ร่างยุทธศาสตร์สับปะรด : ปรับระบบโซนนิ่งและจัดทำตลาดข้อตกลง

ที่ประชุมคณะรัฐมนตรีเมื่อวันที่ 2 มีนาคม 2547 มีมติเห็นชอบร่างยุทธศาสตร์สับปะรดตามที่กระทรวงอุตสาหกรรมเสนอ แต่ที่ประชุมคณะรัฐมนตรีมอบให้ทางกระทรวงอุตสาหกรรมรับประเด็นอภิปรายของคณะกรรมการกลั่นกรองเรื่องเสนอคณะรัฐมนตรี คณะที่ 2(ฝ่ายเศรษฐกิจ) เนื่องจากยังมีประเด็นที่เป็นข้อถกเถียงกันคือ การจัดทำระบบโซนนิ่งและการจัดตั้งบริษัทกลาง ซึ่งทางกระทรวงอุตสาหกรรมจะต้องไปดำเนินการหาข้อสรุปก่อนที่จะนำกลับมาเสนอให้คณะรัฐมนตรีอีกครั้งหนึ่ง

ร่างยุทธศาสตร์สับปะรดนั้นนับเป็นนิมิตรหมายที่ดีต่อผู้เกี่ยวข้องในธุรกิจสับปะรดและผลิตภัณฑ์สับปะรดทั้งหมด โดยคาดว่าจะทำให้ราคาสับปะรดในประเทศมีเสถียรภาพมากขึ้น เกษตรกรผู้ปลูกสับปะรดมีรายได้ที่มั่นคง ทำให้เกิดดุลยภาพระหว่างการผลิตวัตถุดิบกับการแปรรูป และก่อให้เกิดความเป็นเอกภาพในการผลิตและการส่งออก ซึ่งจะทำให้การส่งออกผลิตภัณฑ์สับปะรดของไทยมีแนวโน้มขยายตัวอย่างต่อเนื่อง แต่อย่างไรก็ตามยังมีบางประเด็นในร่างยุทธศาสตร์สับปะรดที่ยังต้องมีการพิจารณาถึงผลดีผลเสียอย่างรอบคอบ ทั้งนี้เพื่อให้เป้าหมายของร่างยุทธศาสตร์สับปะรดมีความเป็นไปได้มากยิ่งขึ้น จากการประสานความร่วมมือระหว่างหน่วยงานภาครัฐและภาคเอกชนที่เกี่ยวข้องอย่างจริง

ร่างยุทธศาสตร์สับปะรด…มาตรการและเป้าหมาย

ภาครัฐบาลและเอกชนซึ่งประกอบด้วยสมาคมผู้ผลิตอาหารสำเร็จรูป สมาคมอุตสาหกรรมสับปะรดไทย สมาคมชาวไร่สับปะรดไทย สหพันธ์พัฒนาเกษตรและอุตสาหกรรมแห่งประเทศไทย กระทรวงเกษตรฯ กระทรวงอุตสาหกรรม และสถาบันอาหาร ร่วมกันร่างยุทธศาสตร์สับปะรดไทย โดยเริ่มจากการศึกษาปัญหาของอุตสาหกรรมสับปะรดและผลิตภัณฑ์ การศึกษาถึงศักยภาพของไทย

ร่างยุทธศาสตร์สับปะรดที่กระทรวงอุตสาหกรรมนำเสนอที่ประชุมคณะรัฐมตรีเมื่อวันที่ 2 มีนาคม 2547 ประกอบด้วยมาตรการ 4 ด้านดังนี้

1.ด้านวัตถุดิบ ประกอบด้วยการจัดทำระบบโซนนิ่ง การส่งเสริมการรวมตัวของภาคเกษตรกร การเพิ่มประสิทธิภาพการผลิตสับปะรดทั้งด้านปริมาณ คุณภาพและช่วงเวลา รวมทั้งการลดต้นทุนการผลิต

2.ด้านการสร้างสมดุลระหว่างวัตถุดิบกับการแปรรูป ได้แก่การส่งเสริมให้มีการจัดทำตลาดข้อตกลงระหว่างกลุ่มเกษตรกรและโรงงานสับปะรดให้มีประสิทธิภาพ สนับสนุนให้โรงงานมีการผลิตที่มีมาตรฐาน และความปลอดภัยในระดับสากล สนับสนุนให้มีการค้นคว้าวิจัยการแปรรูปผลิตภัณฑ์ใหม่ๆในเชิงพาณิชย์ สนับสนุนด้านสินเชื่อผ่อนปรนแก่เกษตรกรและโรงงาน และที่สำคัญคือการจัดตั้งบริษัทกลางเพื่อเชื่อมโยงระบบการผลิต การแปรรูป และการตลาดของอุตสาหกรรมสับปะรดให้เกิดเอกภาพและความมั่นคง โดยการจัดตั้งบริษัทกลาง ซึ่งจะเป็นการร่วมลงทุนระหว่างเกษตรกร โรงงานอุตสาหกรรมสับปะรด และสำนักงานส่งเสริมวิสาหกิจขนาดกลางและขนาดย่อม ในสัดส่วนลงทุนร้อยละ 35:35:30 มีเงินทุนจดทะเบียนเริ่มต้น 30 ล้านบาท

