ท่ามกลางกระแสการตื่นตัวด้านจริยธรรมอาหารทั่วโลก กลุ่มผู้รณรงค์ด้านสวัสดิภาพสัตว์ในประเทศไทยได้จัดกิจกรรมสื่อสารสาธารณะเชิงสัญลักษณ์ เพื่อเรียกร้องให้ยักษ์ใหญ่ในอุตสาหกรรมอาหารและการบริการไทย เร่งเปิดเผยความคืบหน้าการเปลี่ยนผ่านสู่ระบบ “ไข่ไก่ปลอดกรง” (Cage-Free) ตามที่เคยได้ประกาศเจตนารมณ์ไว้ พร้อมเสนอให้มีการกำหนดกรอบเวลาและรายงานผลการดำเนินงานอย่างเป็นรูปธรรม
ในช่วงหลายเดือนที่ผ่านมา ประชาชนที่สัญจรผ่านพื้นที่สำคัญของกรุงเทพฯ เช่น สวนเบญจสิริ และบริเวณหอศิลปวัฒนธรรมแห่งกรุงเทพมหานคร อาจพบเห็นกิจกรรมสะท้อนสังคมผ่านผู้รณรงค์ในชุดไก่ยืนอย่างสงบในพื้นที่สาธารณะ เพื่อสะท้อนประเด็นการเลี้ยงแม่ไก่ไข่ในระบบกรงตับ ซึ่งยังคงใช้เป็นหลักในอุตสาหกรรมการผลิตไข่ไก่ของไทย กิจกรรมแคมเปญเชิงสัญลักษณ์นี้เป็นส่วนหนึ่งของเทรนด์การเคลื่อนไหวในหลายประเทศที่กำลังพัฒนา โดยองค์กรภาคประชาสังคมทำงานควบคู่ไปกับการหารือภาคธุรกิจ เพื่อยกระดับมาตรฐานสวัสดิภาพสัตว์และความโปร่งใสในห่วงโซ่อุปทานอาหาร
แนวโน้มอุตสาหกรรมและบริบทระดับโลก
ประเด็นไข่ไก่ปลอดกรงไม่ได้จำกัดอยู่เฉพาะประเทศไทย แต่เป็นส่วนหนึ่งของการเปลี่ยนแปลงในการพัฒนาอุตสาหกรรมอาหารโลก โดยเฉพาะในประเทศในซีกโลกใต้ ซึ่งการผลิตอาหารจากสัตว์ฟาร์มขยายตัวควบคู่กับความคาดหวังด้านมาตรฐานและความรับผิดชอบของผู้ประกอบการ
ข้อมูลวิจัยล่าสุดที่เผยแพร่โดย Sentient Media ระบุว่า ความต้องการบริโภคผลิตภัณฑ์จากสัตว์ทั่วโลกเพิ่มขึ้น ส่งผลให้การผลิตเนื้อสัตว์ทั่วโลกเพิ่มขึ้นเกือบสามเท่าในช่วง 50 ปีที่ผ่านมา การบริโภคเนื้อวัวมีแนวโน้มเพิ่มขึ้นราว 80% ระหว่างปี 2553-2593 และมีแนวโน้มเพิ่มขึ้นต่อเนื่อง โดยการเติบโตส่วนใหญ่เกิดในประเทศรายได้ต่ำและปานกลาง ซึ่งระบบการผลิตเชิงอุตสาหกรรมกำลังขยายตัวอย่างรวดเร็ว
ในระดับภูมิภาคเอเชียผลิตไข่ไก่มากกว่า 65% ของปริมาณทั่วโลก ขณะที่หลายประเทศในยุโรปได้ปรับเปลี่ยนสู่ระบบปลอดกรงมากขึ้น โดยสหภาพยุโรปยกเลิกกรงแบบดั้งเดิมตั้งแต่ปี 2555 และปัจจุบันมากกว่า 60% ของแม่ไก่ไข่อยู่ในระบบปลอดกรง สะท้อนทิศทางมาตรฐานการผลิตที่กำลังเปลี่ยนแปลงในตลาดสำคัญ
สำหรับประเทศไทย ซึ่งเป็นหนึ่งในผู้ผลิตสินค้าเกษตรรายสำคัญของเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ และมีบทบาทในห่วงโซ่อุปทานอาหารของภูมิภาค ปัจจุบันอุตสาหกรรมไข่ไก่ยังใช้ระบบกรงตับเป็นหลัก โดยมีแม่ไก่ไข่ประมาณ 51.55 ล้านตัวอยู่ในระบบดังกล่าว ซึ่งจำกัดทั้งพื้นที่และพฤติกรรมตามธรรมชาติของสัตว์
