บริษัทเงินทุน เกียรตินาคิน จำกัด (มหาชน) หรือ KK จัดประชุมใหญ่สามัญผู้ถือหุ้น ประจำปี 2547 ประกาศผลการดำเนินงาน ปี 2546 มีกำไรสุทธิ 2,065 ล้านบาท เทียบกับกำไร 1,406 ล้านบาท ในปี 2545
เพิ่มขึ้นร้อยละ 47 ผลจากการประสบความสำเร็จในการขยายสินเชื่อใหม่ ความสำเร็จในการปรับโครงสร้างหนี้ที่มีความคืบหน้าไปมาก และส่วนเกินกว่าทุนจากการตีมูลค่ายุติธรรมของเงินลงทุนในสิทธิเรียกร้องได้มีการ
ดำเนินงานที่ดีขึ้นค่อนข้างมากเป็นจำนวน 952 ล้านบาท ในด้านสินทรัพย์รวมของบริษัทฯ เท่ากับ 42,671 ล้านบาท เติบโตร้อยละ 13 และในปี 2546 บริษัทฯ ได้มีการจ่ายเงินปันผลแก่ผู้ถือหุ้นในอัตรา 2.25 บาท/หุ้น
คุณประวิทย์ วรุตบางกูร กรรมการผู้จัดการ บริหารกลาง เปิดเผยว่า ในรอบปี 2546 บริษัทฯ ยังคงมีผลกำไรอย่างต่อเนื่อง จากความสำเร็จในการขยายสินเชื่อใหม่ ความคืบหน้าในการแก้ไขปัญหาหนี้ และต้นทุนทางการเงินที่ลดลง อีกทั้งภาวะเศรษฐกิจที่ปรับตัวดีขึ้นอย่างต่อเนื่อง ทำให้การลงทุนและความต้องการสินเชื่อของภาคเอกชนสูงขึ้น ดังนั้น ในปี 2547 บริษัทฯ ตั้งเป้าหมายการขยายสินเชื่อเพิ่มขึ้นอีก 20,000 ล้านบาท แบ่งเป็นสินเชื่อเช่าซื้อจำนวน 10,000 ล้านบาท สินเชื่อโครงการที่อยู่อาศัย สินเชื่อธุรกิจ และเงินลงทุนในสิทธิเรียกร้องโดยการเข้าประมูลสินทรัพย์จากกรมบังคับคดีอีก10,000 ล้านบาท
ปัจจุบัน บริษัทฯ ตั้งเป้าหมายการระดมเงินฝากให้อยู่ในระดับที่สูงถึง 45,000 ล้านบาท โดยมีกลยุทธ์ในการขยายฐานลูกค้า ลดการกระจุกตัวของจำนวนเงินฝากต่อราย และเป็นตัวแทนสนับสนุนในการขายและรับซื้อหน่วยลงทุนของกองทุนประเภทต่างๆ นอกจากนี้ ที่ประชุมมีมติอนุมัติการออกหุ้นกู้ใหม่จำนวน 10,000 ล้านบาท โดยจะพิจารณาจากทิศทางอัตราดอกเบี้ยในประเทศเป็นหลัก เพื่อให้ธุรกรรมทางการเงินของบริษัทฯ เป็นไปอย่างคล่องตัวและมีเสถียรภาพ
ในปี 2547 บริษัทฯ จะมีการเปลี่ยนแปลงองค์กรที่สำคัญเพื่อให้สอดคล้องกับนโยบายของกระทรวงการคลังในการพัฒนาระบบสถาบันการเงินใหม่โดยบริษัทฯ จะเสนอแผนแก่ธนาคารแห่งประเทศไทยภายในเดือนกรกฎาคมนี้เพื่อยกระดับเป็นธนาคารพาณิชย์อย่างเต็มรูปแบบ โดยเกียรตินาคินจะทำการควบรวมกับบริษัทเงินทุน รัตนทุน จำกัด (มหาชน) ซึ่งบริษัทฯ ถือหุ้นอยู่ร้อยละ 99.99 อันจะส่งผลให้บริษัทฯ มีคุณสมบัติเพียงพอที่จะยกฐานะจากบริษัทเงินทุนเป็นธนาคารพาณิชย์ตามเกณฑ์ของภาครัฐ
โดย ณ. วันที่ 31 ธ.ค 46 บริษัท ฯ มีเงินกองทุนทั้งสิ้น 12,835 ล้านบาท ซึ่งสูงกว่าเกณฑ์ที่ธนาคารแห่งประเทศไทยกำหนดไว้เพียง 5,000 ล้านบาท บริษัทฯ ตั้งเป้าหมายที่จะพัฒนาระบบการปฏิบัติงานให้สามารถรองรับธุรกรรมการเงินที่จะเกิดขึ้นได้จริง และคาดว่าจะสามารถเปิดให้บริการทางการเงินครบวงจรอย่างเป็นทางการภายในปี 2548 อาทิ การรับฝากเงินกระแสรายวัน สมุดเช็ค สมุดเงินฝาก รวมถึงธุรกิจด้านอื่นๆ ที่ไม่สามารถทำได้ในระหว่างที่เป็นบริษัทเงินทุน อย่างไรก็ตาม บริษัทฯ จะยังคงเน้นกลยุทธ์การให้บริการทางการเงินที่บริษัทฯ มีความเชี่ยวชาญเป็นพิเศษต่อไป คุณประวิทย์ กล่าวสรุป