3.ด้านการสร้างเอกภาพและส่งเสริมการส่งออก ได้แก่การรณรงค์การบริโภคสับปะรดสด และผลิตภัณฑ์ในประเทศให้มากขึ้น การจัดระเบียบการส่งออกโดยใช้กลไกของบริษัทกลาง สนับสนุนการสร้างตราสินค้าสับปะรดไทยในตลาดโลก ส่งเสริมการจัดตั้งบริษัทร่วมทุนสับปะรดไทย-อินโดนีเซีย-ฟิลิปปินส์ เพื่อสร้างเสถียรภาพราคาตลาดโลก และการส่งเสริมการตลาดในรูปแบบต่างๆ

4.ด้านการบริหารการจัดการ ได้แก่การปรับปรุงองค์ประกอบของคณะกรรมการ นโยบายและพัฒนาสับปะรดแห่งชาติ จากเดิมที่อยู่ภายใต้การดูแลของกระทรวงเกษตรฯมาอยู่ภายใต้การดูแลของกระทรวงอุตสาหกรรม โดยมีรัฐมนตรีว่าการกระทรวงอุตสาหกรรมเป็นประธานกรรมการ และการสนับสนุนสำนักงานพัฒนาพัฒนาสับปะรดแห่งประเทศไทยให้สามารถดำเนินการได้อย่างมีประสิทธิภาพ

ร่างยุทธศาสตร์สับปะรดไทยกำหนดเป้าหมายคือ ไทยจะยังคงเป็นผู้ส่งออกสับปะรดอันดับหนึ่งของโลกอย่างต่อเนื่อง มีรายได้จากการส่งออกเพิ่มเป็น 40,000 ล้านบาทในปี 2555 หรือมีอัตราการเติบโตเฉลี่ยร้อยละ 3-5 ต่อปี(ในช่วงปี 2547-2555) จากปัจจุบันที่มีมูลค่าการส่งออก 15,000-20,000 ล้านบาท เกษตรกรผู้ปลูกสับปะรดมีรายได้และอาชีพที่ยั่งยืน โดยมีรายได้รวม 7,000-8,000 ล้านบาทในปี 2555 หรือมีอัตราการเติบโตเฉลี่ยร้อยละ 3-5 ต่อปี จากปัจจุบันที่มีรายได้รวมเพียง 4,000 ล้านบาท มีกองทุนเพื่อการพัฒนาที่ยั่งยืนและต่อเนื่อง

โดยในปีแรกรายได้ของกองทุนจะมาจากการสนับสนุนของรัฐบาลประมาณ 1,900 ล้านบาทหรือร้อยละ 10 ของมูลค่าการส่งออกในปัจจุบัน หลังจากนั้นเกษตรกร-โรงงานจ่ายสมทบตันละ 100 บาท (ผลผลิต 1.5 ล้านตัน เท่ากับเงินจ่ายสมทบ 150 ล้านบาทต่อปี) ภายในปี 2555 จะมีเงินกองทุนรวมทั้งสิ้น 3,400 ล้านบาท ซึ่งเงื่อนไขของการกำหนดเป้าหมายขยายการส่งออกนั้นเป็นผลมาจากการคาดการณ์ว่าไทยสามารถขยายการผลิตสับปะรดได้อีกร้อยละ 30-50 จากปัจจุบันที่มีพื้นที่เก็บเกี่ยวปีละ 400,000-600,000 ไร่ ผลผลิตระหว่าง 1.8-2.6 ล้านตัน ส่วนปริมาณการผลิตสับปะรดกระป๋องก็ยังสามารถขยายกำลังการผลิตได้อีกเกือบ 1 เท่าตัว จากปัจจุบันไทยมีโรงงานผลิตสับปะรด 30 โรงงาน ผลิตสับปะรดกระป๋องได้ปีละประมาณ 30-35 ล้านหีบ น้ำสับปะรด 100,000-120,000 ตัน

ร่างยุทธศาสตร์สับปะรด…ข้อสังเกตบางประเด็น

ร่างยุทธศาสตร์สับปะรดมีวัตถุประสงค์สำคัญคือการพัฒนาอุตสาหกรรมสับปะรดไทยให้มีความเข้มแข็ง และแก้ไขปัญหาอุปสรรคต่างๆในอุตสาหกรรมนี้เพื่อผลักดันให้อุตสาหกรรมนี้มีอัตราการขยายตัวอย่างต่อเนื่องสร้างรายได้ให้กับประเทศต่อไปในอนาคต อย่างไรก็ตามการดำเนินการตามร่างยุทธศาสตร์สับปะรดเพื่อผลักดันให้บรรลุตามเป้าหมายที่กำหนดยังต้องมีการพิจารณารายละเอียดในบางประเด็นดังนี้

1.ด้านการผลิต การแก้ปัญหาในด้านการผลิตของโรงงานผลิตภัณฑ์สับปะรดคือ การสร้างฐานการผลิตที่มั่นคง ซึ่งต้องอาศัยหลากหลายมาตรการเพื่อให้บรรลุสู่ความสำเร็จ โดยมาตรการทางด้านการผลิตในร่างยุทธศาสตร์สับปะรดนั้นมีมาตรการเหล่านี้ที่ควรมีการสนับสนุน ดังนี้

1.1.การจัดทำระบบโซนนิ่ง ซึ่งมาตรการจัดทำระบบโซนนิ่งนี้จะเป็นการส่งเสริมการปลูกสับปะรดในพื้นที่ที่เหมาะสม โดยต้องเริ่มตั้งแต่การกำหนดมาตรฐานของพื้นที่ปลูก(การวิเคราะห์สภาพดิน อากาศ และความเพียงพอของแหล่งน้ำฯลฯ) ซึ่งมาตรการนี้ต้องมีปัจจัยหนุนในเรื่องการส่งเสริมในด้านการคิดค้นพันธุ์สับปะรดที่เหมาะสมกับพื้นที่ ซึ่งต้องคำนึงถึงความต้องการของตลาดด้วย และส่งเสริมเทคโนโลยีในการปลูก เพื่อให้ได้สับปะรดที่ตรงกับความต้องการของตลาด ทั้งในด้านปริมาณ ความสม่ำเสมอ และคุณภาพของผลผลิต มีผลตอบแทนต่อไร่สูง ซึ่งเท่ากับเป็นการช่วยลดต้นทุนของเกษตรกรผู้ปลูกสับปะรด โดยปัจจุบันทางกรมวิชาการเกษตรได้ดำเนินการพัฒนาระบบสารสนเทศภูมิศาสตร์ (GIS) สำหรับจัดทำแผนที่ศักยภาพการปลูกพืชเศรษฐกิจ ซึ่งสับปะรดโรงงานนั้นอยู่ในแผนที่จะดำเนินการให้แล้วเสร็จในปี 2548

นอกจากการจัดโซนนิ่งแล้วรัฐบาลและภาคเอกชนที่เกี่ยวข้องยังต้องเน้นในเรื่องการปฏิบัติตามหลักเกษตรที่ดี(Good Agricultural Practice : GAP) ซึ่งในการผลิตผลิตภัณฑ์สับปะรดโดยเฉพาะเพื่อป้อนตลาดต่างประเทศนั้นจะมีการตรวจสอบย้อนไปถึงแหล่งผลิต ดังนั้นมาตรการการปฏิบัติตามหลักเกษตรที่ดีนั้นจึงเป็นเรื่องจำเป็นและต้องมีการตรวจสอบอย่างเข้มงวด ทั้งนี้เพื่อให้สินค้าผลิตภัณฑ์สับปะรดผ่านการตรวจสอบที่เข้มงวดของประเทศผู้นำเข้า

1.2การทำตลาดข้อตกลง…สิ่งที่ต้องเร่งผลักดัน การจัดทำตลาดข้อตกลงระหว่างเกษตรกรผู้ปลูกสับปะรดกับบริษัทผู้ผลิตผลิตภัณฑ์สับปะรดนั้นนับว่าเป็นการเพิ่มประสิทธิภาพการผลิตทั้งในด้านปริมาณ คุณภาพ และช่วงเวลา ปัจจุบันอุตสาหกรรรมสับปะรดไทยมีปัญหาเนื่องจากยังเป็นการปลูกด้วยเกษตรกรรายย่อย การผลิตของเกษตรกรยังต้องอาศัยสภาพดินฟ้าอากาศ และอาศัยราคาในปีการผลิตก่อนเป็นปัจจัยสำคัญในการตัดสินใจปลูกในฤดูการถัดไป ส่งผลให้ผลผลิตที่ป้อนเข้าสู่โรงงานไม่สม่ำเสมอ โดยบางปีผลผลิตล้นตลาดและบางปีผลผลิตไม่เพียงพอกับความต้องการของตลาด รวมทั้งยังขาดการปรับปรุง บำรุงดินที่เหมาะสม และการพัฒนาพันธุ์สับปะรดที่เหมาะสม ทำให้ผลผลิตขาดความสม่ำเสมอในด้านคุณภาพ รวมทั้งการจัดการหลังการเก็บเกี่ยวที่ต้องผ่านขั้นตอนการขนส่งหลายทอดส่งผลถึงโรงงานทำให้ได้สับปะรดคุณภาพไม่ดี และไม่สามารถควบคุมผลผลิตได้

อย่างไรก็ตามมาตรการทางด้านการผลิตและการตลาดที่ยังเป็นที่ถกเถียงกันคือ การจัดตั้งบริษัทกลางสับปะรด ซึ่งมีทั้งแนวคิดที่สนับสนุนการจัดตั้งบริษัทกลาง และแนวคิดที่ควรใช้มาตรการประกันราคาขั้นต่ำแทนการที่จะให้บริษัทกลางสับปะรดเข้ามามีบทบาทในการควบคุมการผลิตและการตลาด การจัดตั้งบริษัทกลางนั้นมีวัตถุประสงค์สร้างความสมดุลระหว่างวัตถุดิบกับการแปรรูป โดยเป็นการเชื่อมโยงระบบการผลิต การแปรรูป และการตลาดของอุตสาหกรรมสับปะรดทั้งระบบของประเทศ