ความร่วมมือกับภาคธุรกิจ
ท่ามกลางการเปลี่ยนแปลงของมาตรฐานการผลิตอาหาร หลายองค์กรได้เร่งทำงานร่วมกับภาคธุรกิจเพื่อยกระดับความโปร่งใสในห่วงโซ่อุปทานอาหาร โดย ซิเนอร์เจีย แอนนิมอล (Sinergia Animal) เป็นหนึ่งในองค์กรที่ดำเนินงานในหลายประเทศของซีกโลกใต้ และทำงานกับบริษัทผู้ผลิตและผู้ให้บริการอาหารเพื่อพัฒนานโยบายด้านสวัสดิภาพสัตว์
ในปี 2568 องค์กรได้ทำงานร่วมกับบริษัท 36 แห่ง ใน 9 ประเทศ เพื่อสนับสนุนการกำหนดนโยบายและการเปิดเผยความคืบหน้าการจัดหาไข่ไก่จากระบบปลอดกรง
สำหรับประเทศไทย ความร่วมมือดังกล่าวมีส่วนสนับสนุนให้ IKEA Thailand และ Capella Hotels and Resorts รายงานการเปลี่ยนผ่านมาใช้ไข่ไก่ปลอดกรงแล้ว 100% ในปี 2568 ตามพันธสัญญาที่ได้ให้ไว้ อย่างไรก็ตาม ยังมีอีกหลายบริษัทที่ประกาศนโยบายไข่ไก่ปลอดกรง แต่ยังไม่มีการเปิดเผยความคืบหน้าการดำเนินการอย่างเป็นทางการต่อสาธารณะ
“เราเห็นแนวโน้มที่ชัดเจนในกลุ่มประเทศในเอเชียที่ภาคธุรกิจต่างหันมาให้ความสำคัญกับมาตรฐานความรับผิดชอบตามความคาดหวังของผู้บริโภค ซึ่งประเทศไทยเองก็อยู่ในทิศทางเดียวกัน โดยเฉพาะในขณะที่อุตสาหกรรมอาหารของเรากำลังขยายตัวประเด็นด้านมาตรฐานการจัดหาวัตถุดิบจึงมีความสำคัญต่อภาคธุรกิจมากขึ้น” ศนีกานต์ รศมนตรี ผู้อำนวยการ Sinergia Animal ประจำประเทศไทย กล่าว
ความโปร่งใสในภาคธุรกิจถูกจับตามองมากขึ้น
การเคลื่อนไหวในประเทศไทยสะท้อนรูปแบบการรณรงค์ที่ผสานการหารือกับภาคธุรกิจควบคู่กับการสื่อสารสาธารณะ เพื่อผลักดันความรับผิดชอบและความโปร่งใสในห่วงโซ่อุปทานอาหาร
แนวโน้มดังกล่าวสอดคล้องกับบริบทระดับโลกที่ผู้บริโภคมีส่วนร่วมต่อประเด็นสังคมมากขึ้น โดยข้อมูลการติดตามการเคลื่อนไหวทางสังคมระบุว่า ในปี 2567 มีการจัดกิจกรรมสาธารณะทั่วโลกมากกว่า 140,000 ครั้ง เพิ่มขึ้นประมาณ 15% จากปีก่อนหน้า
ศนีกานต์ รศมนตรี กล่าวเพิ่มเติมว่า “ผู้บริโภคคาดหวังให้บริษัทก้าวจากการประกาศนโยบาย ไปสู่การแสดงความคืบหน้าที่ตรวจสอบได้ในห่วงโซ่อุปทานไข่ไก่”
ในระดับสากล บริษัทจำนวนมากได้ประกาศนโยบายจัดหาไข่ไก่ปลอดกรง และเริ่มมีการติดตามผลการดำเนินงานอย่างเป็นรูปธรรมมากขึ้น แนวโน้มดังกล่าวกำลังขยายมายังประเทศเศรษฐกิจเกิดใหม่
ประเทศไทยในฐานะผู้ผลิตสินค้าเกษตรสำคัญของภูมิภาค จึงมีบทบาทต่อทิศทางมาตรฐานการผลิตอาหารในเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ในระยะต่อไป




