โดยภาพรวมทั้งการผลิตและการส่งออกสินค้าเกษตรและอุตสาหกรรมเกษตรในปี 2547 มีแนวโน้มชะลอตัวเมื่อเทียบกับในปี 2546 สินค้าเกษตรที่อยู่ในภาวะค่อนข้างเสี่ยงคือสินค้าในหมวดปศุสัตว์และหมวดประมง กล่าวคือ การส่งออกไก่และผลิตภัณฑ์อันเป็นผลมาจากการแพร่ระบาดของโรคไข้หวัดนกทั้งในช่วงต้นปีและในช่วงกลางปี ซึ่งส่งผลให้ประเทศผู้นำเข้าหันไปนำเข้าเฉพาะไก่แปรรูปเท่านั้น ส่วนการส่งออกกุ้งและผลิตภัณฑ์นั้นยังต้องรอคำตัดสินในวันที่ 28 กรกฎาคม 2547 นี้ว่าสหรัฐฯจะประกาศเก็บภาษีตอบโต้การทุ่มตลาดสำหรับผลิตภัณฑ์กุ้งจากไทยในอัตราเท่าใด ซึ่งจะเป็นตัวชี้ความได้เปรียบเสียเปรียบในการแข่งขันในการส่งออกผลิตภัณฑ์กุ้งในตลาดสหรัฐฯ
ส่วนสินค้ากสิกรรมและสินค้าอุตสาหกรรมเกษตรนั้นมูลค่าการส่งออกยังคงอยู่ในเกณฑ์ดี กล่าวคือ สินค้ากสิกรรมที่การส่งออกมีแนวโน้มดีคือ ข้าวหอมมะลิ ยางพารา ผลิตภัณฑ์มันสำปะหลัง โดยเฉพาะมันเส้นและแป้งมันสำปะหลัง ผักผลไม้สดแช่เย็นแช่แข็งและอบแห้ง และเครื่องเทศและสมุนไพร ส่วนสินค้าอุตสาหกรรมเกษตรที่คาดว่ามีแนวโน้มส่งออกดีคือ อาหารทะเลกระป๋องและแปรรูป ผลิตภัณฑ์ผักและผลไม้ อาหารสัตว์เลี้ยง สิ่งปรุงรสอาหาร และผลิตภัณฑ์ข้าว ซึ่งสินค้าเหล่านี้นอกจากได้รับอานิสงส์จากนโยบายผลักดันการส่งออกของรัฐบาลแล้ว ยังมีปัจจัยหนุนจากปัจจัยเอื้ออำนวยของตลาดต่างประเทศ เนื่องจากความต้องการสินค้าเกษตรในตลาดโลกเพิ่มขึ้น จากปัญหาธรรมชาติไม่เอื้ออำนวยต่อการผลิตสินค้าเกษตร ทำให้หลายประเทศต้องนำเข้าสินค้าเกษตรเพิ่มขึ้น
การส่งออก 5 เดือนแรกปี’47…สินค้ากสิกรรมเป็นดาวเด่น
ในช่วง 5 เดือนแรกของปี 2547 มูลค่าการส่งออกสินค้าเกษตรและอุตสาหกรรมเกษตรเท่ากับ 6,510.8 ล้านดอลลาร์สหรัฐฯ เมื่อเทียบกับช่วงเดียวกันในปี 2546 แล้วเพิ่มขึ้นร้อยละ 11.9 โดยแยกพิจารณาได้ดังนี้
– สินค้าเกษตร
ในช่วง 5 เดือนแรกปี 2547 มูลค่าการส่งออกสินค้าเกษตรเท่ากับ 3,996.5 ล้านดอลลาร์สหรัฐฯ เมื่อเทียบกับช่วงเดียวกันในปี 2546 แล้วเพิ่มขึ้นร้อยละ 18.1 โดยแยกเป็นสินค้ากสิกรรม มูลค่าการส่งออก 3,085.5 ล้านดอลลาร์สหรัฐฯ หรือเพิ่มขึ้นร้อยละ 34.4 เนื่องจากราคาส่งออกเพิ่มขึ้นตามราคาสินค้าเกษตรในตลาดโลก โดยมูลค่าการส่งออกสินค้ากสิกรรมสำคัญในช่วง 5 เดือนแรกปี 2547 เพิ่มขึ้นเป็นส่วนใหญ่ ซึ่งสินค้ากสิกรรมที่มีอัตราการขยายตัวของการส่งออกสูงกว่าร้อยละ 20 ได้แก่ ข้าว ยางพารา ผลิตภัณฑ์มันสำปะหลัง ผักสดแช่เย็นแช่แข็งและแห้ง ผลไม้สดแช่เย็นแช่แข็ง กาแฟ และใบยาสูบ
ส่วนสินค้าประมง ในช่วง 5 เดือนแรกของปี 2547 มีมูลค่าการส่งออก 692.6 ล้านดอลลาร์สหรัฐฯ เมื่อเทียบกับช่วงเดียวกันของปี 2546 แล้วลดลงร้อยละ 0.5 ทั้งนี้เนื่องจากมีปัญหาในเรื่องภาษีตอบโต้การทุ่มตลาดผลิตภัณฑ์กุ้งไทยของสหรัฐฯที่จะประกาศในวันที่ 28 กรกฎาคม 2547 ซึ่งประเทศที่สหรัฐฯประกาศว่ามีการทุ่มตลาดและถูกเรียกเก็บภาษีตอบโต้การทุ่มตลาดจะถูกเรียกเก็บภาษีย้อนหลัง 90 วันนับจากวันที่ประกาศ ทำให้มีการเร่งส่งออกกุ้งไปยังตลาดสหรัฐฯในช่วงไตรมาสแรกของปี 2547 แต่ในช่วงไตรมาสที่สองการส่งออกมีแนวโน้มชะลอตัวอย่างต่อเนื่อง
