หลังจากที่คณะกรรมการกำหนดนโยบายการเงิน (Federal Open Market Committee: FOMC) ของธนาคารกลางสหรัฐฯ (เฟด) ได้มีการตัดสินใจปรับเพิ่มอัตราดอกเบี้ย Fed Funds 0.25% เป็นครั้งแรกในรอบ 4 ปี ไปในการประชุมเมื่อวันที่ 29-30 มิถุนายน 2547 ที่ผ่านมา ก็ทำให้หลายฝ่ายมีการจับตามองการตัดสินใจเกี่ยวกับทิศทางการดำเนินนโยบายการเงิน หรือนโยบายอัตราดอกเบี้ยของไทย ซึ่งทางคณะกรรมการนโยบายการเงิน (Monetary Policy Committee: MPC) ของธนาคารแห่งประเทศไทย (ธปท.) จะมีการประชุมเพื่อพิจารณาประเด็นดังกล่าวขึ้นในวันที่ 21 กรกฎาคม 2547 นี้ ทั้งนี้ ในบทความนี้ ศูนย์วิจัยกสิกรไทยจึงได้ทำการวิเคราะห์ปัจจัยแวดล้อมทางเศรษฐกิจต่างๆ เพื่อประกอบการคาดการณ์แนวโน้มทิศทางอัตราดอกเบี้ยของระบบการเงินไทย ดังต่อไปนี้ :-
– แนวโน้มเศรษฐกิจไทย ที่การเติบโตยังคงต้องเผชิญกับปัจจัยเสี่ยงรุมเร้า จากตัวเลขอัตราการเติบโตของเศรษฐกิจไทยที่ประมาณ 6.5% ในไตรมาส 1/2547 และการขยายตัวในอัตราที่ชะลอตัวลงของตัวเลขเศรษฐกิจต่างๆ (ได้แก่ การบริโภคภาคเอกชน การลงทุนภาคเอกชน และการส่งออกสุทธิ) ในช่วงเดือน เม.ย.- พ.ค. 2547 เมื่อเทียบกับในช่วงไตรมาสแรก ทำให้คาดว่า ในช่วงครึ่งแรกของปีนี้ เศรษฐกิจไทยอาจจะมีการเติบโตในอัตราที่น้อยกว่า 7.0% จากเดิมที่คาดว่าน่าจะเติบโตเหนือระดับ 7.0% ได้ ในขณะที่ เมื่อมองไปข้างหน้าท่ามกลางปัจจัยลบที่รุมเร้า ไม่ว่าจะเป็น การกลับมาของโรคไข้หวัดนก สถานการณ์ความไม่สงบในภาคใต้ที่ยังคงยืดเยื้อ ระดับราคาน้ำมันที่มีแนวโน้มยืนอยู่ในระดับสูงอย่างต่อเนื่อง แนวโน้มการขยายตัวที่ชะลอตัวลงของเศรษฐกิจสหรัฐฯและจีน รวมทั้งการที่จะต้องเปรียบเทียบกับฐานในระดับสูงในช่วงเดียวกันของปีก่อน ทำให้ศูนย์วิจัยกสิกรไทยมองว่า มีความเป็นไปได้ที่การเติบโตของเศรษฐกิจไทยในช่วงครึ่งหลังของปีนี้อาจจะยังคงต่ำกว่าระดับ 7.0%
– แรงกดดันทางด้านเงินเฟ้อที่คาดว่าจะมีเพิ่มขึ้น แต่ยังไม่ถึงกับน่าเป็นกังวลนักในปัจจุบัน สถานการณ์ราคาน้ำมันในตลาดโลกที่ยังมีแนวโน้มผันผวนในระดับสูง ตามความต้องการใช้น้ำมันที่มีแนวโน้มเพิ่มขึ้นมากกว่าปริมาณการผลิต และจากความเสี่ยงที่มีมากขึ้นของการเกิดการก่อการร้ายทั่วโลก คาดว่าจะยังคงเป็นปัจจัยหลักที่ผลักดันการเพิ่มขึ้นของระดับราคาสินค้าทั่วไปและอัตราเงินเฟ้อ อย่างไรก็ตาม มาตรการตรึงราคาน้ำมันขายปลีกภายในประเทศของภาครัฐที่ดำเนินมาตั้งแต่ช่วงต้นปีจนถึงปัจจุบันและในช่วงต่อไป คาดว่าจะยังเป็นผลบวกในการช่วยลดแรงกดดันทางด้านเงินเฟ้อภายในประเทศไม่ให้มีมากเกินไปจนส่งผลในทางลบต่อการใช้จ่ายภายในประเทศ ทั้งนี้ จากการประมาณระดับราคาน้ำมันดิบเบรนท์เฉลี่ยทั้งปี 2547 ที่ 35 ดอลลาร์สหรัฐฯ/บาร์เรล เมื่อเทียบกับค่าเฉลี่ยที่ประมาณ 28.9 ดอลลาร์สหรัฐฯ/บาร์เรลในปี 2546 คาดว่าอัตราเงินเฟ้อทั่วไป (headline inflation) ของไทยอาจจะขยับขึ้นไปอยู่เหนือระดับ 3.0% ในช่วงครึ่งหลังของปีนี้ จากค่าเฉลี่ยที่ 2.3% ในช่วงครึ่งปีแรก ในขณะที่ อัตราเงินเฟ้อพื้นฐาน (core inflation) ที่หักราคาอาหารสดและพลังงาน และเป็นอัตราเงินเฟ้ออ้างอิงที่ธปท.ใช้ประกอบการพิจารณาทิศทางการดำเนินนโยบายการเงินภายใต้กรอบเป้าหมายอัตราเงินเฟ้อ (Inflation Targeting) นั้น ศูนย์วิจัยกสิกรไทยคาดว่า ค่าเฉลี่ยทั้งปี 2547 น่าจะอยู่ที่ประมาณ 0.5% โดยแม้ว่าอาจจะเพิ่มขึ้นจากค่าเฉลี่ยที่ 0.2% ในปี 2546 แต่ก็ยังคงอยู่ภายในกรอบเป้าหมายอัตราเงินเฟ้อที่ 0-3.5% ของธปท.
– สภาพคล่องส่วนเกิน ที่คาดว่าจะยังคงมากพอรองรับการลงทุนใหม่ที่มีแนวโน้มเพิ่มขึ้นในปีนี้ ในช่วง 5 เดือนแรกของปี 2547 แม้ว่าตัวเลขสินทรัพย์สภาพคล่องส่วนเกินของระบบธนาคารพาณิชย์จะทยอยปรับลดลงมาเหลืออยู่ที่ประมาณ 1.0 ล้านล้านบาทในเดือนพฤษภาคม 2547 หรือลดลงประมาณ 1.2 แสนล้านบาท เมื่อเทียบกับที่มีอยู่ประมาณ 1.1 ล้านล้านบาท ณ ปลายปี 2546 อันเป็นผลจากนโยบายการเร่งขยายสินเชื่อในเชิงรุกของธนาคารพาณิชย์แต่ละแห่งในช่วงที่ผ่านมา แต่สภาพคล่องส่วนเกินที่เหลืออยู่ดังกล่าวก็ยังคงถือว่าเป็นระดับที่ค่อนข้างสูง และน่าจะมากพอสำหรับรองรับกิจกรรมการลงทุนใหม่ๆ รวมไปถึงการออกพันธบัตรออมทรัพย์เพื่อชดเชยภาระหนี้ของกองทุนเพื่อการฟื้นฟูและพัฒนาระบบสถาบันการเงิน วงเงิน 7 หมื่นล้านบาทในเดือนสิงหาคมนี้ด้วย
– อัตราดอกเบี้ย Fed Funds ของสหรัฐฯ ที่การปรับขึ้นน่าจะเป็นไปอย่างค่อยเป็นค่อยไปในช่วงที่เหลือของปีนี้ จากการเปิดเผยตัวเลขเศรษฐกิจหลักของสหรัฐฯในช่วงเดือน มิ.ย.- ก.ค. ที่ผ่านมา ซึ่งยังไม่ได้ส่งสัญญาณการขยายตัวที่ร้อนแรงจนเกินไปนัก ดังจะเห็นได้จาก การลดลงของตัวเลขอัตราการเติบโตในไตรมาส 1/2547 ที่ทบทวนใหม่ มาอยู่ที่ 3.9% (q-o-q annualized) จากตัวเลขเดิมที่ 4.4%, การเพิ่มขึ้นของตัวเลขการจ้างงานนอกภาคการเกษตรในเดือน มิ.ย. ที่น้อยกว่าที่คาด และการลดลงของดัชนีชี้ภาวะอุตสาหกรรมและดัชนีภาคการบริการในเดือน มิ.ย. ประกอบกับ แรงกดดันทางด้านเงินเฟ้อที่ยังมีความรุนแรงไม่มากนัก หลังดัชนีราคาผู้บริโภคทั่วไป และดัชนีราคาผู้บริโภคพื้นฐาน เพิ่มขึ้นเพียง 0.3% และ 0.1% ในเดือน มิ.ย. เมื่อเทียบกับเดือนก่อนหน้า ตามลำดับ ทำให้ศูนย์วิจัยกสิกรไทยคาดว่า การดำเนินนโยบายการเงินแบบเข้มงวดมากขึ้น หรือการปรับเพิ่มอัตราดอกเบี้ย Fed Funds ของเฟดในช่วงที่เหลือของปีนี้ (ซึ่งจะมีการประชุม FOMC อีก 4 ครั้ง) คงจะเป็นไปอย่างค่อยเป็นค่อยไป หลังจากที่เฟดได้ตัดสินใจปรับขึ้นอัตราดอกเบี้ย Fed Funds แล้ว 0.25% ในการประชุม FOMC เมื่อวันที่ 29-30 มิถุนายนที่ผ่านมา
