เศรษฐกิจญี่ปุ่นแกร่ง : ส้มหล่นการค้า-ลงทุน-ท่องเที่ยวไทย

เศรษฐกิจไทยกำลังทดสอบความเข้มแข็ง หลังจากปีวอกผ่านพ้นมาได้หนึ่งไตรมาส ด้วยวิกฤตการณ์ที่ท้าทายนานัปการ อาทิ ไข้หวัดนก ราคาน้ำมันแพง เหตุการณ์รุนแรงทางภาคใต้ รวมถึงภาวะภัยแล้ง แต่ถึงกระนั้นก็ตาม เศรษฐกิจไทยยังคงดำเนินไปได้อย่างราบรื่น เนื่องจากการแสวงหาโอกาสที่ดีจากปัจจัยภายนอกประเทศมาช่วยเสริมความแข็งแกร่งทางเศรษฐกิจ และเป็นภูมิคุ้มกันความเสียหายจากปัจจัยเสี่ยงในประเทศ

ทั้งนี้ การฟื้นตัวทางเศรษฐกิจของญี่ปุ่นในขณะนี้ จึงนับเป็นโอกาสทองของไทยอย่างยิ่ง ในฐานะที่ญี่ปุ่นมีบทบาทใกล้ชิดกับเศรษฐกิจไทยเกือบทุกด้าน โดยจัดเป็นประเทศคู่ค้าอันดับ 1 ของไทย มีสัดส่วนการค้าเกือบ 1 ใน 5 ของมูลค่าการค้ารวมทั้งหมดของไทย ขณะเดียวกัน ญี่ปุ่นก็ครองแชมป์นักลงทุนต่างชาติรายใหญ่สุดของไทย คิดเป็นเม็ดเงินลงทุนเฉลี่ยประมาณ 80,000 ล้านบาท/ปีในช่วง 3 ปีที่ผ่านมา อีกทั้งยังเป็นนักท่องเที่ยวต่างประเทศชั้นนำรั้งอันดับ 2 ของไทย รองจากมาเลเซีย ชาวญี่ปุ่นเดินทางมาท่องเที่ยวเมืองไทยมีจำนวนไม่ต่ำกว่า 1,000,000 คน/ปี ดังนั้น การที่เศรษฐกิจญี่ปุ่นมีแนวโน้มสดใสในปี 2547 จึงคาดว่าน่าจะส่งผลดีให้แก่เศรษฐกิจไทยตามไปด้วย

จับตาเศรษฐกิจญี่ปุ่น 2547

สถานการณ์เศรษฐกิจญี่ปุ่นเริ่มเข้มแข็งชัดเจน โดยคาดว่าในปี 2547 ญี่ปุ่นอาจมีอัตราการเจริญเติบโตทางเศรษฐกิจ วัดโดยผลิตภัณฑ์มวลรวมภายในประเทศ (GDP) เพิ่มขึ้นราว 3% หลังจากที่เศรษฐกิจญี่ปุ่นผ่านช่วงโค้งสุดท้ายของปีก่อน ขยายตัวถึง 6.4% ในไตรมาสที่ 4 ของปี 2546 เทียบกับช่วงเวลาเดียวกันของปีก่อนหน้า ซึ่งนับเป็นอัตราสูงสุดในรอบ 13 ปี และเป็นอัตราเพิ่มติดต่อกันนานถึง 7 ไตรมาส ส่งผลให้อัตรา GDP ในปี 2546 ขยายตัว 2.7% เทียบกับอัตราเพิ่ม 0.2% ในปี 2545

สัญญาณการฟื้นตัวของเศรษฐกิจญี่ปุ่นในครั้งนี้ ได้รับความสนใจอย่างมาก เนื่องจากกองทุนการเงินระหว่างประเทศ (IMF) มั่นใจว่าญี่ปุ่นน่าจะก้าวพ้นวิกฤตเศรษฐกิจได้เป็นผลสำเร็จแล้ว หลังจากล้มลุกคลุกคลานมานานร่วมทศวรรษ ประกอบกับสถาบันจัดอันดับความน่าเชื่อถือชั้นนำของโลก Standard & Poor’s ก็ปรับเพิ่มเครดิตให้แก่เศรษฐกิจญี่ปุ่นเป็นครั้งแรกในปี 2547 จากที่เคยติดลบ มาอยู่ในอันดับที่มีเสถียรภาพ เป็นผลจากภาระหนี้สินของบริษัทญี่ปุ่นลดลง เพราะมีการชำระคืนหนี้ให้แก่สถาบันการเงินเป็นระยะๆ ส่งผลให้สัดส่วนของภาระหนี้ลดลงจาก 125% ของ GDP ในปี 2539 มาอยู่ในระดับ 90% ของ GDP และคาดว่าจะคลี่คลายดีขึ้นเป็นลำดับ

