ประมาณการเศรษฐกิจไทยปี 47 : สภาพคล่องส่วนเกินอาจไม่ปรับลดมากอย่างที่คาด

สืบเนื่องจากปัจจัยลบต่าง ๆ ที่รุมเร้าเศรษฐกิจไทยอยู่ในขณะนี้ ไม่ว่าจะเป็นการปรับขึ้นของราคาน้ำมันและแนวโน้มอัตราดอกเบี้ยในต่างประเทศ ตลอดจนผลกระทบของสถานการณ์ในภาคใต้ต่อการท่องเที่ยว รวมถึงความเป็นไปได้ของการชะลอตัวของเศรษฐกิจจีนและผลกระทบที่อาจมีต่อเศรษฐกิจในภูมิภาค ทำให้ ศูนย์วิจัยกสิกรไทย ได้ปรับลดประมาณการอัตราการขยายตัวของเศรษฐกิจไทยในปี 2547 นี้ ลงเป็น 6.5% จากประมาณการเดิมที่ 7.2%

ในขณะที่หากสถานการณ์ราคาน้ำมันและปัจจัยเสี่ยงต่าง ๆ เลวร้ายกว่าที่คาด อัตราการขยายตัวของเศรษฐกิจไทยก็อาจจะลดลงเหลือเพียง 5.5% ทั้งนี้ คาดว่า การชะลอตัวของเศรษฐกิจไทยจะเห็นได้ชัดมากขึ้นในช่วงครึ่งหลังของปี ในขณะที่ตัวเลขการขยายตัวของ GDP ในสองไตรมาสแรกของปี ยังคงน่าที่จะอยู่ในระดับประมาณ 7.0% (โดยการขยายตัวในไตรมาสแรกนั้น ได้รับแรงหนุนจากการส่งออก แม้ว่าจะมีการแพร่ระบาดของโรคไข้หวัดนก ในขณะที่อัตราการขยายตัวในไตรมาสที่สอง น่าที่จะได้รับแรงหนุนจากการเปรียบเทียบกับฐานที่ต่ำในปีก่อนหน้าที่ถูกกระทบจากการแพร่ระบาดของโรค SARS)

ในการปรับประมาณการตัวเลขเศรษฐกิจไทยปี 2547 นั้น ศูนย์วิจัยกสิกรไทย ได้แบ่งเป็นสองกรณี คือ:- กรณีพื้นฐาน ที่ราคาน้ำมันดิบเบรนท์มีค่าเฉลี่ยไม่เกิน 37.0 ดอลลาร์ฯ/บาร์เรล และการขยายตัวของเศรษฐกิจโลกยังคงอยู่ที่ 3.7% ตามคาด และ กรณีเลวร้าย ที่ราคาน้ำมันดิบเฉลี่ยอยู่สูงกว่าระดับ 39.0 ดอลลาร์ฯ รวมทั้งเศรษฐกิจจีนประสบกับปัญหามากกว่าที่คาด ในขณะที่การขยายตัวของเศรษฐกิจโลกก็อาจลดลงเป็น 3.2% อันเป็นผลจากการปรับขึ้นของราคาน้ำมันและอัตราดอกเบี้ยในตลาดเงินระหว่างประเทศ

ทั้งนี้ รายละเอียดของตัวเลขประมาณการเศรษฐกิจไทยในปี 2547 มีดังต่อไปนี้:

– การใช้จ่ายของภาคครัวเรือน คาดว่า การบริโภคภาคเอกชนในปี 2547 คงจะขยายตัว 5.2% ในกรณีพื้นฐาน และ 4.3% ในกรณีเลวร้าย ซึ่งลดลงเมื่อเทียบกับที่ขยายตัว 6.3% ในปี 2546 ทั้งนี้ การชะลอตัวดังกล่าวเป็นผลมาจากหลากหลายปัจจัย ไม่ว่าจะเป็นการปรับขึ้นของราคาน้ำมัน การปรับตัวของราคาสินค้าในหมวดอาหารจากปัญหาไข้หวัดนกและภัยแล้ง ซึ่งส่งผลต่ออัตราเงินเฟ้อและกำลังซื้อของครัวเรือน รวมทั้งจากเหตุการณ์ในภาคใต้ ซึ่งส่งผลกระทบต่อการใช้จ่าย/รายได้จากการท่องเที่ยว