จากปัจจัยแวดล้อมทางเศรษฐกิจต่างๆ ดังกล่าวข้างต้น ไม่ว่าจะเป็น แนวโน้มการเติบโตของเศรษฐกิจไทยที่ยังคงต้องเผชิญกับปัจจัยเสี่ยงหลายด้าน, แรงกดดันทางด้านเงินเฟ้อที่แม้ว่าจะมีแนวโน้มเพิ่มขึ้น แต่ก็ยังไม่น่าเป็นกังวลนักในปัจจุบัน, สถานการณ์สภาพคล่องส่วนเกินของระบบธนาคารพาณิชย์ที่น่าจะยังมีมากพอสำหรับรองรับกิจกรรมการลงทุนใหม่ๆ รวมทั้งการออกพันธบัตรออมทรัพย์ 7 หมื่นล้านบาทในเดือน ส.ค.นี้ ตลอดจนการปรับเพิ่มอัตราดอกเบี้ยของเฟดที่คาดว่าคงจะไม่เกิดขึ้นอย่างรวดเร็วและรุนแรง ทำให้ศูนย์วิจัยกสิกรไทยมองว่า ธปท.น่าจะยังมีความยืดหยุ่นสำหรับการคงอัตราดอกเบี้ยนโยบาย หรืออัตราดอกเบี้ยอาร์/พี 14 วัน ไว้ที่ระดับ 1.25% ในการประชุม MPC ที่จะมีขึ้นวันที่ 21 กรกฎาคมนี้ โดยจังหวะเวลาของการปรับเปลี่ยนอัตราดอกเบี้ยนั้น ธปท.น่าจะรอดูการปรับตัวของตัวเลขเศรษฐกิจสำคัญๆ ไปอีกระยะหนึ่งก่อน ได้แก่ อัตราการเติบโตของเศรษฐกิจไทยในไตรมาส 2/2547 (ซึ่งสภาพัฒน์ฯคงจะเปิดเผยในเดือนกันยายน) และฐานะดุลบัญชีเงินทุนเคลื่อนย้ายระหว่างประเทศสุทธิ เป็นต้น ทั้งนี้ คาดว่าการเปลี่ยนแปลงนโยบายอัตราดอกเบี้ยของธปท. หากจะเกิดขึ้น ก็น่าจะเป็นในช่วงไตรมาสสุดท้ายของปีนี้เป็นอย่างเร็ว
สำหรับแนวโน้มอัตราดอกเบี้ยเงินฝากและเงินให้กู้ยืมของระบบธนาคารพาณิชย์ไทยนั้น ศูนย์วิจัยกสิกรไทยมีประเด็นเพิ่มเติมที่เกี่ยวเนื่องกับฐานะสภาพคล่องเป็นรายกลุ่มธนาคาร ดังนี้ :-
– เมื่อพิจารณาฐานะสภาพคล่องจากตัวเลขงบการเงินสินทรัพย์และหนี้สินฉบับย่อ (ธ.พ. 1.1) ของ 13 ธนาคารพาณิชย์ไทย แยกเป็นรายกลุ่มธนาคาร และสภาพคล่องวัดจากผลรวมของเงินสดในมือ สินทรัพย์สุทธิของรายการระหว่างธนาคารและตลาดเงิน และการลงทุนสุทธิในตลาดซื้อคืนพันธบัตร แล้ว จะพบว่า ฐานะสภาพคล่องจะมีความแตกต่างกันระหว่างกลุ่มธนาคาร โดยฐานะสภาพคล่องของกลุ่มธนาคารเอกชนขนาดใหญ่ จะเป็นภาพที่ค่อนข้างสอดคล้องกับฐานะสภาพคล่องโดยรวมของระบบธนาคารไทย คือ สภาพคล่องมีอยู่ในระดับสูง ในขณะที่ กลุ่มธนาคารรัฐ และกลุ่มธนาคารลูกครึ่ง จะมีฐานะสภาพคล่องที่ค่อนข้างตึงตัวมากกว่าเมื่อเทียบกับกลุ่มธนาคารเอกชนขนาดใหญ่