นอกจากนี้ ภาวะการล้มละลายของธุรกิจก็ชะลอตัวลงในปีที่ผ่านมา นับเป็นครั้งแรกในรอบ 4 ปี ส่งผลให้สถานการณ์ด้านแรงงานของญี่ปุ่นดีขึ้น อัตราการว่างงานเมื่อสิ้นสุดปี 2546 ลดลงอยู่ที่ 4.9% เทียบกับอัตราการว่างงาน 5.5% ในช่วงต้นปี จึงช่วยให้ความเชื่อมั่นของคนญี่ปุ่นกลับคืนมา และกระตุ้นให้การดำเนินชีวิตประจำวันและการใช้จ่ายเพื่อการลงทุนและการบริโภคมีชีวิตชีวาอีกครั้ง

ปัจจัยสำคัญที่ทำให้กลไกเศรษฐกิจญี่ปุ่นทำงานเต็มที่ ได้แก่

1. การส่งออกไปตลาดจีนคึกคัก ความเข้มแข็งของค่าเงินเยนในช่วงที่ผ่านมา ส่งผลกระทบโดยรวมแก่ภาคการส่งออกของญี่ปุ่นไม่มากนัก เนื่องจากญี่ปุ่นค้าขายกับประเทศจีนเพิ่มขึ้น ถึงแม้ค่าเงินเยนแข็งขึ้นประมาณ 14% เมื่อเทียบกับเงินดอลลาร์ในช่วงปี 2546 ซึ่งส่งผลให้การส่งออกของญี่ปุ่นไปยังตลาดสหรัฐฯ อ่อนแรงลงก็ตาม โดยเฉพาะการส่งออกสินค้าอุตสาหกรรมหดตัวราว 14% แต่การส่งออกไปยังตลาดจีนกลับคึกคัก ขยายตัวกว่า 30% เนื่องจากจีนนำเข้าวัตถุดิบและชิ้นส่วนประกอบมากมายจากญี่ปุ่น ทำให้สัดส่วนการส่งออกไปยังตลาดจีนเพิ่มเป็น 18% ของมูลค่าส่งออกทั้งหมดของญี่ปุ่นในปี 2546 เทียบกับสัดส่วนราว 6.7% เมื่อสิบปีก่อน และคาดว่าจีนอาจกลายเป็นตลาดส่งออกสำคัญอันดับ 1 ของญี่ปุ่น แทนสหรัฐฯ ภายในปี 2550 ทั้งนี้ การที่ภาคการส่งออกของญี่ปุ่นแจ่มใส ได้ส่งผลดีต่อเนื่องให้เกิดการลงทุนในอุตสาหกรรมการผลิตเพื่อส่งออก มีการขยับขยายโรงงานและเครื่องจักร เพื่อรองรับการผลิตสินค้าที่เพิ่มขึ้น นับเป็นเม็ดเงินลงทุนจากภาคเอกชนที่เข้าหล่อลื่นระบบเศรษฐกิจ แทนที่จะเป็นเงินอัดฉีดจากรัฐบาลญี่ปุ่นเช่นที่เคยเป็นมา

2. นโยบายการเงินการคลังถูกทาง ญี่ปุ่นได้ปรับเปลี่ยนผู้ว่าการธนาคารกลางคนใหม่ โดยแต่งตั้งให้ นาย Toshihiko Fukui ดำรงตำแหน่งในเดือนมีนาคม 2546 ซึ่งเป็นบุคคลที่ได้รับการยอมรับจากแวดวงการเงินญี่ปุ่นและจากต่างประเทศ ทำให้การบริหารงานของนาย Fukui เป็นไปอย่างราบรื่น ได้รับความเชื่อถือจากนักลงทุนต่างประเทศ ประกอบกับความสามารถของนาย Fukui ที่ควบคุมภาวะเงินฝืดอย่างได้ผล ทำให้สถานการณ์เงินฝืดเริ่มคลี่คลาย เพราะเป็นครั้งแรกที่ธนาคารกลางญี่ปุ่นยอมเพิ่มปริมาณเงินเข้าสู่ในระบบเศรษฐกิจจนกว่าจะเกิดภาวะเงินเฟ้ออ่อนๆ เพื่อให้ระดับราคาสินค้าในประเทศได้ขยับเพิ่มขึ้นบ้าง สร้างผลกำไรให้แก่ธุรกิจ เพื่อจูงใจให้เกิดการลงทุนและการจ้างงานต่อไป เป็นผลดีแก่การใช้จ่ายภาคครัวเรือนในที่สุด

