‘ธุรกิจการบิน’ กำลังเผชิญความท้าทายอย่างหนักอีกครั้ง จากสงครามระหว่างสหรัฐฯ อิสราเอล และอิหร่าน ซึ่งอาจสั่นคลอนโครงสร้างการบินของโลก และนำไปสู่วิกฤตการบินระลอกใหม่หลังต้องเจอมาแล้วในยุคล็อกดาวน์ช่วงโควิด-19 ระบาด
ทำไมถึงเป็นวิกฤต?
นั่นเพราะว่าเกิดเหตุในพื้นที่ตะวันออกกลาง ที่แม้จะมีเที่ยวบินผ่านเพียง 8% ของโลก แต่ถือเป็น ศูนย์กลางการบินโลก (Global Aviation Hub) เชื่อมยุโรป เอเชีย และแอฟริกา เมื่อเกิดการสู้รบก็กลายเป็นเขตอันตราย ระบบการบินทั่วโลกจึงรวนทั้งระบบ โดยมีเที่ยวบินยกเลิกและล่าช้าสะสมกว่า 40,000 เที่ยวบิน และกระทบต่อผู้ใช้บริการผ่านท่าอากาศยานในตะวันออกกลางจำนวนกว่า 700,000 คนต่อวัน
ต้นทุนพุ่งทะยาน
นอกจากนี้ ตะวันออกกลางยังเป็นแหล่งผลิตน้ำมันสำคัญของโลก เมื่อเกิดสงครามทำให้ซัพพลายด์น้ำมันหายไป ส่งผลให้ราคาน้ำมันพุ่งสูงขึ้นรวมถึงน้ำมันเครื่องบินที่เพิ่มขึ้นมากกว่า 2 เท่า นับตั้งแต่เริ่มสงคราม และแนวโน้มราคายังสูงขึ้นอีก เนื่องจากยังไม่รู้ว่า สงครามจะจบเมื่อใด
ด้วยต้นทุนที่พุ่งขึ้นอย่างมหาศาล บวกกับฮับการบินเกิดการชะงัก ทำให้สายการบินต้องปรับแผนเส้นทางบิน ขึ้นราคาตั๋ว และเรียกเก็บค่าธรรมเนียมน้ำมันเพิ่มขึ้น เช่น
กลุ่มสายการบินในประเทศไทย
Thai Airways: ปรับราคาตั๋วโดยสารรวมเพิ่มขึ้นเฉลี่ย 10% – 15% ทันที พร้อมยื่นเรื่องขอปรับเพดานภาษีน้ำมันต่อ ‘สำนักงานการบินพลเรือนแห่งประเทศไทย’ หรือ CAAT
Thai AirAsia และ AirAsia X: มีการระงับบินในบางเส้นทางที่ไม่ทำกำไร และปรับราคาตั๋วขึ้นตามต้นทุนน้ำมันที่พุ่งสูง
Bangkok Airways: ได้ปรับราคาตั๋วเดินทางขึ้น 10-15% และพร้อมยื่นเรื่องขอปรับเพดานภาษีน้ำมันต่อ CAAT
กลุ่มสายการบินตะวันออกกลาง : Emirates, Qatar Airways, Etihad มีการเรียกเก็บ Emergency Fuel Surcharge เพิ่มเติม และปรับราคาตั๋วไปยุโรปขึ้น 20-30% เนื่องจากต้องบินอ้อมพื้นที่ขัดแย้ง
กลุ่มสายการบินอาเซียน อย่าง Singapore Airlines ได้ปรับขึ้นภาษีน้ำมันตามราคากลางตลาดโลก พร้อมเริ่มภาษีเชื้อเพลิงยั่งยืนตามระยะทางและชั้นโดยสาร สำหรับตั๋วที่ออกตั้งแต่วันที่ 1 เมษายน 2569 เป็นต้นไป ส่วน Scoot เพิ่มค่าธรรมเนียมน้ำมันในเส้นทางระยะกลางและไกล เฉลี่ย 15% – 20% ฯลฯ
