ถุงยางอนามัยไทย : ส่งออกมูลค่ากว่า 2,000 ล้านบาท

ในระหว่างวันที่ 11 -16 กรกฎาคม 2547 มีการประชุมเอดส์นานาชาติ ครั้งที่ 15 ที่ไทยเป็นเจ้าภาพ ซึ่งประเด็นที่ไทยได้รับการคัดเลือกให้เป็นเจ้าภาพในการประชุมครั้งนี้ เนื่องจากโครงการรณรงค์ให้ใช้ถุงยางอนามัยของไทย(Thailand’s 100 Percent Condom Program)ได้รับการยกย่องว่าเป็นโครงการรณรงค์ที่ประสบความสำเร็จมากที่สุดในโลก ซึ่งการรณรงค์ให้มีการใช้ถุงยางอนามัยอย่างได้ผลนี้ทำให้การแพร่ระบาดของโรคเอดส์ในประเทศไทยลดลงอย่างมาก ทำให้ไทยได้รับยกย่องให้เป็นประเทศตัวอย่างว่าถ้ามีการรณรงค์ที่ถูกต้องแล้วปัญหาของโรคเอดส์สามารถบรรเทาความรุนแรงและควบคุมการแพร่ระบาดได้

ปัจจุบันโรงงานผลิตถุงยางอนามัยในประเทศไทยที่ได้รับการส่งเสริมการลงทุนมีอยู่ 5 โรงงานกำลังการผลิตรวมกันประมาณ 1,700 ล้านชิ้นต่อปี คือ บริษัท ไทยนิปปอนรับเบอร์ อินดัสตรี้ จำกัด กำลังการผลิต 50 ล้านชิ้นต่อปี บริษัท ไทยไฮยีนส์โปรดักส์ จำกัดกำลังการผลิต 130 ล้านชิ้นต่อปี บริษัท ลอนดอนรอยัลคอนซูเมอร์ โปรดักส์ จำกัด กำลังการผลิต 235 ล้านชิ้นต่อปี บริษัท ชัวร์เท็ค จำกัด กำลังการผลิต 240 ล้านชิ้น และบริษัท แอนเซล จำกัด กำลังการผลิต 1,000 ล้านชิ้นต่อปี ซึ่งบริษัท แอนเซล จำกัดนี้เพิ่งจะย้ายฐานการผลิตมาจากมาเลเซียในปี 2542 โดยการผลิตถุงยางอนามัยนั้นเป็นการส่งออกร้อยละ 95 ของการผลิตทั้งหมด

ประเด็นที่น่าสนใจในด้านการผลิตคือ ผู้ผลิตถุงยางอนามัยรายใหญ่จากสหรัฐฯประมาณ 4-5 บริษัทเตรียมจะย้ายฐานการผลิตเข้ามาในไทย โดยคาดว่าการลงทุนของบริษัทถุงยางอนามัยที่จะเข้ามาลงทุนใหม่ในประเทศไทยนั้นจะเข้ามาก่อสร้างโรงงานผลิตถุงยางอนามัยขนาดกลางไปจนถึงขนาดใหญ่ โดยมีงบลงทุนโรงงานละประมาณ 100-500 ล้านบาท กำลังการผลิตประมาณ 300 ล้านชิ้นต่อปี ดังนั้นจึงคาดว่าในอนาคตไทยจะก้าวขึ้นเป็นผู้นำทั้งในด้านการผลิตและการส่งออกถุงยางอนามัยแทนประเทศอินเดีย และมาเลเซีย

การผลิตถุงยางอนามัยของไทยมีการกำหนดมาตรฐานผลิตภัณฑ์อุตสาหกรรมตั้งแต่ปี 2529 รวมทั้งมีการปรับปรุงมาตรฐานให้สอดคล้องกับมาตรฐานISO และให้เหมาะสมกับภาวะการณ์ปัจจุบัน โดยมีความเข้มงวดอย่างมากในเรื่องขั้นตอนการผลิต ทำให้ถุงยางอนามัยของไทยเป็นที่ยอมรับของตลาดในต่างประเทศ รวมทั้งในปี 2533 กระทรวงสาธารณสุขกำหนดให้ถุงยางอนามัยเป็นเครื่องมือแพทย์ที่ต้องมีการแจ้งอายุการใช้ในฉลาก ผลของประกาศกระทรวงสาธารณสุขฉบับนี้ ทำให้ถุงยางอนามัยที่วางตลาดอยู่แล้วในท้องตลาดต้องมาจดทะเบียนใหม่ และกิจกรรมทางการตลาดต้องอยู่ในขอบเขตที่เข้มงวดมากขึ้น