เนื่องจากปัญหาในอุตสาหกรรมสับปะรดในปัจจุบันคือ ความไม่มีเสถียรภาพของราคาสับปะรดที่เกษตรกรขายได้ อันเป็นผลมาจากปริมาณวัตถุดิบที่ไม่สม่ำเสมอในแต่ละปี และการแย่งซื้อวัตถุดิบ รวมทั้งการที่ทางโรงงานผลิตผลิตภัณฑ์สับปะรดบางโรงงานไม่มีการวางเป้าหมายชัดเจนในการผลิต และมีการตัดราคาส่งออกของโรงงานผลิตภัณฑ์สับปะรดบางโรงงานจนเกิดปัญหาการส่งออก การตั้งบริษัทกลางสับปะรดกำหนดให้ทางโรงงานผลิตผลิตภัณฑ์สับปะรดจะต้องแจ้งข้อมูลเป้าหมายการผลิตและการส่งออก ซึ่งคาดหมายว่าจะเป็นการแก้ปัญหาทั้งในด้านการผลิตและการตลาดของอุตสาหกรรมผลิตภัณฑ์สับปะรด โดยจะเป็นการกระจายการผลิตให้โรงงานอย่างเท่าเทียมกัน ไม่มีการแข่งขันกันแย่งซื้อสับปะรดเมื่อผลผลิตไม่เพียงพอ และการตัดราคากันเพื่อการแข่งขันแย่งตลาดจนเกิดปัญหาการเพิ่มภาษีนำเข้าตอบโต้การทุ่มตลาด ส่งผลเสียหายให้กับการส่งออกผลิตภัณฑ์สับปะรด

แต่ปัญหาที่ถกเถียงกันอย่างกว้างขวางคือประเด็นในเรื่องบทบาทและหน้าที่ของบริษัทกลางสับปะรด โดยเฉพาะอำนาจการควบคุมการผลิตและการส่งออก เนื่องจากมีความวิตกในกลุ่มโรงงานผู้ผลิตผลิตภัณฑ์สับปะรดว่าบริษัทกลางจะมีอำนาจในการควบคุมทั้งการผลิตและการส่งออก ดังนี้

– อำนาจการควบคุมผลผลิตหรืออำนาจในการกระจายผลผลิต ประเด็นในเรื่องการกระจายผลผลิตอย่างเท่าเทียมกัน และการที่ต้องรายงานเป้าหมายการผลิตและการส่งออกของโรงงานแต่ละแห่งนั้น แม้ว่าจะมีข้อดีในการแก้ปัญหาในเรื่องความยุติธรรมในเรื่องราคาที่เกษตรกรผู้ปลูกสับปะรดจะได้รับ แต่ประเด็นนี้จะสร้างปัญหาให้กับโรงงานผลิตภัณฑ์สับปะรดบางแห่ง เนื่องจากในปัจจุบันโรงงานผลิตผลิตภัณฑ์สับปะรดของไทยที่จดทะเบียนไว้กับกรมโรงงานอุตสาหกรรมมีอยู่ 51 โรงงานแบ่งออกได้เป็นสองลักษณะอย่างชัดเจนคือ โรงงานที่ผลิตผลิตภัณฑ์สับปะรดเป็นหลัก และโรงงานที่ผลิตผลิตภัณฑ์สับปะรดร่วมกับผลิตภัณฑ์ผลไม้อื่นๆ ซึ่งโรงงานที่ผลิตผลิตภัณฑ์สับปะรดเป็นหลักนั้นมีการทำตลาดข้อตกลงกับเกษตรกรผู้ปลูกสับปะรดอยู่แล้ว ทำให้ปัญหาการขาดแคลนวัตถุดิบของบริษัทเหล่านี้มีน้อยมาก รวมทั้งการลงทุนในด้านการพัฒนาผลิตภัณฑ์ใหม่ๆให้ตรงกับความต้องการของตลาด โดยการวิจัยพฤติกรรมที่เปลี่ยนแปลงไปของผู้บริโภค ซึ่งผลิตภัณฑ์ใหม่ๆเหล่านี้จะต้องมีการวิจัยไปจนถึงช่วงเวลาที่เหมาะสมในการนำสินค้าออกสู่ตลาด ซึ่งนับว่าเป็นปัจจัยหนึ่งที่มีความสำคัญในการที่จะประสบความสำเร็จทางการตลาดด้วย อย่างไรก็ตามปัญหาในเรื่องผลผลิตสับปะรดไม่เพียงพอ ซึ่งนำไปสู่การแย่งกับรับซื้อผลผลิตนั้นเกิดขึ้นจากการเพิ่มขึ้นอย่างมีนัยสำคัญของผู้ประกอบการรายใหม่ ในขณะที่ระบบการจัดการวัตถุดิบยังไม่สอดคล้องกับความต้องการของผู้ประกอบการ ซึ่งปัญหานี้สามารถแก้ไขได้ด้วยการจัดทำตลาดข้อตกลงไม่จำเป็นต้องมีการจัดตั้งบริษัทกลาง