ส่วนสินค้าผลิตภัณฑ์ปศุสัตว์ ในช่วง 5 เดือนแรกของปี 2547 การส่งออกผลิตภัณฑ์ปศุสัตว์มีมูลค่า 218.4 ล้านดอลลาร์สหรัฐฯ เมื่อเทียบกับช่วงเดียวกันของปี 2546 แล้วลดลงร้อยละ 44.3 เนื่องจากปัญหาการแพร่ระบาดของโรคไข้หวัดนก ทำให้ปริมาณการผลิตไก่เนื้อและไข่ไก่ลดลง และจากความไม่แน่นอนของสถานการณ์การแพร่ระบาดทำให้ประเทศผู้นำเข้าชะลอการนำเข้าไก่และผลิตภัณฑ์ในช่วงไตรมาสแรก แต่หลังจากนั้นจึงมีการประกาศห้ามนำเข้าเฉพาะไก่สดแช่เย็นแช่แข็งจนกว่าไทยจะได้รับการรับรองว่าเป็นเขตปลอดการแพร่ระบาดของไข้หวัดนก ส่วนปริมาณการส่งออกไข่ไก่ก็ลดลง เนื่องจากโดยปกติการส่งออกไข่ไก่นั้นจะเป็นการระบายไข่ไก่ส่วนเกินจากในประเทศ นอกจากนี้การส่งออกผลิตภัณฑ์สุกรก็มีแนวโน้มลดลงด้วย เนื่องจากคนไทยหันมาบริโภคเนื้อสุกรทดแทนเนื้อไก่ และปริมาณการเลี้ยงสุกรที่ลดลงอันเป็นผลจากราคาวัตถุดิบอาหารสัตว์ที่อยู่ในเกณฑ์สูง ทำให้ผู้เลี้ยงรายย่อยเลิกกิจการไปหลายราย
– สินค้าอุตสาหกรรมเกษตร
ในช่วง 5 เดือนแรกของปี 2547 การส่งออกสินค้าอุตสาหกรรมเกษตรมีมูลค่า 2,514.3 ล้านดอลลาร์สหรัฐฯ เมื่อเทียบกับช่วงเดียวกันของปี 2546 แล้วเพิ่มขึ้นร้อยละ 3.3 แม้ว่าการส่งออกเพิ่มขึ้นทั้งในด้านปริมาณและมูลค่า แต่อัตราการเพิ่มขึ้นของราคาส่งออกนั้นอยู่ในเกณฑ์ที่สูงกว่าการเพิ่มขึ้นของปริมาณการส่งออก อันเป็นผลมาจากราคาในตลาดโลกที่อยู่ในเกณฑ์สูง สินค้าอุตสาหกรรมเกษตรที่มีอัตราการขยายตัวของมูลค่าการส่งออกที่อยู่ในเกณฑ์สูง คือ ผลิตภัณฑ์ยาง สิ่งปรุงรสอาหาร นมและผลิตภัณฑ์ ผลิตภัณฑ์ข้าว ไขมันและน้ำมันจากพืช และซุปและอาหารปรุงแต่ง
ส่วนสินค้าอุตสาหกรรมเกษตรที่มีอัตราการขยายตัวชะลอตัวลงคือ อาหารทะเลกระป๋องและแปรรูป อย่างไรก็ตามคาดว่ามูลค่าการส่งออกอาหารทะเลกระป๋องและแปรรูปโดยเฉพาะปลาทูน่ากระป๋องและแปรรูปจะเริ่มกระเตื้องขึ้นในช่วงครึ่งปีหลัง เนื่องจากมีการคาดกันว่าราคาปลาทูน่าจะลดลงมาต่ำกว่า 700 ดอลลาร์สหรัฐฯต่อตัน จากที่เคยเพิ่มขึ้นไปสูงถึง 950-1,000 ดอลลาร์สหรัฐฯต่อตันในเดือนมิถุนายน 2546 อันเป็นผลมาจากการเข้าสู่ฤดูการจับปลาทูน่าในมหาสมุทรอินเดีย ซึ่งจะส่งผลทำให้ราคาปลาทูน่ากระป๋องมีแนวโน้มลดลง ทำให้ยอดขายปลาทูน่ากระป๋องกระเตื้องขึ้น นอกจากนี้ราคาปลาทูน่าของไทยเริ่มต่ำกว่าประเทศคู่แข่ง ดังนั้นคำสั่งซื้อน่าจะกลับมาที่ผู้ส่งออกปลาทูน่ากระป๋องและแปรรูปของไทยในช่วงครึ่งปีหลังปี 2547
คาดการณ์ส่งออกปี’47…มูลค่า 15,800 ล้านดอลลาร์สหรัฐฯ
บริษัท ศูนย์วิจัยกสิกรไทย จำกัด คาดว่ามูลค่าการส่งออกสินค้าเกษตรและอุตสาหกรรมเกษตรในปี 2547 เท่ากับ 15,800 ล้านดอลลาร์สหรัฐฯ เมื่อเทียบกับในปี 2546 ที่มีมูลค่าส่งออก 14,776 ล้านดอลลาร์สหรัฐฯแล้วเพิ่มขึ้นร้อยละ 6.9 เนื่องจากความต้องการสินค้าเกษตรที่สำคัญหลายสินค้าในตลาดโลกในปีนี้เพิ่มขึ้น อย่างไรก็ตามประเด็นที่ไม่ควรมองข้ามก็คืออัตราการขยายตัวของมูลค่าการส่งออกในปี 2547 นั้นมีแนวโน้มชะลอตัว เนื่องจากมูลค่าการส่งออกสินค้าเกษตรและอุตสาหกรรมเกษตรในปี 2546 นั้นนับว่าสูงเป็นประวัติการณ์ในช่วงสองทศวรรษที่ผ่านมา กล่าวคืออัตราการขยายตัวของมูลค่าการส่งออกสินค้าเกษตรและอุตสาหกรรมเกษตรในปี 2546 นั้นสูงถึงร้อยละ 20.6 โดยแยกพิจารณาได้ดังนี้