3. ปรับโครงสร้างธุรกิจรับมือคู่แข่งจีน ภาคเอกชนญี่ปุ่นมีความกระตือรือร้นที่จะปรับปรุงประสิทธิภาพการบริหารจัดการมากขึ้น โดยเฉพาะในช่วง 2-3 ปีที่ผ่านมา เนื่องจากจีนกำลังกลายเป็นคู่แข่งขันที่น่ากลัว ทำให้นักธุรกิจญี่ปุ่นไม่ได้มองจีนเป็นเพียงคู่ค้าเท่านั้น แต่จำเป็นต้องรีบแก้ไขจุดบกพร่องของตนเองอย่างรวดเร็ว เพื่อความอยู่รอดของกิจการ ในอดีตภาคเอกชนญี่ปุ่นจะรอความช่วยเหลือจากภาครัฐเป็นสำคัญ แต่ปัจจุบันทางการญี่ปุ่นพยายามลดบทบาทลง เนื่องจากหนี้สาธารณะมีสัดส่วนสูงราว 160% ของ GDP รวมถึงยอดขาดดุลงบประมาณมีสัดส่วนประมาณ 8% ของ GDP ล้วนเป็นข้อจำกัดของภาครัฐบาล จึงทำให้เอกชนญี่ปุ่นต้องดิ้นรนด้วยตัวเองอย่างแข็งขัน

4. หลีกเลี่ยงความผิดซ้ำซาก การฟื้นตัวทางเศรษฐกิจของญี่ปุ่นเคยล้มเหลวมาแล้ว 2 ครั้ง โดยในครั้งแรกเป็นผลจากรัฐบาลได้ขึ้นภาษีการค้าในปี 2540 เพราะเข้าใจว่าเศรษฐกิจหลุดพ้นจากความซบเซาและกระเตื้องอย่างถาวรแล้ว แต่ปรากฏว่า GDP ญี่ปุ่นได้หดตัว 1.1% ในปี 2541 จากที่มีอัตราเติบโต 1.9% ในปี 2540 ส่วนความผิดพลาดครั้งที่สอง เป็นผลจากธนาคารกลางญี่ปุ่นได้ใช้นโยบายการเงินเข้มงวดเร็วเกินไปในปี 2544 เพราะประเมินคลาดเคลื่อนว่าเศรษฐกิจฟื้นตัวแล้ว โดยในปี 2543 GDP ขยายตัวถึง 2.8% แต่เมื่อธนาคารกลางเข้มงวดนโยบายการเงิน ได้ส่งผลให้เศรษฐกิจชะลอตัวลงเหลือ 0.4% ในปี 2544 ดังนั้น การฟื้นตัวทางเศรษฐกิจที่สะดุดลงในช่วงที่ผ่านมา เป็นบทเรียนในขณะนี้ที่ทำให้รัฐบาลญี่ปุ่นจำเป็นต้องดำเนินนโยบายการเงินการคลังรอบคอบยิ่งขึ้น

ไทยได้รับประโยชน์อะไร

การที่เศรษฐกิจญี่ปุ่นกลับมาเข้มแข็ง คาดว่าจะส่งผลดีต่อเศรษฐกิจไทยในปีนี้ ทั้งด้านการค้า การลงทุน และการท่องเที่ยว บริษัท ศูนย์วิจัยกสิกรไทย จำกัด ประเมินผลดีต่อเศรษฐกิจไทยจากการที่เศรษฐกิจญี่ปุ่นฟื้นตัว พอสรุปได้ดังนี้

การส่งออกสินค้าไทยไปญี่ปุ่นเพิ่ม

การส่งออกสินค้าไทยไปญี่ปุ่นมีแนวโน้มที่จะได้รับอานิสงส์จากการที่เศรษฐกิจญี่ปุ่นขยายตัวมากขึ้นในปี 2547 นี้ เพราะชาวญี่ปุ่นจะมีพลังการจับจ่ายใช้สอย ส่งผลให้ความต้องการสินค้าทั้งอุปโภคบริโภคฟื้นตัวในช่วงเศรษฐกิจขาขึ้น รวมทั้งความต้องการนำเข้าสินค้าจากต่างประเทศด้วย ดังปรากฏให้เห็นจากในรอบปีที่ผ่านมา ซึ่งเศรษฐกิจญี่ปุ่นเริ่มฉายแววฟื้นตัว โดยมีอัตราขยายตัว 2.7% ได้ส่งผลให้การส่งออกสินค้าไทยไปยังตลาดญี่ปุ่นขยายตัวรวดเร็วในอัตรา 14.5% เป็นมูลค่า 11,396 ล้านดอลลาร์สหรัฐฯ ในปี 2546 เทียบกับการส่งออกไปญี่ปุ่นที่เคยชะงักงันในช่วงปี 2544-2545 ดังนั้น การที่เศรษฐกิจญี่ปุ่นคาดว่าอาจเติบโตอยู่ในระดับราว 3% ในปี 2547 จึงน่าจะส่งผลให้ส่งออกสินค้าไทยไปญี่ปุ่นเพิ่มขึ้นต่อเนื่องในอัตราเฉลี่ยไม่ต่ำกว่า 10% ในปีนี้