– ส่วนการลงทุนของภาคเอกชนนั้น แม้ว่าในภาพรวมแล้ว การลงทุนของภาคเอกชนน่าจะได้รับแรงหนุนจากการปรับตัวของอัตราการใช้กำลังการผลิตในภาคอุตสาหกรรม (industrial capacity utilization) ซึ่งในขณะนี้อยู่ในระดับที่สูงถึง 79.7% แต่แนวโน้มการลงทุนก็อาจถูกกระทบได้จากการชะลอตัวของการบริโภค นอกจากนี้ แม้ว่าการลงทุนในส่วนของอุตสาหกรรมที่เกี่ยวข้องกับการส่งออก ไม่น่าที่จะได้รับผลจากการชะลอตัวของการบริโภคในประเทศ แต่ก็ยังอาจถูกกระทบจากแนวโน้มการปรับขึ้นของอัตราดอกเบี้ยในต่างประเทศ ตลอดจนความเป็นไปได้ที่เศรษฐกิจจีนอาจจะชะลอตัวลง รวมทั้งจากการที่อัตราการขยายตัวของเศรษฐกิจโลก อาจถูกกระทบโดยสถานการณ์ราคาน้ำมันและการก่อการร้าย ดังนั้น ศูนย์วิจัยกสิกรไทย จึงคาดว่า ในปี 2547 นี้ การลงทุนภาคเอกชนอาจขยายตัว 17.0% ในกรณีพื้นฐาน และ12.0% ในกรณีเลวร้าย โดยชะลอตัวลงเมื่อเทียบกับอัตราการขยายตัว 17.9% ในปีก่อนหน้า

– ดุลการค้า คาดว่า การขยายตัวของการนำเข้าตามภาวะการลงทุนของภาคเอกชน อาจส่งผลให้มูลค่าการเกินดุลการค้าในปี 2547 ปรับลดลงจากปีก่อนหน้า โดยอาจจะอยู่ที่ 2.6 พันล้านดอลลาร์ฯในกรณีพื้นฐาน (โดยการส่งออกและนำเข้าขยายตัว 16.0% และ 19.0% ตามลำดับ) และ 4.0 พันล้านดอลลาร์ฯในกรณีเลวร้าย (ซึ่งการส่งออกและนำเข้าขยายตัว 14.0% และ 15.0% ตามลำดับ) เทียบกับการเกินดุล 4.2 พันล้านดอลลาร์ฯในปี 2546 ทั้งนี้ การเกินดุลการค้าที่ลดลงดังกล่าว ประกอบกับปัญหาที่กระทบธุรกิจการท่องเที่ยว จะส่งผลให้ สัดส่วนการเกินดุลบัญชีสะพัดในปี 2547 อยู่ที่ 4.1% ของ GDP สำหรับกรณีพื้นฐาน และ 5.1% ของ GDP สำหรับกรณีเลวร้าย โดยลดลงเมื่อเทียบกับสัดส่วนการเกินดุล 5.6% ของ GDP ในปีก่อนหน้า

– การขยายตัวของเศรษฐกิจ โดยรวมแล้ว ศูนย์วิจัยกสิกรไทย คาดว่า ในปี 2547 นี้เศรษฐกิจไทยจะขยายตัว 6.5% ในกรณีพื้นฐานที่ราคาน้ำมันดิบเบรนท์เฉลี่ยของทั้งปีไม่เกิน 37.0 ดอลลาร์ฯ และเศรษฐกิจโลกยังคงสามารถขยายตัวได้ 3.7% ตามคาด แต่ก็อาจจะขยายตัวเพียง 5.5% ในกรณีเลวร้ายที่ราคาน้ำมันดิบเฉลี่ยของทั้งปีพุ่งขึ้นไปเกิน 39.0 ดอลลาร์ฯ หรือเศรษฐกิจจีนประสบกับปัญหารุนแรงกว่าที่คาด ซึ่งตัวเลขการขยายตัวในทั้งสองกรณีนี้ ล้วนต่ำกว่าตัวเลขประมาณการเดิมที่ 7.2% และลดต่ำลงจากอัตราการขยายตัว 6.7% ในปี 2546 ในขณะที่ อัตราเงินเฟ้อทั่วไป (Headline inflation) คงจะปรับตัวขึ้นมาอยู่ที่ 2.6%-3.0% จาก 1.8% ในปีก่อนหน้า โดยเป็นผลมาจากราคาน้ำมันและราคาสินค้าในหมวดอาหารสดเป็นหลัก นอกจากนี้ การที่เศรษฐกิจไทยอาจขยายตัวได้ไม่ร้อนแรงอย่างที่เคยคาดหวังไว้ในช่วงต้นปี อาจจะส่งผลต่อแนวโน้มการขยายสินเชื่อของสถาบันการเงินเอกชน และปริมาณสภาพคล่อง ตลอดจนทิศทางอัตราดอกเบี้ยในระบบ

