CPALL หรือ บริษัท ซีพี ออลล์ จำกัด(มหาชน) ได้รายงานผลการดำเนินงานประจำ ปี 2568 จากธุรกิจหลัก ได้แก่ ธุรกิจร้านสะดวกซื้อ 7-Eleven , ธุรกิจค้าส่งค้าปลีกและศูนย์การค้า และธุรกิจอื่นๆ เช่น ธุรกิจผลิตและจำหน่ายอาหารสำเร็จรูป, ธุรกิจตัวแทนรับชำระค่าสินค้าและบริการ ฯลฯ ซึ่งมีรายได้รวม 1,022,143 ล้านบาท เพิ่มขึ้น 3.5% มีกำไรสุทธิอยู่ที่ 28,206 ล้านบาท เพิ่มขึ้น 11.28%
โดยผลประกอบการที่ปรับตัวดีขึ้น หลักๆ มาจากกลุ่มธุรกิจร้านสะดวกซื้อ, ธุรกิจค้าส่ง และธุรกิจอื่นๆ
รายได้รวมก่อนหักรายการระหว่างกัน แบ่งสัดส่วนตาม 3 ธุรกิจหลัก ได้แก่
- ธุรกิจร้านสะดวกซื้อ 46%
- ธุรกิจค้าส่งค้าปลีกและศูนย์การค้า 48%
- ธุรกิจอื่น ๆ ในประเทศไทยมีสัดส่วน 6%
สรุปสถิติน่าสนใจของ 7-Eleven
มาดูไฮไลท์ของธุรกิจร้านสะดวกซื้อ 7-Eleven โดยในปี 2568 มีรายได้จากการขายสินค้าและการให้บริการรวม 462,854 ล้านบาท เพิ่มขึ้น 5.2% จากปีก่อน มีกำไรสุทธิ 24,984 ล้านบาท เพิ่มขึ้น15.9% จากปีก่อน
สัดส่วนของรายได้จากการขาย
76.3% มาจากสินค้ากลุ่มอาหารและเครื่องดื่ม
23.7% มาจากสินค้าอุปโภค
โดย ณ สิ้นปี 2568 มีจำนวนร้านสาขา 7-Eleven ในไทยรวม 15,945 สาขา เพิ่มขึ้น 700 สาขาจากปีที่ผ่านมา แบ่งเป็น
ร้านของบริษัทเอง 8,194 สาขา (สัดส่วน 51%)
ร้าน Store Business Partner (SBP) 6,803 สาขา (สัดส่วน 43%)
ร้านค้าที่ได้รับสิทธิช่วงอาณาเขต 948 สาขา (สัดส่วน 6%)
– ยอดขายเฉลี่ยต่อร้านต่อวัน อยู่ที่ 83,777 บาท
– ยอดซื้อต่อบิลอยู่ที่ 88 บาท
– จำนวนลูกค้าต่อสาขาต่อวันเฉลี่ย 951 คน
ขณะที่สาขา 7-Eleven ในต่างประเทศภายใต้การดูแลของ CPALL ใน สปป.ลาว มี 26 สาขา และ ในกัมพูชา 112 สาขา
สำหรับปี 2569 วางแผนพัฒนาช่องทางทั่งออนไลน์และออฟไลน์ โดยในไทยจะเปิดสาขาเพิ่มอีกประมาณ 700 สาขา และมีเป้าหมายเปิดร้านใหม่ใน สปป.ลาว เพิ่มอีก ส่วนกัมพูชา ปรับกลยุทธ์ให้เหมาะสมกับการดำเนินงานที่เปลี่ยนแปลง
คาดว่าจะใช้เงินลงทุนประมาณ 12,000 – 13,600 ล้านบาท แบ่งเป็น
– เปิดสาขาใหม่ 3,800 – 4,600 ล้านบาท
– ปรับปรุงร้านเดิม 2,900 – 3,500 ล้านบาท
– โครงการใหม่, บริษัทย่อยและศูนย์กระจายสินค้า 4,000 – 4,100 ล้านบาท
– สินทรัพย์ถาวร และระบบสารสนเทศ 1,300 – 1,400 ล้านบาท



