ถ้าใครกำลังคิดจะเปลี่ยนมือถือในปีนี้ อาจถึงเวลาที่ต้องรีบตัดสินใจ เพราะสมาร์ทโฟนที่ว่าแพงแล้วอาจจะกำลังแพงขึ้นอย่างน้อย 5-30% และอาจมีการหั่นสเป็กลงอย่างที่ไม่เคยเป็นมาก่อน และปัญหาอาจลากยาวไปถึงปีนี้
ตลาดมือถือส่งสัญญาณชะลอ เพราะแพงขึ้น
หากมองภาพรวมย้อนหลัง ตลาดมือถือไทยถือว่าสวนกระแสเศรษฐกิจได้อย่างโดดเด่นในช่วง 2-3 ปีที่ผ่านมา โดยปี 2024 ตลาดโตขึ้นอย่างมีนัยยะสำคัญ และปี 2025 เติบโตต่อเนื่องอีกระดับหนึ่ง แต่ภาพรวมตลาดสมาร์ทโฟนไทยในปีนี้เริ่มส่งสัญญาณชะลอตัว โดย สิทธิโชค นพชินบุตร President of Mobile Experience Division บริษัท ไทยซัมซุง อิเลคโทรนิคส์ จำกัด เล่าว่า ช่วงต้นปี 2026 ตลาดเริ่มช้าลงราว 5% ขณะที่ภาพรวมทั้งปีมีโอกาสที่ตลาดจะทรงตัว เนื่องจากความท้าทายเรื่อง ชิปหน่วยความจำที่ขาดแคลน
ความท้าทายที่ใหญ่ที่สุดของตลาดในขณะนี้คือ วิกฤตราคาชิปหน่วยความจำ ที่ต้นทุนปรับขึ้นถึง 40-50% สาเหตุหลักมาจากการแย่งชิงชิปความจำระหว่างสมาร์ทโฟนกับ Data Center ซึ่งมีกำลังจ่ายสูงกว่ามาก ทำให้ซับพลายที่มีอยู่ไหลไปสู่ตลาดที่ให้มาร์จิ้นสูงกว่าก่อน
ดังนั้น เป็นไปได้ที่จะเห็นการปรับขึ้นราคาสมาร์ทโฟนตั้งแต่ 5-30% โดยเริ่มทยอยปรับตั้งแต่เดือนมีนาคมนี้ สำหรับ Samsung เองจะปรับขึ้นในช่วง 5-20%
“แม้ Samsung จะมีโรงงานผลิตชิปความจำเป็นของตัวเองในเครือ แต่ไม่ได้หมายความว่าเราจะได้ในราคาต้นทุนพิเศษ เพราะเป็นคนละบริษัทกัน ดังนั้น ต้องให้ของกับมาร์จิ้นที่ดีกว่า”
ไม่ใช่แค่ปรับราคา แต่จะเห็นการหั่นสเปก
แนวทางรับมือจากฝั่งซับพลายที่เริ่มเห็นคือการ ลดสเปกสินค้า เช่น ปรับ Storage เริ่มต้นลงมาที่ 64 GB เพื่อควบคุมต้นทุน ขณะที่ Samsung ประกาศชัดว่าไม่มีแผนลดสเป็ก และจะยังคง Portfolio ไว้ในระดับ Premium อย่างไรก็ตาม สิทธิโชค มองว่า วิกฤตนี้คาดว่าจะ ยืดเยื้อไปจนถึงปี 2027 ก่อนที่สถานการณ์จะผ่อนคลายลง
ผ่อน กลไกช่วยสำคัญของตลาด
หนึ่งในปัจจัยหลักที่ทำให้ตลาดขยายตัวได้ท่ามกลางเศรษฐกิจที่อ่อนแอในช่วง 2 ปีที่ผ่านมาก็คือ การเปลี่ยนพฤติกรรมผู้บริโภคจากการ ซื้อเงินสด มาเป็นการ ผ่อนชำระ ซึ่งปัจจุบันกว่า 70% ของการซื้อสมาร์ทโฟนในไทยเป็นการผ่อน จากที่เคยเป็น 70% เงินสดเมื่อไม่กี่ปีที่ผ่านมา
เมื่อผู้บริโภคไม่ต้องรอ เก็บเงินก้อน เพื่อซื้อสมาร์ทโฟน ทำให้ผู้บริโภคเลือกจะ อัพเกรด ไปใช้มือถือรุ่นที่สูงขึ้น และระยะเวลาในการเปลี่ยน สั้นลง จากเดิมเฉลี่ยที่ 3 ปี