แนวโน้มสภาพคล่องในช่วงที่เหลือของปี 2547

สำหรับแนวโน้มสภาพคล่องในช่วงที่เหลือของปี 2547 นั้น ศูนย์วิจัยกสิกรไทย มองว่า ปัจจัยหลักจะยังคงอยู่ที่การเติบโตของเศรษฐกิจไทย โดยที่การประเมินปัจจัยต่างๆ ที่อาจมีผลต่อแนวโน้มสภาพคล่อง สามารถสรุปได้ดังนี้ :-

ปัจจัยดูดซับสภาพคล่อง ได้แก่

– การขยายตัวของสินเชื่อ การขยายสินเชื่อของระบบธนาคารพาณิชย์ยังคงเป็นปัจจัยดูดซับสภาพคล่องที่สำคัญที่สุด ทั้งนี้ แม้ว่าความต้องการสินเชื่อของภาคธุรกิจเอกชนจะมีแนวโน้มเพิ่มขึ้นอย่างต่อเนื่องในช่วงไตรมาส 1/2547 ตามการขยายตัวของเศรษฐกิจไทยที่ได้รับแรงหนุนจากการลงทุนภาคเอกชนเป็นหลัก (ดังจะสะท้อนได้จากอัตราการใช้กำลังการผลิต (Capital Utilization) ที่มีแนวโน้มปรับเพิ่มขึ้นเหนือระดับ 80% หรือระดับก่อนเกิดวิกฤติเศรษฐกิจในปี 2540 หลังจากที่มีค่าเฉลี่ยอยู่ที่ประมาณ 76.5% ในช่วงไตรมาส 1/2547 ที่ผ่านมา) แต่การระบายสภาพคล่องผ่านการขยายสินเชื่อของระบบธนาคารพาณิชย์ในช่วงที่เหลือของปีนี้ อาจมีแนวโน้มเพิ่มขึ้นได้ไม่มากเท่าที่คาดไว้เดิม

เนื่องจากแนวโน้มการเติบโตของเศรษฐกิจไทย ที่อาจได้รับผลกระทบจากปัจจัยเสี่ยงทางเศรษฐกิจต่าง ๆ ไม่ว่าจะเป็นการขยับขึ้นของระดับราคาน้ำมันในตลาดโลก ภาวะความไม่สงบในภาคใต้ ตลอดจนแนวโน้มการชะลอตัวลงของเศรษฐกิจจีนหลังการดำเนินนโยบายลดความร้อนแรงของเศรษฐกิจ ดังที่ได้กล่าวไปแล้วในข้างต้น ทั้งนี้ ศูนย์วิจัยกสิกรไทย ประเมินว่า การขยายสินเชื่อของระบบธนาคารพาณิชย์ไทย 13 แห่ง อาจจะเพิ่มขึ้นอีกประมาณ 1.8 แสนล้านบาทในช่วงที่เหลือของปี หลังจากที่เพิ่มขึ้นแล้วประมาณ 7.3 หมื่นล้านบาทในช่วงไตรมาส 1/2547 ที่ผ่านมา รวมเป็นการขยายสินเชื่อใหม่สุทธิของระบบแบงก์พาณิชย์ในปีนี้ประมาณ 2.53 แสนล้านบาท