– อำนาจในการรับรองการส่งออก ซึ่งในขั้นตอนรับรองการส่งออกนี้ถ้าต้องให้โรงงานส่งออกผลิตภัณฑ์สับปะรดต้องส่งสินค้ามาให้สมาคมผู้ผลิตอาหารสำเร็จรูปหรือสมาคมอุตสาหกรรมสับปะรดไทยรับรองคุณภาพเช่นเดียวกับระบบเดิม ก่อนที่จะส่งให้บริษัทกลางตีทะเบียนรับรองการส่งออกได้ ก็เท่ากับเป็นการเพิ่มขั้นตอนในการส่งออกให้มากขึ้นอีกหนึ่งขั้นตอน อาจจะส่งผลให้เกิดความล่าช้าในการส่งออก ซึ่งจะส่งผลเสียกับอุตสาหกรรมผลิตภัณฑ์สับปะรดโดยรวมได้ โดยคนกลางที่จะเข้ามามีบทบาทหน้าที่ควบคุมการผลิตและการส่งออกไม่ควรอยู่ในรูปแบบบริษัทในบริษัทหนึ่ง ซึ่งจะมีลักษณะเป็นการผูกขาดทางการค้า นอกจากนี้ในปัจจุบันมีบริษัทผู้ส่งออกสับปะรดหลายรายมีต่างชาติถือหุ้น และหลายบริษัทจดทะเบียนในตลาดหลักทรัพย์แห่งประเทศไทย ดังนั้นการจำหน่ายสินค้าผ่านบริษัทกลางจะต้องแถลงข้อมูลและได้รับความเห็นชอบจากผู้ถือหุ้นว่ามีความจำเป็นมากน้อยเพียงใด เนื่องจากระบบดังกล่าวส่งผลกระทบต่อผลตอบแทนของบริษัท ซึ่งได้มีการเสนอให้มีการใช้การทำตลาดข้อตกลงระหว่างเกษตรกรผู้ปลูกสับปะรดกับโรงงานผู้ผลิตผลิตภัณฑ์สับปะรด โดยทางกระทรวงอุตสาหกรรมเข้าไปมีส่วนในการกำหนดราคาประกันรับซื้อสับปะรดขั้นต่ำของโรงงานสำหรับเกษตรกรที่เข้าร่วมในการทำตลาดข้อตกลงในราคากิโลกรัมละ 2.80 บาท ซึ่งทั้งเกษตรกรผู้ปลูกสับปะรดและโรงงานผลิตผลิตภัณฑ์สับปะรดจะได้ประโยชน์มากกว่าการจัดตั้งบริษัทกลางสับปะรด

2.ด้านการตลาด

ปัญหาด้านการตลาดของอุตสาหกรรมผลิตภัณฑ์สับปะรดคือ ผู้ประกอบการบางรายฉวยโอกาสในช่วงที่ราคาตลาดอยู่ในระดับสูง ใช้วัตถุดิบที่ไม่ได้มาตรฐานหรือใช้สับปะรดที่ยังไม่ครบอายุเก็บเกี่ยวส่งผลต่อคุณภาพของผลิตภัณฑ์ การไม่ควบคุมการใช้ปุ๋ยหรือสารเร่งการเจริญเติบโตโดยเฉพาะสารในกลุ่มไนเตรด ส่งผลให้ผู้นำเข้าตรวจพบปริมาณสารตกค้างเกินกว่ามาตรฐานที่กำหนด นอกจากนี้ราคาผลิตภัณฑ์สับปะรดของไทยที่ส่งออกอยู่ในเกณฑ์ที่สูงแพงกว่าประเทศคู่แข่ง และเกิดปัญหาการตัดราคาสินค้าเพื่อแย่งชิงส่วนแบ่งทางการตลาด โดยเฉพาะในปีที่ผลผลิตสับปะรดมีมากเกินความต้องการ ทำให้เกิดปัญหาการเรียกเก็บภาษีในการตอบโต้การทุ่มตลาดจากประเทศคู่ค้าสำคัญ ซึ่งส่งผลกระทบต่อการส่งออกผลิตภัณฑ์สับปะรดโดยภาพรวม เนื่องจากเป็นโอกาสทำให้คู่แข่งขันในตลาดนั้นสามารถแย่งชิงส่วนแบ่งตลาดไปได้บางส่วน

แนวทางการแก้ไขปัญหาทางการตลาดในร่างยุทธศาสตร์สับปะรด คือ

2.1การตั้งบริษัทกลางเพื่อแก้ปัญหาการตัดราคากันเองจนทำให้ประเทศผู้นำเข้าฟ้องกล่าวหาในเรื่องการทุ่มตลาด สหรัฐฯซึ่งเป็นผู้นำเข้าสับปะรดกระป๋องรายใหญ่ของโลกมีกฎหมายป้องกันการผูกขาดทางการตลาด(Anti-Trust) สาระสำคัญคือหากบริษัทใดเข้าไปครอบครองตลาดสหรัฐฯเกินร้อยละ 50 จะถูกใช้มาตรการตอบโต้ทางการค้า ในกรณีที่สหรัฐฯประกาศใช้มาตรการเก็บอากรตอบโต้การทุ่มตลาด(Anti-Dumping) สินค้าสับปะรดกระป๋องของไทย ส่งผลให้สัดส่วนการส่งออกสับปะรดกระป๋องไปสหรัฐฯลดลง เนื่องจากสหรัฐฯเป็นตลาดรองรับสับปะรดกระป๋องของไทยรายใหญ่ที่สุด และผลจากมาตรการดังกล่าวยังทำให้ประเทศคู่แข่งสำคัญในตลาดนี้คือ ประเทศอินโดนีเซีย และฟิลิปปินส์ สามารถเข้าแทนที่ตลาดผลิตภัณฑ์สับปะรดไทยในสหรัฐฯได้ สาเหตุที่สหรัฐฯใช้มาตรการดังกล่าวกับไทย เนื่องมาจากการที่ผู้ส่งออกไทยได้ปรับลดราคาสับปะรดกระป๋องส่งออกไปสหรัฐฯ โดยกำหนดราคาใกล้เคียงกับประเทศอินโดนีเซีย ในขณะที่ไทยมีต้นทุนการผลิตที่สูงกว่า