1.การส่งออกสินค้าเกษตร คาดว่าในปี 2547 มูลค่าการส่งออกสินค้าเกษตรเท่ากับ 9,600 ล้านดอลลาร์สหรัฐฯ เมื่อเทียบกับในปี 2546 เพิ่มขึ้นร้อยละ 8.8 ประเด็นสำคัญที่ทำให้การส่งออกสินค้าเกษตรในปี 2547 ขยายตัวแม้ว่าจะมีอัตราชะลอตัวลงเมื่อเทียบกับอัตราการขยายตัวในปี 2546 ก็ตาม คือ การขยายตัวอย่างต่อเนื่องของการส่งออกสินค้ากสิกรรม ในขณะที่การส่งออกทั้งสินค้าประมงและปศุสัตว์มีแนวโน้มลดลงอย่างชัดเจน โดยแยกเป็น
-สินค้ากสิกรรม ในปี 2547 คาดว่ามูลค่าการส่งออกสินค้ากสิกรรมเท่ากับ 7,200 ล้านดอลลาร์สหรัฐฯ เทียบกับปี 2546 แล้วเพิ่มขึ้นร้อยละ 21.0 โดยสินค้ากสิกรรมที่การส่งออกมีแนวโน้มดีคือ ข้าวหอมมะลิ ข้าวเหนียว ยางพารา ผลิตภัณฑ์มันเส้น และแป้งมันสำปะหลัง ผักผลไม้สด แช่เย็นแช่แข็งและอบแห้ง แนวนโยบายของรัฐบาลที่ช่วยผลักดันการส่งออกสินค้ากสิกรรมที่เด่นชัด คือ กลยุทธ์การทำตลาดเชิงรุก โดยการดำเนินนโยบายเจาะขยายตลาดที่แตกต่างกันตามลักษณะของตลาดส่งออก นโยบายนี้ส่งผลให้มูลค่าการส่งออกสินค้ากสิกรรมพุ่งสูงขึ้นเป็นประวัติการณ์ตั้งแต่ปี 2546 นอกจากนี้นโยบายรัฐบาลที่จะมีผลต่อการส่งออกสินค้ากสิกรรมในอนาคตคือ การคัดเกรดของสินค้าเกษตร ทั้งนี้เพื่อให้เกษตรกรสามารถจำหน่ายสินค้าได้ในราคาที่สูงขึ้นกว่าการจำหน่ายแบบคละเกรด นอกจากนี้ยังจะเป็นแรงจูงใจสำคัญให้เกษตรกรหันมาปรับปรุงคุณภาพของสินค้า อีกทั้งยังจะช่วยสร้างรายได้ให้กับเกษตรกรอย่างเป็นกอบเป็นกำมากขึ้น
-สินค้าผลิตภัณฑ์ปศุสัตว์ คาดว่ามูลค่าส่งออกในปี 2547 เท่ากับ 700 ล้านดอลลาร์สหรัฐฯเมื่อเทียบกับในปี 2546 ลดลงร้อยละ 36.6 เนื่องจากปัญหาการแพร่ระบาดไข้หวัดนกในช่วงไตรมาสแรกปี 2547 และปัญหาการแพร่ระบาดไข้หวัดนกรอบใหม่ในช่วงกลางปี 2547 ในส่วนของไก่แปรรูปประเทศผู้นำเข้ายังคงสั่งนำเข้าตามปกติ มีเพียงไก่สดแช่เย็นแช่แข็งที่เดิมอียูและญี่ปุ่นคาดว่าจะนำเข้าเลื่อนเป็นกลางเดือนธันวาคม 2547 และล่าสุดมีข่าวว่าอาจจะเลื่อนออกไปอีก ซึ่งคงต้องติดตามกันต่อไป อย่างไรก็ดีในส่วนของไก่แปรรูปที่ประเทศผู้นำเข้ายังมีความต้องการอยู่นั้น ประเทศไทยยังไม่สามารถส่งออกให้ได้เต็มที่ตามความต้องการของผู้ซื้อ เนื่องจากว่าโรงงานผลิตไก่ปรุงสุกของไทยจำนวนหนึ่งยังไม่ได้รับการรับรองมาตรฐานจากทางการของประเทศผู้นำเข้า เนื่องจากโรงงานเหล่านี้บางแห่งเป็นโรงงานสร้างใหม่ และบางแห่งเป็นการปรับปรุงเพื่อผลิตไก่ปรุงสุกโดยเฉพาะหลังจากที่ประเทศนำเข้าผลิตภัณฑ์ไก่ระงับนำเข้าไก่สดแช่เย็นแช่แข็ง ดังนั้นจึงต้องรอให้ประเทศผู้นำเข้ามาตรวจรับรองมาตรฐานเสียก่อนจึงจะส่งออกได้