– การออกตราสารหนี้ การออกตราสารหนี้ทั้งของภาครัฐและเอกชนที่ออกจำหน่ายต่อประชาชนนั้น ย่อมจะกระทบต่อฐานเงินฝากที่ระบบธนาคารพาณิชย์ โดยจากข้อมูลของศูนย์ซื้อขายตราสารหนี้ไทย มูลค่าการออกตราสารหนี้ใหม่ในประเทศในช่วงไตรมาส 1/2547 มีจำนวนรวมกันอยู่ที่ประมาณ 2.68 แสนล้านบาท โดยกระจายไปเป็นตราสารหนี้ประเภทพันธบัตรองค์กรภาครัฐในจำนวนมากสุดที่ 1 แสนล้านบาท รองลงมาเป็นตั๋วเงินคลัง 9.6 หมื่นล้านบาท พันธบัตรรัฐบาล 3.8 หมื่นล้านบาท พันธบัตรรัฐวิสาหกิจ 1.5 หมื่นล้านบาท และหุ้นกู้ภาคเอกชน 1.9 หมื่นล้านบาท ทั้งนี้ ในเบื้องต้น จากการประมาณของ KBANK เมื่อต้นปีที่ผ่านมา มูลค่าการออกตราสารหนี้ในปี 2547 อาจมีจำนวนรวมกันอยู่ที่ประมาณ 9.4 แสนล้านบาท โดยเป็นตราสารหนี้ในประเภทตั๋วเงินคลัง พันธบัตรเพื่อชดเชยความเสียหายของกองทุนเพื่อการฟื้นฟูและพัฒนาระบบสถาบันการเงิน (FIDF) และพันธบัตรองค์กรภาครัฐ เป็นหลัก

– การแปรรูปรัฐวิสาหกิจ การแปรรูปรัฐวิสาหกิจในตลาดทุนยังอาจจะส่งผลกระทบต่อฐานเงินฝากของระบบธนาคารพาณิชย์ เช่นเดียวกับการออกตราสารประเภททุนอื่น ๆ โดยในเบื้องต้น ศูนย์วิจัยกสิกรไทย ประเมินว่า มูลค่าเงินระดมทุนของรัฐวิสาหกิจที่จะแปรรูปในช่วงที่เหลือของปีนี้ อาจจะมีจำนวนไม่เกิน 8 หมื่นล้านบาท หลังจากที่ทางการประสบความสำเร็จในการแปรรูป บริษัท การท่าอากาศยานไทย จำกัด ซึ่งมีมูลค่าเงินระดมทุนประมาณ 2 หมื่นล้านบาทไปแล้วในช่วงไตรมาส 1/2547 อย่างไรก็ตาม จำนวนรัฐวิสาหกิจที่จะแปรรูป รวมถึงขนาดของเงินระดมทุน ที่เป็นอีกปัจจัยดูดซับสภาพคล่องนั้น จะยังคงต้องรอความชัดเจนของนโยบายจากทางการ หลังจากที่มีกระแสการคัดค้านการแปรรูปรัฐวิสาหกิจอย่างต่อเนื่องมาตั้งแต่ช่วงต้นปีที่ผ่านมา

– การปรับโครงสร้างหนี้ภาคประชาชน แผนที่ทางการกำหนดจะให้มีการปรับโครงสร้างหนี้ภาคประชาชน โดยเริ่มต้นจากในส่วนที่เป็นหนี้นอกระบบจำนวนประมาณ 1 แสนล้านบาท หรือประมาณ 20% ของหนี้ทั้งหมดที่ประชาชนมาลงทะเบียนไว้ ให้มีความคืบหน้าและแล้วเสร็จได้ภายในเดือนสิงหาคมปีนี้นั้น อาจจะเป็นปัจจัยสำคัญอีกประการหนึ่ง ที่ดึงเอาสภาพคล่องออกไปจากระบบธนาคารพาณิชย์ โดยเฉพาะจากธนาคารรัฐ และธนาคารเฉพาะกิจของรัฐ

ในขณะที่ ปัจจัยเพิ่มสภาพคล่อง ได้แก่:-

– การเกินดุลบัญชีเดินสะพัด ซึ่งก็คือสภาพคล่องที่เพิ่มเข้าสู่ระบบจากการค้าระหว่างประเทศ ทั้งนี้ แนวโน้มของเศรษฐกิจไทยที่อาจจะมีอัตราการเติบโตต่ำกว่าคาดนั้น อาจจะส่งผลให้การขยายตัวของการนำเข้าในช่วงที่เหลือของปี ลดความร้อนแรงลงจากที่เห็นในช่วงไตรมาสแรก ทำให้ฐานะดุลบัญชีเดินสะพัดของไทยในปี 2547 อาจจะปรับลดจากปีก่อนหน้าไม่มาก ซึ่งก็จะเป็นปัจจัยที่ช่วยเพิ่มปริมาณสภาพคล่องของระบบธนาคารพาณิชย์ ทั้งนี้ ศูนย์วิจัยกสิกรไทย ประเมินว่า ดุลบัญชีเดินสะพัดของไทยอาจจะมียอดการเกินดุลอยู่ที่ประมาณ 6.7 พันล้านดอลลาร์สหรัฐฯ ในปี 2547 (หรือ 4.1% ของ GDP ในกรณีพื้นฐาน) หรือเพิ่มขึ้นอีกประมาณ 4.5 พันล้านดอลลาร์สหรัฐฯ ในช่วงที่เหลือของปีนี้ หลังจากที่มียอดเกินดุลไปแล้วประมาณ 2.2 พันล้านดอลลาร์สหรัฐฯ ในช่วงไตรมาส 1/2547

