้านเราเท่านั้น ยังจะเป็นฐานการผลิตสำคัญของภูมิภาคและส่งออกไปสู่ตลาดอื่นๆ ทั่วโลก ด้วยกำลังการผลิตที่ประมาณการณ์ไว้ 6,000 คันต่อปี
อย่างไรก็ตาม การเดินเกมครั้งนี้ถือเป็นความท้าทายเป็นอย่างมากสำหรับแบรนด์ ทั้งจากปัจจัยสภาพการแข่งขัน ความเป็นไปได้ทางธุรกิจ รวมไปถึงภาพลักษณ์ของแบรนด์ที่อาจจะได้รับผลกระทบเมื่อต้องเข้าไปขยายในตลาดแมส เพราะที่ผ่านมา Italjet วางตำแหน่งตัวเองอยู่ใน Niche Premium มาตลอด