นอกเหนือจากภาวะเศรษฐกิจญี่ปุ่นที่อยู่ในเกณฑ์น่าพอใจ ซึ่งจะช่วยดูดซับสินค้าส่งออกของไทยในปีนี้มากขึ้นแล้ว การส่งออกสินค้าไทยไปญี่ปุ่นมีแนวโน้มที่จะได้รับแรงเกื้อหนุนจากปัจจัยอื่นในอนาคตอีกด้วย ดังนี้

ประการแรก : การเจรจาการค้าเสรี การที่ประเทศไทยและญี่ปุ่นเปิดการเจรจาการค้าเสรีทวิภาคีระหว่างกัน โดยการเจรจาเบื้องต้นจะอยู่ภายใต้กรอบความร่วมมือที่เรียกว่า “พันธมิตรทางเศรษฐกิจที่ใกล้ชิดกันยิ่งขึ้น” (Closer Economic Partnership: CEP) การเจรจาดังกล่าวจะปูทางไปสู่การเปิดการค้าเสรี (Free Trade Agreement: FTA) ระหว่างไทยกับญี่ปุ่นต่อไป ขณะนี้ประเทศทั้งสองได้เริ่มต้นการเจรจาตามกรอบความร่วมมือ CEP แล้วนับตั้งแต่ปี 2546 โดยมีเป้าหมายที่จะปรับลดอัตราภาษีขาเข้าและยกเลิกข้อจำกัดทางการค้าเป็นลำดับ ทั้งนี้ สินค้านำร่องกลุ่มแรกที่อาจดำเนินการลดหย่อนอัตราภาษีขาเข้าระหว่างกันทันที คาดว่าจะเป็นสินค้าที่ไทยส่งออกไปญี่ปุ่นอยู่แล้ว เพราะจะเป็นผลดีต่อการค้าขายสินค้าระหว่างไทยกับญี่ปุ่นให้คล่องตัวและมีปริมาณการค้าเพิ่มพูน โดยเฉพาะสินค้าที่ญี่ปุ่นมีความต้องการจากประเทศไทยสูง เช่น ยางพารา แผงวงจรไฟฟ้า เครื่องคอมพิวเตอร์-อุปกรณ์และส่วนประกอบ เครื่องรับวิทยุโทรทัศน์และส่วนประกอบ รถยนต์-อุปกรณ์และส่วนประกอบ เครื่องจักรกลและส่วนประกอบ วงจรพิมพ์ ผลิตภัณฑ์อลูมิเนียม เลนซ์ เครื่องโทรสาร-โทรพิมพ์-โทรศัพท์ เหล็ก-เหล็กกล้า อาหารสัตว์เลี้ยง ผลิตภัณฑ์ยาง เป็นต้น

สำหรับสินค้าบางรายการที่อ่อนไหวต่อการเปิดเสรี โดยเฉพาะสินค้าเกษตร ซึ่งญี่ปุ่นมีมาตรการปกป้องภาคการเกษตรของประเทศอย่างเข้มงวด แต่อย่างไรก็ตาม คาดว่าการเจรจาในประเด็นดังกล่าวญี่ปุ่นน่าจะโอนอ่อนผ่อนปรนมากขึ้น เนื่องจากขณะนี้ญี่ปุ่นได้ยอมเปิดตลาดนำเข้าสินค้าเกษตรบางรายการให้แก่เม็กซิโกแล้ว เช่น น้ำส้ม และเนื้อหมู เป็นต้น เพื่อแลกกับการเจรจา FTA กับเม็กซิโก ทำให้คาดว่าญี่ปุ่นอาจใช้กรอบข้อตกลงการค้ากับเม็กซิโกเป็นแบบอย่างการเจรจา FTA กับประเทศไทยด้วย ทั้งนี้ เพราะญี่ปุ่นเริ่มหวั่นวิตกเกี่ยวกับอิทธิพลการค้าของจีนในตลาดโลก จึงพยายามสร้างพันธมิตรและบุกตลาดการค้าเสรีอย่างรวดเร็ว โดยมุ่งเป้าหมายไปยังกลุ่มการค้าขนาดใหญ่ เช่น NAFTA และอาเซียน เป็นต้น การทำ FTA กับเม็กซิโกจะช่วยให้ญี่ปุ่นกรุยทางเข้าตลาดอเมริกาเหนือสะดวกยิ่งขึ้น ขณะที่การทำ FTA กับไทย หรือประเทศอาเซียนอื่นๆ ก็จะจับตลาดอาเซียนได้อย่างเหนียวแน่น ดังนั้น หากการเจรจาการค้าไทย-ญี่ปุ่นคืบหน้ารวดเร็วแล้ว ย่อมจะส่งผลให้การส่งออกของไทยไปยังตลาดญี่ปุ่นมีแนวโน้มขยายตัวมากขึ้น