-สินค้าผลิตภัณฑ์ประมง คาดว่ามูลค่าการส่งออกในปี 2547 เท่ากับ 1,700 ล้านดอลลาร์สหรัฐฯเมื่อเทียบกับในปี 2546 แล้วลดลงร้อยละ 4.0 ทั้งนี้เนื่องจากปัญหาจากการที่สหรัฐฯซึ่งเป็นตลาดส่งออกผลิตภัณฑ์กุ้งที่สำคัญของไทยเปิดการไต่สวนการทุ่มตลาดกุ้ง รวมทั้งปัญหาราคากุ้งตกต่ำอย่างต่อเนื่อง ทำให้เกษตรกรผู้เลี้ยงกุ้งไม่ขยายการเลี้ยงกุ้งมากนัก อย่างไรก็ตามผู้ประกอบการในธุรกิจกุ้งเชื่อว่าการตัดสินของสหรัฐฯน่าจะเป็นไปในทิศทางที่ดีกับธุรกิจกุ้งของไทย แม้ว่าจะมีการเรียกเก็บภาษีนำเข้ากุ้งจากไทยเพิ่ม แต่น่าจะไม่เกินร้อยละ 10 ในขณะที่ผลการตัดสินในกรณีกุ้งส่งออกของจีนและเวียดนามได้ประกาศออกมาอย่างเป็นทางการแล้ว โดยจีนถูกเรียกเก็บภาษีเพิ่มขึ้นระหว่างร้อยละ 7.67-112.81 และเวียดนามถูกเรียกเก็บภาษีขึ้นระ หว่างร้อยละ 12.11-93.13 อย่างไรก็ตามผู้ส่งออกกุ้งไทยยังคงวิตกว่าสหรัฐฯจะนำเรื่องราคากุ้งของไทยที่ขายในสหรัฐฯไปเปรียบเทียบกับราคากุ้งที่ขายในญี่ปุ่นมาเป็นข้อพิจารณาในการกำหนดภาษีนำเข้ากุ้งจากไทยด้วย ทั้งที่ราคาที่ซื้อขายแตกต่างกันมาก เนื่องจากเป็นกุ้งคนละขนาดกัน โดยกุ้งที่ส่งออกไปสหรัฐฯจะมีขนาด 50-80 ตัว/กิโลกรัม ในขณะที่กุ้งที่ส่งออกไปญี่ปุ่นจะมีขนาด 30-40 ตัว/กิโลกรัม
2.การส่งออกสินค้าอุตสาหกรรมเกษตร คาดว่าในปี 2547 มูลค่าการส่งออกสินค้าอุตสาหกรรมเกษตรเท่ากับ 6,200 ล้านดอลลาร์สหรัฐฯเพิ่มขึ้นร้อยละ 4.2 โดยสินค้าอุตสาหกรรมเกษตรที่คาดว่ามีแนวโน้มส่งออกที่ดีขึ้นคือ อาหารทะเลกระป๋องและแปรรูป ผลิตภัณฑ์ผักและผลไม้ อาหารสัตว์เลี้ยง และผลิตภัณฑ์ข้าว นอกจากนี้การส่งออกสินค้าอุตสาหกรรมเกษตรจะเป็นตัวชูโรงที่รัฐบาลจะใช้เป็นฐานในการส่งออกสินค้าหนึ่งตำบลหนึ่งผลิตภัณฑ์ ดังนั้นการส่งออกสินค้าอุตสาหกรรมเกษตรของไทยจะมีความหลากหลายมากยิ่งขึ้น
ปัจจัยพึงระวัง…เตรียมรับสถานการณ์อาจพลิกผัน
ปัจจัยสำคัญที่จะมีส่วนทำให้สถานการณ์การค้าทั้งสินค้าเกษตรและอุตสาหกรรมเกษตรพลิกผันได้ หรือเป็นปัจจัยที่ชี้ชะตากรรมของเกษตรกรไทย มีดังนี้
1.ความผันผวนของราคาสินค้าเกษตร ในช่วงไตรมาสแรกของปี 2547 ราคาสินค้าเกษตรในทุกระดับตลาด ตั้งแต่ราคาเกษตรกรขายได้ ราคาขายส่ง และราคาส่งออกยังคงอยู่ในเกณฑ์สูง เนื่องจากความต้องการนำเข้าสินค้าเกษตรสำคัญหลายประเภทในตลาดโลกยังคงอยู่ในระดับสูงต่อเนื่องมาจากปี 2546 โดยเฉพาะข้าว ยางพารา ผลิตภัณฑ์มันสำปะหลัง(มันเส้นและแป้งมัน) และข้าวโพดเลี้ยงสัตว์ อันเนื่องจากประเทศผู้ผลิตสินค้าเกษตรหลายประเทศประสบปัญหาภัยธรรมชาติและภาวะอากาศที่ไม่เอื้ออำนวย ทำให้ปริมาณการผลิตสินค้าเกษตรลดลง ซึ่งประเทศเหล่านี้ต้องหันมานำเข้าสินค้าเกษตรเพื่อให้มีปริมาณสินค้าเกษตรเพียงพอกับความต้องการในประเทศ ในขณะที่ภาวะเศรษฐกิจของประเทศผู้นำเข้าสินค้าเกษตรหลายประเทศฟื้นตัว ส่งผลให้ความต้องการสินค้าเกษตรเพิ่มขึ้นด้วย
ส่วนราคาผลิตภัณฑ์ปศุสัตว์ในช่วงไตรมาสแรกของปี 2547 อยู่ในเกณฑ์สูง อันเป็นผลมาจากปริมาณปศุสัตว์เข้าสู่ตลาดลดลงจากปัญหาการแพร่ระบาดของโรคไข้หวัดนก รวมทั้งปัญหาจากการที่ราคาวัตถุดิบอาหารสัตว์มีแนวโน้มสูงขึ้นตามราคาในตลาดโลก ส่งผลให้ต้นทุนการผลิตสินค้าปศุสัตว์เพิ่มสูงขึ้นตามไปด้วย
สำหรับสินค้าผลิตภัณฑ์ประมงโดยเฉพาะกุ้งกุลาดำนั้นในช่วงไตรมาสแรกปี 2547 ปรับตัวสูงขึ้นเล็กน้อยเมื่อเทียบกับในช่วงไตรมาสที่สี่ของปี 2546 อย่างไรก็ตามตั้งแต่ช่วงไตรมาสที่สองของปี 2547 ราคากุ้งกุลาดำก็มีแนวโน้มลดลงอีกครั้งหนึ่ง อันเป็นผลมาจากการนำเข้ากุ้งไทยของสหรัฐฯในช่วงไตรมาสที่สองของปี 2547 ชะลอตัวลงจากความไม่แน่ใจในเรื่องอัตราภาษีการตอบโต้การทุ่มตลาดที่สหรัฐฯจะเรียกเก็บ