ผลของการใช้มาตรการเก็บภาษีตอบโต้การทุ่มตลาดของสหรัฐฯทำให้โรงงานผลิตผลิตภัณฑ์สับปะรดเพื่อการส่งออกต้องเพิ่มความระมัดระวังในการคำนวณต้นทุนและราคาจำหน่ายสับปะรดกระป๋องเพื่อลดความเสี่ยงจากปัญหาการถูกเรียกเก็บภาษีตอบโต้การทุ่มตลาดเท่ากับว่าการแก้ไขปัญหานี้ต้องขึ้นอยู่กับความร่วมมือของทุกบริษัท การมีบริษัทกลางไม่ได้เข้ามาแก้ไขปัญหาในส่วนนี้ เนื่องจากการเรียกเก็บภาษีตอบโต้การทุ่มตลาดนั้นไม่ได้เป็นการเรียกเก็บกับผลิตภัณฑ์สับปะรดทั้งหมดที่ส่งเข้าสหรัฐฯ แต่จะเป็นการเรียกเก็บเป็นรายบริษัท และอัตราภาษีที่เรียกเก็บก็ไม่เท่ากัน โดยขึ้นอยู่กับการคำนวนอัตราการทุ่มตลาด

2.2การส่งเสริมการจัดตั้งบริษัทร่วมทุนสับปะรดไทย อินโดนีเซีย ฟิลิปปินส์ แม้ว่าจุดประสงค์ของการส่งเสริมการจัดตั้งบริษัทร่วมทุนสับปะรดระหว่างทั้งสามประเทศจะเป็นการสร้างเสถียรภาพราคาในตลาดโลก ปัจจุบันไทย อินโดนีเซีย และฟิลิปปินส์ มีส่วนแบ่งในตลาดโลกรวมกันมากกว่าร้อยละ 80 อย่างไรก็ตามการจัดตั้งดังกล่าวถือได้ว่าเป็นการผูกขาดทางการค้า และคงจะประสบความสำเร็จได้ยาก เนื่องจากบริษัทส่งออกสับปะรดกระป๋องในทั้งสามประเทศมีผู้ร่วมทุนเป็นชาวอเมริกันคงจะไม่ยอมรับ เนื่องจากเป็นการขัดกับกฎการผูกขาดทางการตลาดของตลาดสหรัฐฯ ดังนั้นควรปล่อยให้เป็นไปตามกลไกของตลาด เนื่องจากสับปะรดเป็นสินค้าเกษตรแปรรูป ซึ่งลักษณะตลาดไม่เหมือนกับสินค้ายางพาราที่เป็นสินค้าวัตถุดิบเพื่อโรงงานอุตสาหกรรมผลิตภัณฑ์ยาง และการจัดตั้งบริษัทร่วมทุนยางระหว่างไทย มาเลเซียและอินโดนีเซียนั้น ประเทศทั้งสามเป็นประเทศผู้ผลิตสินค้าพื้นฐาน

2.3เป้าหมายการผลักดันส่งออกสับปะรดและผลิตภัณฑ์ แม้ว่าการตั้งเป้าหมายของร่างยุทธ์ศาสตร์สับปะรดนั้นไม่ได้อยู่ในเกณฑ์สูง เนื่องจากกำหนดให้มีอัตราการเติบโตเฉลี่ยเพียงร้อยละ 3-5 ต่อปี แต่มีการกำหนดเป้าหมายของอัตราการเติบโตเฉลี่ยของทุกเป้าหมายเท่ากัน คือร้อยละ 3-5 ต่อปี ซึ่งน่าจะมีการปรับเป้าหมายให้ใกล้เคียงกับฐานข้อมูลจริงมากยิ่งขึ้น ในบางเป้าหมายโดยเฉพาะการผลิตผลิตภัณฑ์สับปะรดและการส่งออกนั้น การขยายตัวในระดับนี้ยังต้องอาศัยเงื่อนไขอีกหลากหลายประการในการสนับสนุนกล่าวคือ ร่างยุทธศาสตร์สับปะรดกำหนดเป้าหมายว่าไทยจะยังคงเป็นผู้ส่งออกสับปะรดอันดับหนึ่งของโลกอย่างต่อเนื่อง รายได้จากการส่งออกเพิ่มเป็น 40,000 ล้านบาทในปี 2555 หรือมีอัตราการเติบโตเฉลี่ยร้อยละ 3-5 ต่อปี จากปัจจุบันที่มีมูลค่าการส่งออก 15,000-20,000 ล้านบาท เกษตรกรผู้ปลูกสับปะรดมีรายได้และอาชีพที่ยั่งยืน โดยมีรายได้เป็น 7,000-8,000 ล้านบาทในปี 2555 หรือมีอัตราการเติบโตเฉลี่ยร้อยละ 3-5 ต่อปี จากปัจจุบันที่มีรายได้ปีละ 4,000 ล้านบาท ปัจจุบันมีเกษตรกรและแรงงานในภาคอุตสาหกรรมต่อเนื่อง 800,000 คน
การคาดการณ์ว่าไทยสามารถขยายการผลิตสับปะรดได้อีกร้อยละ 30-50 จากปัจจุบันที่มีพื้นที่เก็บเกี่ยวปีละ 400,000-600,000 ไร่ ผลผลิตระหว่าง 1.8-2.6 ล้านตันต่อปี ซึ่งเงื่อนไขในการขยายกำลังการผลิตสับปะรดนั้นมีแนวทางที่จะเป็นไปได้ โดยไม่จำเป็นที่จะต้องขยายเนื้อที่ปลูก แต่ต้องมีการดำเนินมาตรการด้านการผลิต โดยเฉพาะการส่งเสริมประสิทธิภาพการผลิตเพื่อเพิ่มผลผลิตต่อไร่