ส่วนประเด็นการที่ไทยนำเข้าสินค้าจากญี่ปุ่น หลังการเปิดเสรีทางการค้า คาดว่าคงจะไม่เพิ่มรวดเร็วนัก เนื่องจากสินค้าที่ไทยนำเข้าจากญี่ปุ่น ส่วนใหญ่เป็นสินค้าที่ไทยพึ่งพาการนำเข้าจากญี่ปุ่นมาโดยตลอด อาทิ สินค้าประเภททุน เครื่องมือเครื่องจักร และสินค้ากึ่งสำเร็จรูปจำพวกชิ้นส่วน-อุปกรณ์และส่วนประกอบ เพื่อนำมาใช้ผลิตเป็นสินค้าสำเร็จรูปอีกทอดหนึ่ง การที่ไทยต้องปรับลดอัตราภาษีขาเข้าให้แก่สินค้าญี่ปุ่นกลุ่มดังกล่าวในกรณี FTA น่าจะช่วยให้กลุ่มผู้ประกอบการไทยที่ต้องพึ่งพาสินค้าทุนและวัตถุดิบกึ่งสำเร็จรูป ได้รับผลดีจากภาระภาษีที่ลดต่ำลง

ประการที่ 2 : ส่งออกสินค้ามาตรฐาน OTOP ญี่ปุ่นนับเป็นประเทศแม่แบบของการผลิตสินค้า OTOP หรือ “สินค้า 1 ตำบล 1 ผลิตภัณฑ์” โครงการความช่วยเหลือในลักษณะบ้านพี่เมืองน้องในการผลิตสินค้า OTOP ที่เริ่มดำเนินการแล้ว ขณะนี้ได้ประสบผลสำเร็จในระดับหนึ่ง โดยก่อให้เกิดผลดีในการสร้างงานสร้างรายได้เสริมให้แก่ชุมชนในชนบทของไทย และเป็นการปลุกสำนึกให้คนไทยร่วมกันรักษาภูมิปัญญาท้องถิ่นไว้ ทั้งนี้ หากรัฐบาลไทยส่งเสริมความรู้ให้แก่ชุมชนต่างๆ อย่างจริงจังและต่อเนื่อง ให้รู้จักการปรับปรุงคุณภาพสินค้าและบรรจุภัณฑ์ เพื่อสนองความต้องการของตลาดต่างประเทศได้แล้ว คาดว่าญี่ปุ่นจะเป็นตลาดสำคัญที่จะรองรับสินค้า OTOP ของไทยเป็นอย่างดี เนื่องจากชาวญี่ปุ่นมีความคุ้นเคยกับสินค้าวัฒนธรรมตะวันออก เพียงแต่ผลิตภัณฑ์ดังกล่าวต้องจัดทำด้วยความประณีตสวยงาม และสอดคล้องกับรสนิยมของคนญี่ปุ่นด้วย ความร่วมมือกันระหว่างไทยกับญี่ปุ่นในโครงการสินค้า OTOP จึงเป็นโอกาสที่จะพัฒนาและขยายเครือข่ายการผลิตสินค้าจากระดับครัวเรือนหรือหมู่บ้านไปสู่การประกอบธุรกิจขนาดกลางและขนาดย่อม (SME) ในอนาคต เพื่อกระจายสินค้า OTOP ของไทยไปยังตลาดญี่ปุ่นและตลาดแห่งอื่นๆ ต่อไป

ดึงดูดนักท่องเที่ยวญี่ปุ่น

ชาวญี่ปุ่นนับเป็นนักท่องเที่ยวระดับแนวหน้าของไทย โดยเฉพาะด้านรายได้จากการท่องเที่ยว ประเทศไทยได้รับเงินรายได้จากนักท่องเที่ยวญี่ปุ่นมากเป็นอันดับ 1 คิดเป็นมูลค่าเฉลี่ยไม่ต่ำกว่า 30,000 ล้านบาท/ปี แม้ว่าจำนวนนักท่องเที่ยวชาวญี่ปุ่นในบางปีจัดอยู่ในอันดับ 2 รองจากมาเลเซีย แต่เนื่องจากนักท่องเที่ยวญี่ปุ่นพำนักในประเทศไทยยาวนานกว่า เฉลี่ยราว 6-7 วัน/คน ทำให้ใช้จ่ายเม็ดเงินด้านการท่องเที่ยวโดยรวมค่อนข้างสูง ทั้งค่าที่พัก ค่าอาหารและเครื่องดื่ม ค่าเดินทาง และค่าซื้อของที่ระลึก

