เมื่อวันอาทิตย์ที่ผ่านมา กลุ่มประเทศผู้ผลิตน้ำมันรายใหญ่หรือ OPEC+ ได้บรรลุข้อตกลงร่วมกันในการ เพิ่มกำลังการผลิตน้ำมันดิบขึ้นอีก 188,000 บาร์เรลต่อวัน สำหรับเดือนมิถุนายนนี้ ซึ่งถือเป็นการเคลื่อนไหวครั้งแรกหลังจากที่กลุ่มต้องสูญเสียสมาชิกหลักอย่าง สหรัฐอาหรับเอมิเรตส์ (UAE) ไป
มติการเพิ่มกำลังการผลิตครั้งนี้มาจากความร่วมมือของสมาชิกหลัก 7 ประเทศ ได้แก่ ซาอุดีอาระเบีย, รัสเซีย, อิรัก, คูเวต, คาซัคสถาน, แอลจีเรีย และโอมาน โดยตัวเลข 188,000 บาร์เรลต่อวันนั้น ยังถือว่าต่ำกว่ายอดการเพิ่มในเดือนพฤษภาคมซึ่งอยู่ที่ 206,000 บาร์เรลต่อวันเล็กน้อย ซึ่งความเปลี่ยนแปลงที่สำคัญที่สุดคือ ตัวเลขนี้ไม่ได้รวมสัดส่วนการผลิตของ UAE ซึ่งได้ประกาศถอนตัวจากการเป็นสมาชิก OPEC อย่างเป็นทางการไปเมื่อวันที่ 1 พฤษภาคมที่ผ่านมา
ในแถลงการณ์ของ OPEC ระบุชัดเจนว่านี่คือ “ความมุ่งมั่นร่วมกันในการสนับสนุนเสถียรภาพของตลาดน้ำมัน” เนื่องจากปัจจุบันโลกกำลังเผชิญกับภาวะ อุปทานตึงตัว อย่างหนัก เพราะสงครามอิหร่านที่เริ่มขึ้นเมื่อต้นปี 2026 ทำให้ช่องแคบฮอร์มุซถูกปิด การเพิ่มกำลังการผลิตจึงเป็นความพยายามที่จะเติมน้ำมันดิบเข้าสู่ระบบเพื่อไม่ให้เกิดสภาวะขาดแคลนไปมากกว่านี้
อย่างไรก็ตาม การเพิ่มกำลังผลิตเพียง 188,000 บาร์เรลต่อวัน ถูกนักวิเคราะห์มองว่าเป็นเพียงการเคลื่อนไหวเชิงสัญลักษณ์เท่านั้น เมื่อเทียบกับปริมาณน้ำมันที่หายไปจากตลาดจริง ๆ เนื่องจาก การปิดช่องแคบฮอร์มุซ ที่ทำให้การส่งออกน้ำมันจากตะวันออกกลางลดลงไปมหาศาล (หายไปหลายล้านบาร์เรลต่อวัน) ดังนั้น การเพิ่มแค่หลักแสนจึงไม่เพียงพอที่จะแก้ปัญหาการขาดแคลนได้
ซึ่งนับตั้งแต่ต้นปี 2026 ราคาน้ำมันดิบทั้ง WTI และ Brent พุ่งสูงขึ้นถึง 78% ซึ่งเป็นระดับที่สูงมาก หากปล่อยให้ราคาสูงเกินไปอาจส่งผลกระทบต่อเศรษฐกิจโลกและลดความต้องการใช้พลังงานในระยะยาว กลุ่มผู้ผลิตจึงต้องทยอยเพิ่มปริมาณน้ำมันออกมาเพื่อชะลอความร้อนแรงของราคา
แม้จะมีข่าวเรื่องข้อเสนอสันติภาพที่ทำให้ราคาล่วงหน้า (Futures) ปรับลดลงไป 2-3% ในวันศุกร์ แต่ตลาดยังไม่มั่นใจ 100% ว่าการเจรจาจะสำเร็จจนถึงขั้นเปิดช่องแคบฮอร์มุซได้จริงหรือไม่ ตราบใดที่เรือบรรทุกน้ำมันยังสัญจรไม่ได้ตามปกติ “ค่าความเสี่ยง” (Risk Premium) ก็จะยังทำให้ราคาน้ำมันแพงอยู่