– การครบกำหนดของตราสารหนี้ ซึ่งจะกลับมาเป็นสภาพคล่องที่ระบบแบงก์พาณิชย์ ทั้งนี้ จากข้อมูลเบื้องต้นที่ประมาณไว้ในช่วงต้นปีของ KBANK การครบกำหนดของตราสารหนี้ ซึ่งครอบคลุมถึง ตั๋วเงินคลัง พันธบัตรรัฐบาล พันธบัตรองค์กรภาครัฐ พันธบัตรเพื่อชดเชยความเสียหายของ FIDF พันธบัตรรัฐวิสาหกิจ และหุ้นกู้ภาคเอกชน อาจมีจำนวนรวมกันประมาณ 6.9 แสนล้านบาทในปี 2547

ดังนั้น เมื่อพิจารณาปัจจัยต่าง ๆ ในข้างต้น ทั้งปัจจัยดูดซับและปัจจัยช่วยเพิ่มสภาพคล่อง แล้ว ศูนย์วิจัยกสิกรไทย ประเมินว่า ผลสุทธิจากปัจจัยดังกล่าวข้างต้น อาจทำให้สภาพคล่องส่วนเกินของระบบธนาคารพาณิชย์มีจำนวนลดลงในเบื้องต้นประมาณ 3.8-4.4 แสนล้านบาทในปี 2547 โดยสภาพคล่องส่วนเกินอาจจะอยู่ที่ประมาณ 6.8-7.4 แสนล้านบาท ณ ปลายปี 2547 เมื่อเทียบกับที่อยู่ที่ประมาณ 1.1 ล้านล้านบาท ณ ปลายปี 2546 ในขณะที่ปริมาณสภาพคล่องที่เหลือดังกล่าว ยังคงเป็นระดับที่ค่อนข้างสูง และน่าจะมากพอสำหรับรองรับกิจกรรมทางเศรษฐกิจต่าง ๆ ได้

โดยสรุปแล้ว ศูนย์วิจัยกสิกรไทย ได้ปรับลดประมาณการเศรษฐกิจไทยในปี 2547 นี้ลงเป็น 6.5% จากประมาณการเดิมที่ 7.2% อันเป็นผลสืบเนื่องมาจากปัจจัยลบต่าง ๆ ทั้งในและนอกประเทศ ในขณะที่ถ้าหากสถานการณ์ราคาน้ำมันและปัจจัยเสี่ยงต่าง ๆ เลวร้ายกว่าที่คาดไว้ อัตราการขยายตัวของเศรษฐกิจไทยก็อาจจะลดเหลือเพียง 5.5% ทั้งนี้ คาดว่า การชะลอตัวของเศรษฐกิจไทยจะเห็นได้ชัดมากขึ้นในช่วงครึ่งหลังของปี ในขณะที่ตัวเลขการขยายตัวของ GDP ในสองไตรมาสแรก ยังคงน่าที่จะอยู่ในระดับประมาณ 7.0% (โดยการขยายตัวในไตรมาสแรกนั้น ได้รับแรงหนุนจากการส่งออก แม้ว่าจะมีการแพร่ระบาดของโรคไข้หวัดนก ในขณะที่อัตราการขยายตัวในไตรมาสที่สอง น่าที่จะได้รับแรงหนุนจากการเปรียบเทียบกับฐานที่ต่ำในปีก่อนหน้าที่ถูกกระทบจากการแพร่ระบาดของโรค SARS)