ดังนั้น การที่เศรษฐกิจญี่ปุ่นมีแนวโน้มฟื้นตัวอย่างต่อเนื่องในปีนี้ น่าจะเป็นผลดีให้แก่การท่องเที่ยวของไทยด้วย เพราะคนญี่ปุ่นส่วนใหญ่จะมีความมั่นใจในเศรษฐกิจของตนเองมากยิ่งขึ้น ประกอบกับค่าเงินเยนเข้มแข็ง ส่งผลให้ชาวญี่ปุ่นสนใจที่จะเดินทางไปพักผ่อนในต่างแดนมากขึ้น แต่อย่างไรก็ตาม มีประเด็นที่น่าสังเกต ก็คือ ถึงแม้ประเทศไทยจัดเป็นแหล่งท่องเที่ยวพักผ่อนยอดนิยมแห่งหนึ่งของญี่ปุ่น แต่ปรากฏว่าในรอบปี 2546 นักท่องเที่ยวชาวญี่ปุ่นเดินทางมาเที่ยวไทยลดลง เนื่องจากเกิดการระบาดของโรคไข้ Sars ในภูมิภาคเอเชียในช่วงต้นปีที่แล้ว ส่งผลให้นักท่องเที่ยวชาวญี่ปุ่นชะลอการเดินทางมายังประเทศแถบนี้ รวมทั้งประเทศไทยด้วย อีกทั้งการที่เศรษฐกิจญี่ปุ่นเริ่มกระเตื้องขึ้น ได้ส่งผลให้ตลาดนักท่องเที่ยวญี่ปุ่นระดับบนหันไปเดินทางพักผ่อนในประเทศยุโรป สหรัฐอเมริกา และออสเตรเลีย & นิวซีแลนด์ มากขึ้น แทนที่จะมาพักผ่อนในย่านเอเชีย ในรอบปี 2546 นักท่องเที่ยวชาวญี่ปุ่นที่เดินทางมาท่องเที่ยวประเทศไทยคาดว่ามีจำนวนต่ำกว่าระดับ 1 ล้านคน เป็นครั้งแรกในรอบ 5 ปี

ด้วยเหตุนี้ ถึงแม้เศรษฐกิจญี่ปุ่นจะสดใสในปี 2547 และทางการไทยจะได้จัดโครงการส่งเสริมการท่องเที่ยวเป็นระยะ อาทิ มหกรรมภาพยนตร์นานาชาติ เทศกาลตรุษจีนและอาหารเยาวราช และกรุงเทพฯเมืองแฟชั่น เป็นต้น แต่บรรยากาศการท่องเที่ยวในประเทศไทยยังไม่คึกคักเท่าที่ควร ส่วนหนึ่งเป็นผลมาจากกระแสความไม่สงบในพื้นที่จังหวัดชายแดนภาคใต้ ทำให้นักท่องเที่ยวต่างประเทศต้องไตร่ตรองการเดินทางมาพักผ่อนในประเทศไทย ถึงแม้ประเทศไทยมีสถานที่ท่องเที่ยวยอดฮิตหลายแห่งและอยู่ห่างไกลจากพื้นที่เสี่ยงภัยในภาคใต้ก็ตาม ดังนั้น ในช่วงระยะเวลาที่เหลือของปีนี้ทางการไทยจึงต้องทำงานหนักขึ้น เพื่อเร่งฟื้นฟูความเชื่อมั่นและสร้างความไว้วางใจ ทั้งเรื่องสุขภาพอนามัยและความปลอดภัยในชีวิตและทรัพย์สินของนักเที่ยวทั้งคนไทยและชาวต่างชาติ

ส่วนมาตรการดึงดูดนักท่องเที่ยวญี่ปุ่นในระยะยาวที่น่าสนใจ โดยเฉพาะชาวญี่ปุ่นสูงอายุ ได้แก่ โครงการส่งเสริมการท่องเที่ยวแบบพำนักระยะยาว หรือ Long Stay การท่องเที่ยวเพื่อรักษาสุขภาพ เช่น ธรรมชาติบำบัด สปา นวดแผนไทย รวมทั้งจัดกิจกรรมเสริมท่องเที่ยวเฉพาะประเภทที่ตรงกับรสนิยมชาวญี่ปุ่น เช่น รายการทัวร์เพื่อเล่นกอล์ฟ รายการทัวร์เพื่ออบรมทำอาหาร-ทำขนมไทย ตลอดจนส่งเสริมจุดเด่นของประเทศไทยในฐานะเป็นประตูสู่การท่องเที่ยวอินโดจีนและประเทศกลุ่มอนุภูมิภาคลุ่มแม่น้ำโขง เพื่อให้ประเทศไทยเป็นจุดแวะพักทั้งขาไปและขากลับของนักท่องเที่ยวชาวญี่ปุ่นที่สนใจจะเดินทางไปทัศนาจรประเทศเพื่อนบ้านไทย เช่น พม่า ลาว กัมพูชา เวียดนาม จีนตอนใต้ เป็นต้น

นอกจากนี้ การเปิดเที่ยวบินตรงระหว่างญี่ปุ่นกับแหล่งท่องเที่ยวสำคัญของไทย เช่น เชียงใหม่ เชียงราย ภูเก็ต สมุย สุโขทัย ฯลฯ จะช่วยอำนวยความสะดวกและเพิ่มทางเลือกให้แก่นักท่องเที่ยวชาวญี่ปุ่น โดยสามารถเดินทางไปยังจุดหมายปลายทางของแหล่งท่องเที่ยวในประเทศไทยได้โดยตรง นับเป็นอีกช่องทางหนึ่งในการส่งเสริมการท่องเที่ยวระหว่างกัน