แต่นับว่าเป็นการแสดงความคุ้มครองผู้บริโภคให้ได้ใช้ถุงยางอนามัยที่มีประสิทธิภาพและมีความปลอดภัยในการใช้ ถุงยางอนามัยที่ผลิตในประเทศไทยถือว่าได้รับความนิยมและมีมาตรฐานคุณภาพในการผลิตในระดับสากล เนื่องจากประเทศไทยมีการกำหนดให้ถุงยางอนามัยต้องผ่านขั้นตอนการตรวจสอบของคณะกรรมการอาหารและยา ทำให้ตลาดต่างประเทศมีความเชื่อถือในคุณภาพถุงยางอนามัยที่ผลิตในประเทศไทย โดยในปัจจุบันไทยจัดเป็นอันดับ 3 ในการส่งออกถุงยางอนามัย รองลงมาจากอินเดียและมาเลเซีย

ผลกระทบที่คาดว่าจะเกิดขึ้นในอนาคตต่ออุตสาหกรรมถุงยางอนามัยของไทย มีดังนี้

1.กำลังการผลิตถุงยางอนามัยของประเทศไทยจะเพิ่มขึ้นเป็น 2,500-3,000 ล้านชิ้นต่อปีหรือเพิ่มขึ้นเกือบหนึ่งเท่าตัวจากกำลังการผลิตในปัจจุบัน เนื่องจากมีผู้ผลิตถุงยางอนามัยรายใหญ่จากสหรัฐอเมริกาเตรียมย้ายฐานเข้ามาในประเทศไทย โดยส่วนใหญ่นั้นเป็นการย้ายฐานมาจากมาเลเซีย ผลที่ตามมาคือ ปริมาณการใช้ยางเพื่ออุตสาหกรรมการผลิตถุงยางอนามัยเพิ่มขึ้นอย่างก้าวกระโดด หลังจากที่มีการเพิ่มขึ้นอย่างต่อเนื่องตั้งแต่ปี 2535 เนื่องจากการส่งออกเพิ่มขึ้น

2.ประเทศไทยจะก้าวขึ้นเป็นผู้ผลิตถุงยางอนามัยมากเป็นอันดับหนึ่งของโลกแทนที่อินเดีย และมาเลเซีย เนื่องจากมาเลเซียซึ่งเป็นคู่แข่งสำคัญมีนโยบายลดพื้นที่การปลูกยางพาราและหันไปปลูกปาล์มน้ำมันทดแทน ดังนั้นไทยจึงจะเป็นแหล่งผลิตยางธรรมชาติที่ใหญ่ที่สุดในโลก ค่ายยักษ์ใหญ่ที่ผลิตผลิตภัณฑ์ยางจึงจะย้ายฐานการผลิตถุงยางอนามัยจากมาเลเซียมายังไทย

การส่งออกถุงยางอนามัยในช่วง 5 เดือนแรกของปี 2547 เท่ากับ 1,742 ตัน(ถุงยาง 1 กิโลกรัมมีจำนวนประมาณ 720 ชิ้น) มูลค่า 628.20 ล้านบาท เมื่อเทียบกับช่วงเดียวกันของปีก่อนแล้วทั้งปริมาณและมูลค่าลดลงร้อยละ 2.0 และร้อยละ 1.4 ตามลำดับ ทั้งนี้เนื่องจากในปี 2546 นั้นประเทศผู้นำเข้าถุงยางอนามัยรายสำคัญมีการนำเข้าถุงยางอนามัยเป็นจำนวนมาก อันเป็นผลมาจากการคาดการณ์ว่าราคาถุงยางอนามัยมีแนวโน้มสูงขึ้น จากการที่ราคายางอันเป็นต้นทุนการผลิตที่สำคัญมีแนวโน้มเพิ่มขึ้นอย่างต่อเนื่อง

การส่งออกถุงยางอนามัยในปี 2546 เท่ากับ 4,424 ตันมูลค่า 2,121 ล้านบาท ทั้งปริมาณส่งออกเพิ่มขึ้นร้อยละ 30.1 และร้อยละ 72.3 ตามลำดับเมื่อเทียบกับปี 2545 ตลาดหลักในการส่งออก คือ สหรัฐฯโดยมีสัดส่วนตลาดร้อยละ 26.7 ของมูลค่าการส่งออกทั้งหมด รองลงมาได้แก่ อังกฤษร้อยละ 10.2 ไนจีเรียร้อยละ 6.8 รัสเซียร้อยละ 6.0 และพม่าร้อยละ 4.1 คาดว่าอนาคตการส่งออกถุงยางอนามัยยังคงขยายตัวอย่างต่อเนื่องจากปัจจัยสนับสนุนการย้ายฐานการผลิตของบรรดาผู้ผลิตถุงยางอนามัยรายใหญ่มาจากมาเลเซีย นอกจากนี้ผู้ผลิตถุงยางอนามัยของไทยยังมีการพัฒนาในเรื่องการเจาะขยายตลาด ตลอดจนการวิจัยและพัฒนาผลิตภัณฑ์ให้ทันกับการเปลี่ยนแปลงรสนิยมของผู้บริโภค