กลุ่มสายการบินเอเชียตะวันออก (ญี่ปุ่น, เกาหลี, ฮ่องกง) อย่าง All Nippon Airways, Japan Airlines และ Zipair ประกาศ ‘ปรับราคาขึ้นเท่าตัว’ สำหรับตั๋วที่ออกตั้งแต่วันที่ 1 มิถุนายน 2569 เป็นต้นไป ส่วน Korean Air ปรับขึ้นค่าธรรมเนียมน้ำมันเส้นทางระยะไกลสูงขึ้นถึง 3 เท่า เมื่อเทียบกับช่วงก่อนวิกฤต ฯลฯ
ขึ้นราคา กระทบดีมานต์เดินทาง
อย่างไรก็ตาม การปรับขึ้นราคาดังกล่าว จะไปกดดันความต้องการเดินทางในที่สุด เนื่องจากภาวะเศรษฐกิจและค่าครองชีพที่สูงขึ้น จึงเป็นสถานการณ์ที่ยากลำบากสำหรับธุรกิจสายการบิน
ดังนั้น สายการบินต้องงัดแผนสำรองมาใช้เพื่อประคองสถานการณ์ โดยสำนักข่าวรอยเตอร์รายงานว่า สายการบินทั่วเอเชียเริ่มปรับลดเที่ยวบิน เพิ่มปริมาณเชื้อเพลิงที่บรรทุกจากสนามบินต้นทาง และเพิ่มจุดแวะเติมน้ำมันระหว่างทาง หลังความขัดแย้งในตะวันออกกลางส่งผลกระทบต่ออุปทานเชื้อเพลิงเครื่องบินในหลายประเทศ
เช่น AirAsia X และสายการบินในปากีสถาน เลือกบรรทุกน้ำมันจากต้นทางให้ได้มากที่สุด เพื่อหลีกเลี่ยงการเติมในจุดปลายทางที่มีน้ำมันจำกัด หรือ Air India ที่ต้องแวะเติมน้ำมันระหว่างทาง (ย่างกุ้ง-โกลกาตา-นิวเดลี) เนื่องจากไม่สามารถเติมน้ำมันให้เพียงพอต่อการบินรวดเดียวได้ เป็นต้น
เพิ่มความเสี่ยงเชิงโครงสร้างอุตสาหกรรมการบิน
หากวิกฤตยืดเยื้อ สายการบินอาจต้องลดเที่ยวบินเพิ่มเติม โดยผู้บริหาร Ryanair ระบุว่า หากอุปทานเชื้อเพลิงลดลง 10-20% ในช่วงกลางปี สายการบินทั่วโลกอาจต้องยกเลิกเที่ยวบินหรือปรับลดกำลังการให้บริการ
นักวิเคราะห์ประเมินว่า ภายใต้บริบทของโลกที่เผชิญความไม่แน่นอนด้านภูมิรัฐศาสตร์และพลังงานเพิ่มสูงขึ้นอย่างต่อเนื่อง จะเป็นมากกว่าความผันผวนระยะสั้น แต่จะกลายเป็น ‘ความเสี่ยงเชิงโครงสร้าง’ ที่อาจเปลี่ยนแปลงอุตสาหกรรมการบินโลกในระยะยาว
ดังนั้น สงครามระหว่างอิหร่านกับอิสราเอลและสหรัฐฯ ได้กลายเป็นบททดสอบครั้งสำคัญของอุตสาหกรรมการบินอีกครั้งต่อจากยุคล็อกดาวน์ ซึ่งอาจนำไปสู่วิกฤตระลอกใหม่ของอุตสาหกรรมการบิน
.
อ้างอิง
.
https://www.straitstimes.com/asia/se-asia/airasia-x-to-raise-fares-cut-capacity-over-middle-east-war
https://www.reuters.com/business/aerospace-defense/airlines-face-fare-dilemma-fuel-spike-threatens-travel-demand-2026-03-30/
https://www.bbc.com/news/articles/c5yvg42kr21o
https://www.reuters.com/business/us-airlines-face-fuel-driven-financial-shakeout-2026-03-30/