เงินทุนญี่ปุ่นหวนกลับไทย

ประเทศไทยเป็นฐานการลงทุนของญี่ปุ่นในการผลิตสินค้า เพื่อส่งออกไปยังประเทศต่างๆ ในภูมิภาคเอเชียและภูมิภาคอื่นๆ มาเป็นเวลานาน คาดว่าการที่เศรษฐกิจญี่ปุ่นฟื้นตัวขึ้นจะส่งผลให้นักลงทุนญี่ปุ่นกระจายเม็ดเงินลงทุนมายังประเทศไทยเพิ่มขึ้น ทั้งการริเริ่มโครงการลงทุนใหม่ๆ และการขยายการลงทุนในกิจการดั้งเดิมที่ลงทุนอยู่แล้วในประเทศไทย เนื่องจากประเทศไทยยังคงเป็นฐานการลงทุนสำคัญที่มีศักยภาพสูงในกลุ่มประเทศอาเซียน ขณะเดียวกันการที่เศรษฐกิจไทยมีแนวโน้มเติบโตต่อเนื่องในช่วงนี้ จะช่วยเสริมสร้างความมั่นใจแก่นักลงทุนญี่ปุ่นในการเข้ามาลงทุนในประเทศไทยเช่นกัน

ถึงแม้ในช่วง 4-5 ปีที่ผ่านมา การลงทุนของญี่ปุ่นในประเทศไทยไม่สม่ำเสมอนัก เนื่องจากเศรษฐกิจญี่ปุ่นในช่วงนั้นค่อนข้างเปราะบาง ประกอบกับประเทศไทยเผชิญคู่แข่งสำคัญ ได้แก่ ประเทศจีน ซึ่งดึงดูดเงินลงทุนจากญี่ปุ่นไปเป็นจำนวนมาก คิดเป็นสัดส่วนเฉลี่ยสูงถึง 1 ใน 4 ของเงินลงทุนในต่างประเทศทั้งหมดของญี่ปุ่น เทียบกับสัดส่วนการลงทุนของญี่ปุ่นในไทยเฉลี่ยราว 12% ของมูลค่าเงินลงทุนในต่างประเทศทั้งหมดของญี่ปุ่นในช่วงเดียวกัน ทำให้การลงทุนของญี่ปุ่นที่ขอรับการส่งเสริมการลงทุนจาก BOI ของไทยลดลงในบางปี อย่างไรก็ตาม ญี่ปุ่นยังคงเป็นนักลงทุนต่างชาติอันดับ 1 ของไทยที่ขอรับส่งเสริมการลงทุนจากไทย มูลค่าโครงการลงทุนของญี่ปุ่นที่ขอรับการส่งเสริมการลงทุนจาก BOI ทำสถิติทะลุระดับ 100,000 ล้านบาทในปี 2546 นับเป็นครั้งแรกในรอบ 3 ปี คิดเป็นมูลค่าเงินลงทุน 106,374 ล้านบาท โดยมีอัตราเพิ่มสูงถึง 48% เมื่อเทียบกับมูลค่าเงินลงทุน 71,881 ล้านบาทในปี 2545

เป็นที่คาดว่าในปี 2547 การลงทุนจากญี่ปุ่นในประเทศไทยน่าจะมีแนวโน้มสดใสต่อไป จากการที่เศรษฐกิจญี่ปุ่นขยายตัวและเงินเยนมีค่าสูง ประกอบกับญี่ปุ่นมีกลยุทธ์ที่ต้องการรักษาฐานการผลิตและแหล่งลงทุนดั้งเดิมของตนไว้ โดยเฉพาะประเทศย่านอาเซียน รวมถึงประเทศไทย ท่ามกลางการรุกเงียบจากเม็ดเงินลงทุนน้องใหม่อย่างประเทศจีน ที่เริ่มออกมาแสวงหาแหล่งลงทุนในตลาดต่างประเทศอย่างรวดเร็ว เนื่องจากจีนมีเงินทุนสำรองต่างประเทศจำนวนมาก เป็นอันดับ 2 รองจากญี่ปุ่น ทำให้จีนมีความพร้อมที่จะเข้ามาหาพันธมิตรย่านอาเซียน รวมทั้งไทย ได้อย่างไม่ยากเย็นนัก โดยเฉพาะการที่จีนและไทย รวมทั้งอาเซียน ได้จัดทำ FTA ระหว่างกัน ดังนั้น จึงคาดว่าญี่ปุ่นจะใช้โอกาสที่เศรษฐกิจของตนแข็งแรงแล้ว เปิดฉากส่งออกนักธุรกิจญี่ปุ่นกลับมายังภูมิภาคแถบนี้อีกระลอก