“วงจรการเปลี่ยนมือถือเร็วขึ้นเพราะผู้บริโภคไม่ต้องรอเก็บเงินก้อน และเขาเลือกจะอัปเกรดไปใช้รุ่นที่สูงขึ้น เพราะส่วนต่างราคาระหว่างรุ่นเริ่มต้น และรุ่น Premium Ultra เมื่อหารออกมาเป็นรายเดือนแล้ว จ่ายเพิ่มหลักร้อยบาท ก็สามารถได้รุ่น Premium ไปใช้” สิทธิโชค อธิบาย
ดังนั้น แม้ว่าตลาดปีนี้จะมีการปรับราคาสินค้าขึ้น แต่ สิทธิโชค มั่นใจว่าด้วยโปรแกรม Samsung Finance ที่ทำมาตลอด 8 ปี จะเป็นกลไกช่วยให้ผู้บริโภคเข้าถึงได้ ปัจจุบัน Samsung Finance มีอัตราดอกเบี้ยเฉลี่ยไม่เกิน 20% ต่อปี ซึ่งถือว่าถูกมากเมื่อเทียบกับระบบนอกระบบที่สูงถึง 80-100% ต่อปี
S26 Ultra ยอดจองโต 40% เทียบกับ S25
แน่นอนว่าข้อจำกัดด้านการเงินที่ปลดล็อก ถือเป็นส่วนหนึ่งที่ทำให้ยอดจอง Samsung Galaxy S26 Ultra ในไทย เพิ่มขึ้น +40% เมื่อเทียบกับ S25 Ultra แต่ สิทธิโชค อธิบายว่า มีอีก 2 ปัจจัยที่ขับเคลื่อนความสำเร็จครั้งนี้ ได้แก่ นวัตกรรมที่โดดเด่น และ กลยุทธ์การตลาด
โดยฟีเจอร์เด่นปีนี้คือ Privacy Display ซึ่งเป็น World First ที่สามารถป้องกันไม่ให้คนรอบข้างมองเห็นหน้าจอได้ ควบคู่กับความสามารถด้าน AI ที่ Samsung มั่นใจว่า นำหน้าคู่แข่งในตลาด
“คนไทยเน้นใช้ AI ในการถาม-ตอบ และการถ่ายรูป ซึ่งคนไทย 93% ของผู้ใช้งาน S25 ยังคงใช้ฟีเจอร์นี้ทุกเดือน ติดอันดับ Top 1-2 ของโลกอย่างต่อเนื่อง สะท้อนให้เห็นว่าคนไทยมีแพชชั่นเรื่องรูปถ่ายเป็นพิเศษ”
อีกปัจจัยคือ กลยุทธ์การตลาดที่เน้น Consumer-Centric ไม่ว่าจะเป็นแคมเปญ เผือก ที่คว้าดาราอย่าง เผือก พงศธร จงวิลาส ไปจนถึงคลิป จอง แล้วก็เอาพี่ จอง คันแลน มาใช้ ด้วยชื่อดาราที่ล้อไปกับแคมเปญ ส่งผลให้ Search Trend เพิ่มขึ้นกว่า 20% และภาพรวม Engagement บน Social Media ทั้งหมดสูงกว่า S25 Series ถึง 2.1 เท่า
สิทธิโชค ย้ำว่า AI ถือจุดขายหลักที่ Samsung นำหน้าตลาด แม้ว่าจะมีหลายแบรนด์ที่พูดถึงการนำ AI มาใช้ในสมาร์ทโฟนก็ตาม ซึ่งปัจจุบัน Samsung เป็นผู้เดียวในตลาดที่เสนอ AI ถึง 2 ตัวในเครื่องเดียว ได้แก่ Gemini และ Perplexity
ทั้งนี้ ในช่วง 5 ปีที่ผ่านมา Galaxy S Series มีฐานลูกค้าโตขึ้น 230% และยังได้ลูกค้ากลุ่ม Gen Z เพิ่มขึ้นอีก 25% สะท้อนว่า Samsung กำลังประสบความสำเร็จในการดึงดูดคนรุ่นใหม่จากการมาของ AI และแคมเปญการตลาด