สำหรับแนวโน้มทิศทางอัตราดอกเบี้ยของไทยในช่วงที่เหลือของปี 2547 นั้น เมื่อพิจารณาภาพรวมแนวโน้มสภาพคล่องส่วนเกินในระบบ ศูนย์วิจัยกสิกรไทย มองว่า ปริมาณสภาพคล่องดังกล่าว จะยังคงมีอยู่ในปริมาณที่มากพอสำหรับรองรับกิจกรรมทางเศรษฐกิจในปี 2547 นี้ โดยเฉพาะอย่างยิ่ง หากการระบายสภาพคล่องผ่านช่องทางการขยายสินเชื่อที่ธนาคารพาณิชย์กระทำได้น้อยลง จากการที่เศรษฐกิจไม่ได้ร้อนแรงอย่างที่คาดหวังกันเอาไว้

ดังนั้น ศูนย์วิจัยกสิกรไทย มองว่าโอกาสหรือความจำเป็นที่ธนาคารพาณิชย์จะต้องพิจารณาปรับเพิ่มอัตราดอกเบี้ยของตนเพื่อระดมเงินทุนสำหรับดำเนินธุรกิจ คงจะมีค่อนข้างน้อยในปี 2547 นี้ ในขณะที่ความเป็นไปได้ที่จะมีการปรับเพิ่มอัตราดอกเบี้ยในปี 2547 นั้น น่าจะเป็นการปรับเพิ่มอัตราดอกเบี้ยในบางประเภท และเป็นไปเพื่อการบริหารสมดุลโครงสร้างสินทรัพย์และหนี้สินของธนาคารพาณิชย์บางแห่ง ที่มีฐานะสภาพคล่องค่อนข้างตึงตัวในช่วงที่ผ่านมาเท่านั้น (ทั้งนี้ หากพิจารณายอดคงค้างสินเชื่อและเงินฝากแยกตามกลุ่มธนาคาร จะพบว่า ในช่วงไตรมาส 1/2547 ที่ผ่านมา กลุ่มธนาคารพาณิชย์เอกชนขนาดใหญ่ยังคงมีปริมาณสภาพคล่องเหลืออยู่ค่อนข้างมาก ในขณะที่ กลุ่มธนาคารพาณิชย์รัฐ และกลุ่มธนาคารพาณิชย์ลูกครึ่ง มีภาวะสภาพคล่องที่ค่อนข้างตึงตัว)

ส่วนแนวโน้มอัตราดอกเบี้ยนโยบายของทางการนั้น ศูนย์วิจัยกสิกรไทย เห็นว่า การดำเนินนโยบายในช่วงต่อไปของทางการคงจะมีความยากลำบากมากขึ้น เนื่องจากภายใต้แรงกดดันทางด้านราคาที่เริ่มก่อตัวเพิ่มมากขึ้น หลังการขยับขึ้นอย่างต่อเนื่องของระดับราคาน้ำมันในตลาดโลก รวมทั้งแนวโน้มการปรับขึ้นของอัตราดอกเบี้ยในต่างประเทศ ซึ่งอาจทำให้ทางการไทยจำเป็นต้องพิจารณาดำเนินนโยบายการเงินที่มีความเข้มงวดมากขึ้น เพื่อรักษาสมดุลของกระแสเงินทุนเคลื่อนย้ายระหว่างประเทศ รวมทั้งเพื่อรักษาเสถียรภาพของค่าเงินบาท

อย่างไรก็ตาม จังหวะเวลาของการปรับเปลี่ยนนโยบายดังกล่าว นับว่ามีความสำคัญเป็นอย่างยิ่ง เนื่องจากการปรับขึ้นอัตราดอกเบี้ยที่เร็วกว่าที่ควรจะเป็น อาจนำไปสู่ภาวะชะงักงันของการขยายตัวของเศรษฐกิจ ทั้งนี้เป็นเพราะภาวะเงินเฟ้อที่เผชิญอยู่ในขณะนี้ เป็นปัญหาจากด้านต้นทุน (cost-push inflation) มิใช่มาจากแรงกดดันจากการใช้จ่ายของประชาชน (demand-pull inflation) ในขณะที่การปรับดอกเบี้ยขึ้นในขณะที่เศรษฐกิจชะลอตัวลงนั้น อาจจะส่งผลในทางลบต่อการใช้จ่าย ทั้งในด้านของการบริโภคและการลงทุน ตลอดจนความสามารถในการชำระหนี้ของทั้งภาคครัวเรือนและภาคธุรกิจ ซึ่งเป็นสิ่งที่ทางการไทย คงจะต้องชั่งน้ำหนักพิจารณาต่อไป