การคาดการณ์ว่าปริมาณการผลิตสับปะรดกระป๋องก็ยังสามารถขยายกำลังการผลิตได้อีกเกือบ 1 เท่าตัว จากปัจจุบันไทยมีโรงงานผลิตสับปะรด 30 โรงงาน ผลิตสับปะรดกระป๋องได้ปีละประมาณ 30-35 ล้านหีบ น้ำสับปะรด 100,000-120,000 ตัน ขณะที่ในปัจจุบันจำนวนโรงงานผลิตภัณฑ์สับปะรดที่จดทะเบียนไว้กับกรมโรงงานอุตสาหกรรม กระทรวงอุตสาหกรรมมีทั้งสิ้น 51 โรงงาน กำลังการผลิตสับปะรดกระป๋องสูงสุดประมาณ 60 ล้านหีบต่อปี แต่มีการผลิตจริงเพียง 35-40 ล้านหีบต่อปี ส่วนน้ำสับปะรดมีกำลังการผลิตสูงสุดประมาณ 150,000 ตันต่อปี แต่ปัจจุบันผลิตได้ประมาณ 90,000 ตันต่อปี ซึ่งเท่ากับว่าแม้ว่าจะมีการผลิตสูงสุดตามกำลังการผลิตที่มีอยู่ก็ยังไม่เป็นไปตามเป้าหมายที่กำหนดไว้ในร่างยุทธศาสตร์ นอกจากนี้ยังต้องคำนึงว่าในแต่ละปีมีผลิตภัณฑ์สับปะรดที่บริโภคในประเทศอีกปีละประมาณ 500,000 ตันต่อปี

นอกจากนี้การประมาณอัตราการขยายตัวเฉลี่ยอยู่ในเกณฑ์คงที่ หรืออาจกล่าวได้ว่าเป็นการคาดการณ์ว่าเงื่อนไขต่างๆทางการตลาดจะไม่เปลี่ยนแปลงไปมากนักจนส่งผลกระทบต่อการส่งออกผลิตภัณฑ์สับปะรด

บทสรุป

กระทรวงอุตสาหกรรมนำเสนอร่างยุทธศาสตร์สับปะรดเข้าที่ประชุมคณะรัฐมนตรีเมื่อวันที่ 2 มีนาคม 2547 ซึ่งที่ประชุมมีมติเห็นชอบตามข้อเสนอ อย่างไรก็ตามในร่างยุทธศาสตร์นี้ยังมีประเด็นในเรื่องการจัดทำโซนนิ่งและการจัดตั้งบริษัทกลางสับปะรด ซึ่งทางกระทรวงอุตสาหกรรมนั้นต้องไปหาข้อสรุปเพื่อที่จะเสนอเรื่องต่อคณะรัฐมนตรี คณะที่ 2 (ฝ่ายเศรษฐกิจ)ต่อไป

การจัดทำร่างยุทธศาสตร์สับปะรดนับว่าเป็นนิมิตรหมายที่ดีต่ออุตสาหกรรมผลิตภัณฑ์สับปะรด เนื่องจากจะเป็นการปรับอุตสาหกรรมสับปะรดใน 4 ด้าน อันประกอบด้วยด้านวัตถุดิบ ด้านการสร้างความสมดุลระหว่างวัตถุดิบกับการแปรรูป ด้านการสร้างเอกภาพและส่งเสริมการส่งออก และด้านการบริหารจัดการ โดยเป้าหมายของร่างยุทธศาสตร์สับปะรด คือการสร้างรายได้การส่งออกให้เพิ่มเป็น 40,000 ล้านบาทในปี 2555 หรือมีอัตราการเติบโตเฉลี่ยร้อยละ 3-5 ต่อปี(ในช่วงปี 2547-2555)