แม้ว่าราคาสินค้าเกษตรที่สำคัญในช่วงไตรมาสแรกเพิ่มขึ้น แต่ราคาสินค้าเกษตรในปี 2547 นั้นยังมีแนวโน้มผันผวนได้ โดยเฉพาะในช่วงครึ่งปีหลัง เนื่องจาก
1.1 เกษตรกรขยายการผลิต การที่ราคาอยู่ในเกณฑ์สูงอาจสร้างแรงจูงใจให้เกษตรกรขยายการผลิต ดังนั้นผลผลิตสินค้าเกษตรสำคัญในปีเพาะปลูก 2547/48 อาจจะมีแนวโน้มเพิ่มขึ้นมากกว่าที่มีการคาดการณ์ไว้ในเบื้องต้น ซึ่งนับว่าเป็นปัจจัยเสี่ยงที่อาจจะทำให้ราคาสินค้าเกษตรลดลง
1.2 ผลผลิตประเทศคู่แข่งออกสู่ตลาด ตั้งแต่ช่วงกลางปีผลผลิตสินค้าเกษตรของประเทศคู่แข่งสำคัญของไทยในตลาดโลกเริ่มทยอยออกสู่ตลาด โดยที่ราคาสินค้าเกษตรส่งออกโดยเฉลี่ยของประเทศคู่แข่งของไทยนั้นอยู่ในเกณฑ์ต่ำกว่าเมื่อเทียบกับราคาส่งออกสินค้าเกษตรของไทย ส่งผลให้ประเทศผู้นำเข้าบางส่วนหันไปนำเข้าสินค้าเกษตรจากประเทศคู่แข่งแทน โดยสินค้าเกษตรสำคัญที่คาดว่าจะประสบปัญหาด้านราคามีแนวโน้มลดลงในช่วงกลางปีนี้คือ ข้าว เนื่องจากข้าวนาปรังของเวียดนามทยอยออกสู่ตลาด ทำให้ประเทศผู้นำเข้าข้าวทั้งในตะวันออกกลางและแอฟริกาหันไปนำเข้าข้าวจากเวียดนาม ส่งผลให้ราคาข้าวในประเทศมีแนวโน้มลดลง
1.3 ราคาสินค้าผลิตภัณฑ์ประมงอาจจะกลับมาสูงขึ้น โดยต้องติดตามการประกาศอัตราภาษีตอบโต้การทุ่มตลาดของสหรัฐฯในวันที่ 28 กรกฎาคม 2547 ซึ่งจะเป็นจุดเปลี่ยนของอุตสาหกรรมกุ้งและผลิตภัณฑ์ของไทย เนื่องจากถ้าอัตราภาษีตอบโต้การทุ่มตลาดของไทยนั้นต่ำกว่าของประเทศคู่แข่งสำคัญคือเวียดนามและจีนที่มีการประกาศอัตราภาษีตอบโต้การทุ่มตลาดไปแล้ว จะทำให้การส่งออกกุ้งและผลิตภัณฑ์ของไทยมีความได้เปรียบในการแข่งขันในตลาดสหรัฐฯ ทั้งผลผลิตและราคากุ้งในประเทศก็จะมีแนวโน้มกระเตื้องขึ้น
1.4 ความเสี่ยงจากภาวะโรคระบาด จากปัญหาการแพร่ระบาดของไข้หวัดนกรอบสองทำให้คาดว่าประเทศผู้นำเข้าจะยังคงชะลอนำเข้าไก่สดแช่เย็นแช่แข็ง อย่างไรก็ตามการส่งออกผลิตภัณฑ์ไก่แปรรูปจะยังคงมีแนวโน้มเพิ่มขึ้นอย่างต่อเนื่อง ซึ่งการแพร่ระบาดของไข้หวัดนกส่งผลให้ปริมาณไก่เนื้อและไข่ไก่เข้าสู่ตลาดลดลงในช่วงครึ่งปีหลัง คาดว่าจะมีผลให้ราคาเนื้อไก่และไข่ไก่ในประเทศมีแนวโน้มสูงขึ้น นอกจากนี้ถ้าแนวโน้มราคาวัตถุดิบอาหารสัตว์ทั้งในประเทศและตลาดโลกยังคงอยู่ในเกณฑ์สูงอย่างต่อเนื่อง ก็จะทำให้ต้นทุนการผลิตสินค้าปศุสัตว์อยู่ในเกณฑ์สูง และเป็นปัจจัยสำคัญอีกปัจจัยหนึ่งที่ทำให้ราคาสินค้าผลิตภัณฑ์ปศุสัตว์มีแนวโน้มอยู่ในเกณฑ์สูงต่อเนื่องจากในช่วงครึ่งปีแรก
2.การช่วงชิงตลาดใหม่ ตลาดใหม่ที่น่าสนใจนั้นมีอยู่หลายภูมิภาคไม่ว่าจะเป็นตลาดตะวันออกกลาง ตลาดยุโรปตะวันออกรวมทั้งรัสเซีย ตลาดในแอฟริกา และตลาดเอเชียใต้โดยประเทศผู้ผลิตสินค้าเกษตรรายสำคัญของโลกต่างเข้าไปเปิดตลาดเพื่อแย่งชิงส่วนแบ่งตลาดในภูมิภาคเหล่านี้ การเจาะขยายตลาดในตะวันออกกลางนั้นผู้ส่งออกไทยต้องช่วงชิงกับประเทศคู่แข่งสำคัญหลายประเทศ ซึ่งรัฐบาลก็มีการจัดคณะเข้าไปเพื่อเจาะขยายตลาดโดยพ่วงตลาดตะวันออกกลางและตลาดแอฟริกาไว้ด้วยกัน