ขณะเดียวกันการลงทุนของญี่ปุ่นในประเทศไทยมีแนวโน้มได้รับแรงเกื้อหนุนจากปัจจัยอื่นๆ ควบคู่ไปด้วย อาทิ

– ศูนย์กลางการลงทุนของญี่ปุ่นในอินโดจีน การที่ประเทศไทยเป็นประตูสู่ประเทศเพื่อนบ้านอินโดจีน ขณะที่ญี่ปุ่นสนใจให้ความช่วยเหลือประเทศเพื่อนบ้านไทยในกลุ่มอินโดจีนและกลุ่มประเทศอนุภูมิภาคลุ่มแม่น้ำโขงมาโดยตลอด ผ่านทางโครงการความร่วมมือระหว่างประเทศ หรือ โครงการยุทธศาสตร์ความร่วมมือทางเศรษฐกิจ (Economic Cooperation Strategy: ECS) ระหว่างไทย พม่า ลาว และกัมพูชา ได้แก่ การสนับสนุนเงินกู้ในการก่อสร้างสะพานข้ามแม่น้ำโขงไทย–ลาวแห่งที่ 2 โครงการพัฒนาสนามบินสะหวันนะเขตของลาว โครงการพัฒนาพื้นที่ชายแดนไทยที่เชื่อมต่อกับประเทศลาว พม่า และกัมพูชา โดยจัดตั้งนิคมอุตสาหกรรมชายแดนหรือเขตเศรษฐกิจพิเศษชายแดน ตลอดจนการพัฒนาโครงสร้างพื้นฐานทางเศรษฐกิจของกลุ่มลุ่มแม่น้ำโขงทั้ง 6 ประเทศ โครงการเหล่านี้จะมีส่วนช่วยดึงดูดเม็ดเงินลงทุนของญี่ปุ่นมาไทยและประเทศอินโดจีนอย่างต่อเนื่อง

– ยุทธศาสตร์ FTA การที่ประเทศไทยจัดทำข้อตกลงการค้าเสรี (FTA) กับประเทศคู่ค้าของไทย อาทิ จีน อินเดีย ออสเตรเลีย บาห์เรน เกาหลีใต้ เปรู ชิลี เป็นต้น ก็เป็นอีกแรงจูงใจหนึ่งที่ทำให้นักลงทุนญี่ปุ่นเข้ามาจัดตั้งฐานการลงทุนผลิตสินค้าในประเทศไทยเพิ่มขึ้น โดยเฉพาะอย่างยิ่งขณะนี้ญี่ปุ่นประกาศที่จะใช้ประเทศไทยเป็นฐานในการผลิตและส่งออกสินค้าไปยังประเทศอินเดียและกลุ่มประเทศตะวันออกกลาง ซึ่งจัดเป็นตลาดขนาดใหญ่ประกอบด้วยประชากรทั้งสิ้นกว่า 1,000 ล้านคน โดยญี่ปุ่นไม่จำเป็นต้องเข้าไปจัดตั้งโรงงานผลิตสินค้าในประเทศดังกล่าว เพราะประเทศเหล่านั้นยังมีกฎระเบียบยุ่งยากซับซ้อน ดังนั้น การลงทุนของญี่ปุ่นในประเทศไทยน่าจะมีลู่ทางขยายตัวต่อไป เพราะการที่ไทยทำ FTA กับประเทศต่างๆ เป็นช่องทางหนึ่งในการระบายสินค้าที่ผลิตในประเทศไทยไปยังประเทศอื่น โดยปราศจากอุปสรรคด้านภาษีและที่มิใช่ภาษี

ความร่วมมือทางเศรษฐกิจระหว่างไทยกับญี่ปุ่นมีแนวโน้มเจริญงอกงามยิ่งขึ้น ในช่วงที่เศรษฐกิจญี่ปุ่นกำลังฟื้นตัวและเศรษฐกิจไทยมีเสถียรภาพมั่นคงในระดับหนึ่ง ขณะเดียวกันการแผ่อิทธิพลทางเศรษฐกิจของประเทศจีน ทั้งในภูมิภาคเอเชียและภูมิภาคอื่นๆ ทำให้ญี่ปุ่นไม่อาจวางเฉยได้ต่อไป ญี่ปุ่นจำเป็นต้องหันหน้ามาร่วมมือกับมิตรประเทศเก่าแก่ในเอเชีย รวมทั้งประเทศไทย เพื่อคานอำนาจเศรษฐกิจกับจีน จึงนับเป็นโอกาสดีที่ประเทศไทยจะเร่งรัดผลักดันโครงการความร่วมมือทางเศรษฐกิจด้านต่างๆกับญี่ปุ่นในช่วงนี้ เพื่อให้บังเกิดผลในทางปฏิบัติโดยเร็ว ส่งผลดีแก่เศรษฐกิจของประเทศทั้งสองและภูมิภาคเอเชียโดยรวม