อย่างไรก็ตามการที่จะบรรลุเป้าหมายที่ระบุไว้ในร่างยุทธศาสตร์สับปะรดนั้นยังมีประเด็นที่ต้องพิจารณาหลากหลายประการ โดยเฉพาะการจัดทำโซนนิ่งเป็นมาตรการที่ต้องเร่งดำเนินการ เนื่องจากคงเป็นไปได้ยากที่จะเพิ่มปริมาณการผลิตสับปะรดโดยอาศัยการขยายพื้นที่ปลูก ซึ่งต้องกำหนดพื้นที่ที่เหมาะสมกับการปลูกสับปะรด เท่ากับว่าต้องทำให้ผลผลิตเฉลี่ยเพิ่มขึ้น รวมทั้งต้องมีการใช้เทคโนโลยีอื่นๆ โดยเฉพาะในด้านพันธุ์ เทคโนโลยีในการปลูก ทั้งนี้เพื่อให้ได้ปริมาณ ความสม่ำเสมอ และผลผลิตที่มีคุณภาพตรงตามความต้องการของตลาด ซึ่งประเด็นเหล่านี้สามารถควบคุมได้โดยผ่านการทำตลาดข้อตกลงระหว่างเกษตรกรผู้ปลูกสับปะรดกับโรงงานผลิตภัณฑ์สับปะรด โดยการทำตลาดข้อตกลงนั้นจะครอบคลุมไปถึงการประกันราคาขั้นต่ำด้วย จึงไม่จำเป็นที่จะต้องให้บริษัทกลางสับปะรดเข้ามามีบทบาทในด้านนี้

ในการจัดตั้งบริษัทกลางสับปะรด การที่จะเข้ามาควบคุมผลผลิตหรือมีอำนาจในการกระจายผลผลิต โดยกำหนดให้แต่ละโรงงานต้องรายงานเป้าหมายการผลิตและการส่งออกนั้น ในทางปฏิบัติคงเป็นไปได้ยาก ซึ่งแนวทางที่ดำเนินการได้ง่ายกว่าคือการกำหนดให้โรงงานผลิตภัณฑ์สับปะรดต้องทำตลาดข้อตกลงกับเกษตรกร นอกจากนี้การจัดตั้งบริษัทกลางมาควบคุมนั้นจะต้องมีการพิจารณาถึงประเด็นว่าเข้าข่ายในการผูกขาดทางการค้าหรือไม่ ซึ่งอาจจะส่งผลต่อการกีดกันทางการค้า

นอกจากนี้ประเด็นปัญหาในเรื่องการตลาดที่ต้องเร่งแก้ไข คือการที่สหรัฐฯประกาศเก็บภาษีตอบโต้การทุ่มตลาดสับปะรดกระป๋องที่ส่งออกจากไทย ซึ่งทำให้ไทยเสียเปรียบในการแข่งขันในตลาดนี้ โดยฟิลิปปินส์และอินโดนีเซียแย่งส่วนแบ่งตลาดไปจากไทยได้บางส่วน ซึ่งในตลาดสหรัฐฯไทยเคยครองอันดับหนึ่ง แต่หลังจากถูกเรียกเก็บภาษีตอบโต้การทุ่มตลาด ฟิลิปปินส์นั้นกลับครองอันดับหนึ่งแทน อย่างไรก็ตามผลของมาตรการเก็บภาษีตอบโต้การทุ่มตลาดนี้ทำให้ผู้ส่งออกของไทยเพิ่มความระมัดระวังมากขึ้นในการคำนวนต้นทุนและราคาจำหน่ายสับปะรดทั้งนี้เพื่อลดความเสี่ยงจากปัญหาถูกเรียกเก็บภาษีตอบโต้การทุ่มตลาด ซึ่งนับว่าเป็นมาตราการป้องกันที่ต้นเหตุที่ได้ผลมากกว่าการที่จะจัดตั้งบริษัทกลางสับปะรดโดยหวังที่จะให้มาควบคุมไม่ให้มีการตัดราคาส่งออกซึ่งเป็นเหตุให้ประเทศผู้นำเข้าประกาศขึ้นภาษีนำเข้าตอบโต้การทุ่มตลาด

สำหรับประเด็นการจัดตั้งบริษัทร่วมทุนสับปะรดไทย อินโดนีเซีย และฟิลิปปินส์นั้นแม้ว่าจะเป็นการมองว่าทั้งสามประเทศมีส่วนแบ่งตลาดโลกรวมกันมากกว่าร้อยละ 80 แต่คงต้องมีการศึกษาก่อนว่าการจัดตั้งบริษัทร่วมทุนนั้นขัดกับหลักการขององค์การการค้าโลกหรือไม่ เนื่องจากสับปะรดนั้นแตกต่างจากยางพารา กล่าวคือ ผลิตภัณฑ์สับปะรดนั้นเป็นสินค้าเกษตรแปรรูปซึ่งป้อนตลาดการบริโภคโดยตรง แต่ยางพารานั้นเป็นวัตถุดิบสำหรับป้อนโรงงานอุตสาหกรรมผลิตภัณฑ์ยาง

นอกจากนี้รัฐบาลควรเข้ามามีบทบาทในการส่งเสริมให้โรงงานผู้ผลิตผลิตภัณฑ์สับปะรดต้องร่วมมือกันส่งออก ไม่ให้มีการตัดราคากันเองเพื่อแย่งตลาดให้ข้อมูลที่เป็นจริงและมีการปรับปรุงโรงงานให้มีมาตรฐานเป็นที่ยอมรับในระดับสากล ทั้งนี้เพื่อป้องกันไม่ให้ผู้นำเข้าในต่างประเทศใช้เป็นข้ออ้างในการใช้มาตรการตอบโต้ทางการค้าและการกีดกันการนำเข้า ซึ่งสร้างความเสียหายต่ออุตสาหกรรมสับปะรดและผลิตภัณฑ์ในภาพรวม