โดยเริ่มที่สินค้าข้าวและอาหารฮาลาล เนื่องจากคนในภูมิภาคนี้เป็นลูกค้าเป้าหมาย และสินค้าข้าวจากไทยไปยังตลาดแอฟริกาเริ่มเผชิญการแข่งขันอย่างรุนแรงจากเวียดนามและอินเดีย รวมทั้งประเทศต่างๆในแอฟริกาเริ่มหันมาขยายพื้นที่ปลูกข้าวเพื่อลดการพึ่งพิงการนำเข้า ถ้ารัฐบาลและผู้ส่งออกไทยประสบความสำเร็จในการเจาะขยายตลาดตะวันออกกลางและแอฟริกาแล้วจะทำให้มูลค่าการส่งออกสินค้าเกษตรและอุตสาหกรรมเกษตรขยายตัวได้อีกมาก นอกจากนี้ความไม่สงบในภูมิภาคตะวันออกกลางยังส่งผลทำให้ราคาน้ำมันมีความผันผวน ซึ่งมีผลทำให้ต้นทุนในการผลิตและการขนส่งสินค้าเกษตรเพิ่มขึ้น โดยเฉพาะผลจากการที่ราคาน้ำมันมีแนวโน้มสูงขึ้น
สำหรับตลาดในยุโรปตะวันออกรวมทั้งรัสเซีย ตลาดในแอฟริกาและตลาดเอเชียใต้ นั้นนับว่ามีความน่าสนใจเป็นอย่างมาก ซึ่งทางรัฐบาลไทยและธุรกิจเอกชนที่เกี่ยวข้องมีการเดินทางไปเพื่อเจรจาเจาะตลาด รวมทั้งมีการปรับกลยุทธ์การส่งออกสินค้าเกษตรให้เหมาะสมในแต่ละภูมิภาคด้วย แต่ทั้งนี้คาดหมายได้ว่าการส่งออกไปยังตลาดใหม่เหล่านี้ต้องเผชิญกับปัญหาการแข่งขันที่รุนแรง
3.ปัญหาเรื่องสารเคมีตกค้างในสินค้าเกษตรส่งออก ซึ่งจะส่งผลกระทบต่อมูลค่าการส่งออกสินค้าเกษตรและอุตสาหกรรมเกษตรต่ำกว่าเป้าหมาย โดยเฉพาะการส่งออกผลิตภัณฑ์กุ้ง ซึ่งเคยเป็นสินค้าดาวรุ่งในการส่งออกในช่วงปี 2543-2544 นอกจากนี้อาจจะส่งผลกระทบต่อเนื่องถึงความเชื่อถือในการตรวจสอบสินค้าส่งออกประเภทอาหารชนิดอื่นๆด้วย ดังนั้นปัญหานี้นับว่าเป็นปัญหาเร่งด่วนที่จะต้องดำเนินการแก้ไขเพื่อเรียกความเชื่อมั่นในคุณภาพของสินค้าอาหารไทยกลับคืนมาโดยเร็ว
4.ปัญหาการเปลี่ยนแปลงกฎเกณฑ์การนำเข้าของประเทศคู่ค้าสำคัญ โดยทั้งสหรัฐฯ ญี่ปุ่น และสหภาพยุโรปเริ่มเข้มงวดในการนำเข้าสินค้าประเภทอาหารมากยิ่งขึ้น ทำให้ทั้งหน่วยงานของรัฐบาลและผู้ส่งออกต้องปรับตัวให้ทันกับกฎเกณฑ์ต่างๆที่เปลี่ยนแปลงไป เนื่องจากในช่วงภาวะวิกฤติเศรษฐกิจรายได้จากการส่งออกมีความจำเป็นต้องนำเข้ามาฟื้นฟูเศรษฐกิจของประเทศ เนื่องเพราะมีสัดส่วนสูงกว่าร้อยละ 50 ของผลิตภัณฑ์มวลรวมประชาชาติ สินค้าที่ได้รับความสนใจจากทั้งภาครัฐและเอกชนและถูกยกเป็นตัวชูโรงคือผลิตภัณฑ์อาหาร ดังจะเห็นได้จากความพยายามทำไทยให้เป็นห้องครัวของโลก แต่มาตรการกีดกันทางการค้าสำหรับสินค้าอาหารมีแนวโน้มที่จะทวีความเข้มข้นมากยิ่งขึ้น
เนื่องจากทุกประเทศจะใช้ข้อมูลทางด้านวิทยาศาสตร์มาใช้สนับสนุนเพื่อพิสูจน์แสดงให้เห็นถึงความไม่ปลอดภัยของอาหารต่อผู้บริโภคซึ่งเป็นประชากรของประเทศคู่ค้านั้นๆ และจะนำมาใช้ในการสร้างมาตรการกีดกันทางการค้า โดยการออกเป็นกฎระเบียบ/ข้อกำหนดต่างๆเพื่อปกป้องสุขอนามัยของผู้บริโภคในแต่ละประเทศ ซึ่งประเทศไทยต้องเร่งดำเนินการจัดตั้งสำนักงานมาตรฐานสินค้าเกษตรและอาหารแห่งชาติ โดยมีหน้าที่กำหนดนโยบายและแนวทางการแก้ปัญหาและพัฒนาสินค้าเกษตรและอาหาร ตรวจสอบให้การรับรอง รวมทั้งคุ้มครองด้านสุขอนามัยและสุขอนามัยพืชจากการผลิตที่ฟาร์มจนถึงผู้บริโภค นอกจากนี้จะเป็นศูนย์กลางของข้อมูลด้านมาตรฐานสินค้าเกษตร และยังทำหน้าที่รักษาผลประโยชน์ในการเจรจาในองค์กรระหว่างประเทศในการกำหนดมาตรฐานและแก้ไขอุปสรรคทางการค้า