อนาคตการส่งออกถุงยางอนามัยของไทยนับว่าแจ่มใสมาก เนื่องจากไทยมีข้อได้เปรียบในแง่ที่เป็นประเทศที่มีการผลิตยางซึ่งเป็นวัตถุดิบสำคัญในการผลิตถุงยางอนามัยมากที่สุดในโลก ทำให้ไทยเป็นประเทศเป้าหมายในการเข้ามาตั้งโรงงานผลิตถุงยางอนามัยเพื่อการส่งออกไปป้อนตลาดทั่วโลก นอกจากนี้ยังมีหลายประเทศที่ต้องพึ่งการนำเข้าถุงยางอนามัย เนื่องจากยังไม่สามารถผลิตถุงยางอนามัยได้เพียงพอกับความต้องการในประเทศที่มีแนวโน้มเพิ่มขึ้นอย่างต่อเนื่อง อันเป็นผลมาจากการรณรงค์ให้มีการใช้ถุงยางอนามัยในการป้องกันโรคเอดส์และโรคเกี่ยวกับเพศสัมพันธ์ ซึ่งตลาดใหม่ๆที่มีแนวโน้มนำเข้าถุงยางอนามัยจากไทยเพิ่มขึ้นคือตลาดในประเทศเพื่อนบ้าน และประเทศต่างๆในแอฟริกา

อย่างไรก็ตามประเด็นที่ไม่ควรมองข้ามสำหรับอุตสาหกรรมถุงยางอนามัยในประเทศไทยคือ ไทยยังมีการนำเข้าถุงยางอนามัยเพิ่มขึ้น กล่าวคือในช่วง 5 เดือนแรกของปี 2547 ปริมาณการนำเข้าเท่ากับ 89 ตัน มูลค่า 35.98 ล้านบาท เมื่อเทียบกับช่วงเดียวกันของปีก่อนหน้าแล้วทั้งปริมาณและมูลค่าเพิ่มขึ้นร้อยละ 1,255.5 และร้อยละ 315.8 ตามลำดับ คาดว่าการนำเข้าถุงอนามัยในปี 2547 จะสูงเกือบ 90 ล้านบาท เมื่อเทียบกับในปี 2546 แล้วเพิ่มขึ้นร้อยละ 260 โดยแหล่งนำเข้าสำคัญคือ สหรัฐฯซึ่งมีสัดส่วนร้อยละ 70.5 ของมูลค่าการนำเข้าทั้งหมด รองลงมาคือ ญี่ปุ่นร้อยละ 11.3 และจีนร้อยละ 11.1 ตามลำดับ

แม้ว่าเมื่อเปรียบเทียบปริมาณและมูลค่าการนำเข้าแล้วยังต่ำกว่าปริมาณและมูลค่าการส่งออกอยู่มาก แต่บรรดาผู้ประกอบการในธุรกิจถุงยางอนามัยคงต้องมีการติดตามพฤติกรรมของคนไทยที่เป็นลูกค้าของถุงยางอนามัยที่นำเข้า ทั้งนี้เพื่อการพัฒนาสินค้าให้สอดคล้องกับความต้องการของลูกค้าในกลุ่มนี้ด้วย ซึ่งจะส่งผลให้การนำเข้าถุงยางอนามัยลดลงในอนาคต

ในช่วงการประชุมเอดส์นานาชาติ ครั้งที่ 15 นับว่าเป็นการแผยแพร่ชื่อเสียงของไทยทั้งในด้านความสำเร็จในการรณรงค์ป้องกันโรคเอดส์ ซึ่งไทยน่าจะถือโอกาสนี้ในการสร้างชื่อในฐานะที่เป็นแหล่งผลิตถุงยางอนามัยที่สำคัญแหล่งหนึ่งของโลก ผลต่อเนื่องที่ได้รับคือ ยอดการส่งออกถุงยางอนามัยของไทยจะมีแนวโน้มเพิ่มขึ้น