มาตรการที่จะส่งผลกระทบต่อการส่งออกสินค้าเกษตรที่ต้องจับตามองเป็นพิเศษในขณะนี้คือ กฎหมายเพื่อป้องกันการก่อการร้ายทางชีวภาพ(The Public Health Security and Bioterrorism Preparedness and Response Act of 2002) หรือเรียกสั้นๆว่า กฎหมายBioterrorism สิ่งที่ผู้ส่งออกสินค้าอาหารของไทยต้องตระหนักคือ ทุกประเทศที่ส่งออกสินค้าอาหารเข้าไปยังสหรัฐฯก็ต้องเผชิญปัญหาเดียวกัน และมีต้นทุนในการส่งเข้าไปจำหน่ายเพิ่มขึ้นเช่นกัน ดังนั้นโอกาสในการที่จะสามารถรักษาตลาดสหรัฐฯไว้ได้จึงขึ้นอยู่กับการปรับตัวได้ทันกับกฎระเบียบใหม่ที่เปลี่ยนแปลงไป รวมทั้งการร่วมมือกันทั้งระหว่างรัฐบาลและภาคเอกชนที่เกี่ยวข้องและในระหว่างผู้ส่งออกสินค้าอาหารด้วยกันเพื่อที่จะเอื้ออำนวยให้ทุกฝ่ายสามารถปรับตัวได้ทันท่วงที
มาตรการระยะยาว…ยังต้องดำเนินการต่อเนื่อง
การแก้ปัญหาภาคเกษตรกรรมในระยะยาวต้องเร่งดำเนินการอย่างต่อเนื่องและจริงจัง ดังนี้
1.เร่งผลักดันการปรับปรุงประสิทธิภาพการผลิตสินค้าเกษตร โดยต้องดำเนินการอย่างเร่งด่วน โดยเน้นประเด็นเร่งเพิ่มผลผลิตต่อไร่ ทั้งนี้จะทำให้ต้นทุนการเพาะปลูกสินค้าเกษตรอยู่ในเกณฑ์ต่ำกว่าที่เป็นอยู่ สามารถส่งออกไปแข่งขันในตลาดโลกได้ดีขึ้น การส่งเสริมการจัดสร้างโครงสร้างพื้นฐานทางการเกษตร โดยธุรกิจที่รัฐบาลควรส่งเสริมให้เกิดขึ้นด้วยคือ กิจการไซโลอบพืชผลทางการเกษตร กิจการห้องเย็นเพื่อเก็บผลผลิตทางการเกษตร ตลอดจนคลังสินค้าเพื่อเก็บผลผลิตทางการเกษตร ซึ่งกิจการเหล่านี้ล้วนเป็นการส่งเสริมให้เกิดโครงสร้างพื้นฐานทางการเกษตรที่จะเอื้ออำนวยให้เกษตรกรมีความสามารถในการเก็บผลผลิตทางการเกษตรได้อย่างมีประสิทธิภาพมากขึ้น รวมทั้งยังคงรักษาคุณภาพของสินค้าเกษตรไว้ได้อีกด้วย โดยไม่ต้องเร่งจำหน่ายในตอนต้นฤดูการผลิต การส่งเสริมการปลูกสินค้าเกษตรปลอดสารเคมี สินค้าเกษตรปลอดสารเคมีนั้นกำลังเป็นที่ต้องการของตลาดโดยเฉพาะตลาดในประเทศที่พัฒนาแล้ว ซึ่งการส่งออกยังมีการขยายตัวอย่างต่อเนื่อง อันเป็นผลมาจากกระแสอนุรักษ์ธรรมชาติและการบริโภคสินค้าที่การผลิตเป็นมิตรกับสิ่งแวดล้อม ซึ่งในปัจจุบันมีเพียงเอกชนเท่านั้นที่เข้าไปส่งเสริมให้มีการปลูกสินค้าเกษตรปลอดสารพิษ ดังนั้นรัฐบาลควรเข้าไปมีบทบาทเพิ่มขึ้นด้วยเพื่อให้การปลูกสินค้าเกษตรปลอดสารพิษขยายตัวเพิ่มขึ้น
2.การปรับปรุงระบบข่าวสารข้อมูลทางการเกษตร เนื่องจากปัญหาส่วนหนึ่งของเกษตรกรในการตัดสินใจว่าจะปลูกพืชใดมักจะพิจารณาเพียงแต่ราคาของสินค้าเกษตรนั้นในปีที่ผ่านมา โดยไม่ได้พิจารณาถึงข่าวสารข้อมูลทางการเกษตรโดยเฉพาะข้อมูลในเรื่องตลาดต่างประเทศของทั้งประเทศคู่ค้าและคู่แข่ง ซึ่งเป็นดัชนีสำคัญในการที่จะชี้ถึงแนวโน้มของราคาสินค้าเกษตร ดังนั้นการได้รับข้อมูลข่าวสารทางการเกษตรอย่างครบถ้วน ถูกต้องและทันกับความต้องการจึงเป็นเรื่องสำคัญอย่างยิ่งต่อเกษตรกร
3.สร้างสัญญาณเตือนภัยทางการค้า กระทรวงพาณิชย์มีนโยบายให้ทูตพาณิชย์ของไทยที่ประจำอยู่ในประเทศต่างๆทั่วโลก โดยเฉพาะกับประเทศคู่ค้าสำคัญ ติดตามความเคลื่อนไหวของผู้บริโภคและกระแสการต่อต้านสินค้าเกษตรของไทย ตลอดจนนโยบายการนำเข้าของประเทศคู่ค้าอย่างใกล้ชิด หากพบสิ่งผิดปกติต้องมีการรายงานมายังกระทรวงพาณิชย์ทันที เพื่อให้กระทรวงพาณิชย์แจ้งให้ผู้ส่งออกทราบถึงปัญหาดังกล่าว เพื่อป้องกันความเสียหายให้กับผู้ส่งออกของไทย อีกทั้งยังเป็นสัญญาณเตือนภัยให้กับผู้ส่งออกมีโอกาสในการปรับปรุงสินค้าให้สอดคล้องกับความต้องการของประเทศคู่ค้า
บทสรุป
จากการคาดการณ์ว่าผลผลิตภาคการเกษตรมีแนวโน้มลดลง โดยเฉพาะข้าวและอ้อยโรงงาน เนื่องจากเกษตรกรหันไปปลูกพืชอื่นๆที่ให้ผลตอบแทนที่ดีกว่าทดแทน อย่างไรก็ตามผลผลิตสินค้าเกษตรสำคัญบางประเภทก็ยังคงเพิ่มขึ้น โดยเฉพาะยาง มันสำปะหลัง และข้าวโพดเลี้ยงสัตว์ เนื่องจากความต้องการทั้งในประเทศและต่างประเทศยังอยู่ในเกณฑ์สูง ทำให้ราคาอยู่ในเกณฑ์สูงจูงใจให้เกษตรกรขยายการผลิต ส่วนการผลิตในสาขาปศุสัตว์มีแนวโน้มลดลงอย่างชัดเจน อันเป็นปัญหาจากการแพร่ระบาดของโรคไข้หวัดนกทั้งในช่วงต้นปี และกลางปี ส่วนสาขาประมงในช่วงครึ่งปีแรกผลผลิตลดลง โดยเฉพาะกุ้งกุลาดำ เนื่องจากปัญหาราคาตกต่ำ อย่างไรก็ตามในช่วงครึ่งปีหลังนั้นต้องรอดูประกาศอัตราภาษีตอบโต้การทุ่มตลาดกุ้งของสหรัฐฯ ซึ่งจะเป็นตัวชี้อนาคตการผลิตและราคากุ้งกุลาดำในช่วงครึ่งหลังปี 2547
ในช่วง 5 เดือนแรกของปี 2547 มูลค่าการส่งออกสินค้าเกษตรและอุตสาหกรรมเกษตรเท่ากับ 6,510.8 ล้านดอลลาร์สหรัฐฯ เมื่อเทียบกับช่วงเดียวกันในปี 2546 แล้วเพิ่มขึ้นร้อยละ 11.9 บริษัท ศูนย์วิจัยกสิกรไทย จำกัด คาดว่ามูลค่าการส่งออกสินค้าเกษตรและอุตสาห-กรรมเกษตรในปี 2547 เท่ากับ 15,800 ล้านดอลลาร์สหรัฐฯ เมื่อเทียบกับในปี 2546 แล้วเพิ่มขึ้นร้อยละ 10.0 โดยแยกเป็นมูลค่าส่งออกสินค้าเกษตร 9,400 ล้านดอลลาร์สหรัฐฯเพิ่มขึ้นร้อยละ 6.9 เนื่องจากการคาดการณ์ว่ามูลค่าการส่งออกทั้งในหมวดกสิกรรมเพิ่มขึ้น แม้ว่าการส่งออกในหมวดปศุสัตว์และประมงจะมีแนวโน้มชะลอตัวลง โดยสินค้าในหมวดปศุสัตว์ประสบปัญหาการแพร่ระบาดของโรคไข้หวัดนกทั้งในช่วงต้นปีและกลางปี ซึ่งทำให้ปริมาณการผลิตไก่เนื้อและไก่ไข่ในประเทศลดลง และประเทศผู้นำเข้าหันไปนำเข้าเฉพาะไก่แปรรูปเท่านั้น
ส่วนการส่งออกสินค้าประมงนั้นประสบทั้งปัญหาการแข่งขันอย่างรุนแรงในตลาดโลก ส่งผลให้ราคากุ้งในประเทศประสบปัญหาราคาตกต่ำอย่างต่อเนื่อง และปัญหาจากการที่สหรัฐฯไต่สวนเพื่อเรียกเก็บภาษีตอบโต้การทุ่มตลาด โดยอัตราภาษีจะประกาศในวันที่ 28 กรกฎาคม 2547 นี้ และอัตราภาษีนี้ถ้าอยู่ในเกณฑ์ต่ำกว่าคู่แข่งสำคัญอย่างเวียดนามและจีนแล้วจะส่งผลดีต่อการส่งออกผลิตภัณฑ์กุ้งของไทยไปยังตลาดสหรัฐฯ ส่วนมูลค่าการส่งออกสินค้าอุตสาหกรรมเกษตรในปี 2547 เท่ากับ 6,200 ล้านดอลลาร์สหรัฐฯเพิ่มขึ้นร้อยละ 4.2 โดยมีปัจจัยหนุนสำคัญคือนโยบายของรัฐบาลในการผลักดันการส่งออกสินค้าเกษตร ซึ่งนับว่าเป็นกลยุทธ์เชิงรุกเพื่อเจาะขยายตลาดต่างประเทศทั้งตลาดดั้งเดิมและตลาดใหม่ที่ประสบความสำเร็จเป็นอย่างดี รวมทั้งนโยบายเชิงรุกในการเจรจาความร่วมมือกับประเทศผู้ผลิตสินค้าเกษตรเพื่อรักษาเสถียรภาพราคาสินค้าเกษตรในตลาดโลก