– อย่างไรก็ตาม การชดเชยความตึงตัวของฐานะสภาพคล่องของกลุ่มธนาคารรัฐ และกลุ่มธนาคารลูกครึ่ง ผ่านการปรับสมดุลโครงสร้างสินทรัพย์และหนี้สิน ก็ได้มีการดำเนินการไปบ้างแล้วในช่วงที่ผ่านมา รวมทั้งที่จะมีแผนดำเนินการในช่วงต่อไป (ตัวอย่างเช่น การปรับเพิ่มอัตราดอกเบี้ยเงินฝากบางประเภท โดยเฉพาะเงินฝากประจำระยะยาว, การกู้ยืมในตลาดเงินระยะสั้น, การออกหุ้นกู้, การเพิ่มทุน หรือการแปลงสินทรัพย์เป็นหลักทรัพย์ เป็นต้น) ซึ่งการดำเนินการดังกล่าวคาดว่าน่าจะมีภาระต้นทุนจ่ายในระดับที่พอรับได้ หรือน่าจะต่ำกว่าการปรับเพิ่มอัตราดอกเบี้ยเงินฝากโดยทั่วไปของธนาคารนั้นๆ
– ทั้งนี้ ศูนย์วิจัยกสิกรไทย มองว่า แนวโน้มสภาพคล่องที่คาดว่าจะทยอยปรับลดลงตามปัจจัยดูดซับต่างๆ ได้แก่ การขยายสินเชื่อ การออกพันธบัตร และการไหลออกของเงินทุนสุทธิ เป็นต้น อาจทำให้ฐานะสภาพคล่องของแต่ละกลุ่มธนาคารมีระดับที่ใกล้เคียงกันมากขึ้นในระยะต่อไป ในขณะที่ ความจำเป็นในการพิจารณาปรับขึ้นอัตราดอกเบี้ยเงินฝากโดยทั่วไปของธนาคารพาณิชย์ คงจะขึ้นอยู่กับ การบริหารสภาพคล่องของแต่ละธนาคาร รวมทั้งโครงสร้างต้นทุนจ่ายสำหรับทางเลือกต่างๆ ในการดำเนินการเพื่อชดเชยความตึงตัวของฐานะสภาพคล่อง โดยหากต้นทุนจ่ายสำหรับทางเลือกอื่นยังคงต่ำกว่าเมื่อเทียบกับต้นทุนดอกเบี้ยจ่ายที่จะเพิ่มขึ้นในกรณีปรับขึ้นอัตราดอกเบี้ยเงินฝากโดยทั่วไปแล้ว ธนาคารพาณิชย์ก็คงจะยังไม่จำเป็นต้องปรับขึ้นอัตราดอกเบี้ยของตน โดยศูนย์วิจัยกสิกรไทยประเมินว่า ในกรณีที่ธปท.พิจารณาปรับเพิ่มอัตราดอกเบี้ยนโยบายในช่วงไตรมาสสุดท้ายของปีนี้ โครงสร้างต้นทุนจ่ายสำหรับทางเลือกอื่นๆ อาจจะมีการเปลี่ยนแปลง จนทำให้มีความเป็นไปได้ว่าธนาคารพาณิชย์อาจจะพิจารณาปรับขึ้นอัตราดอกเบี้ยเงินฝากและเงินให้กู้ยืมของตนเป็นการทั่วไปในช่วงครึ่งแรกของปี 2548 เป็นอย่างเร็ว
โดยสรุปแล้ว ศูนย์วิจัยกสิกรไทย มองว่า การประชุมคณะกรรมการนโยบายการเงินของทางการไทยในวันที่ 21 กรกฎาคม 2547 นี้ คงจะได้รับการจับตามองอย่างใกล้ชิดจากหลายฝ่าย เนื่องจากผลสรุปและเนื้อหาของการประชุมจะมีผลในการกำหนดทิศทางการปรับตัวในตลาดต่างๆ ทั้งตลาดเงิน ตลาดทุน และตลาดพันธบัตร อย่างไรก็ตาม เมื่อพิจารณาปัจจัยแวดล้อมทางเศรษฐกิจของไทยดังได้กล่าวแล้วข้างต้น ศูนย์วิจัยกสิกรไทย เห็นว่า ธปท.คงจะยังไม่มีการเปลี่ยนแปลงทิศทางอัตราดอกเบี้ยนโยบายในการประชุมรอบนี้ ในขณะที่ จังหวะเวลาของการปรับเปลี่ยนอัตราดอกเบี้ยนั้น ธปท.น่าจะรอดูการปรับตัวของตัวเลขเศรษฐกิจสำคัญๆ ไปอีกระยะหนึ่งก่อน ได้แก่ อัตราการเติบโตของเศรษฐกิจไทยในไตรมาส 2/2547 และฐานะดุลบัญชีเงินทุนเคลื่อนย้ายระหว่างประเทศสุทธิ เป็นต้น ทั้งนี้ คาดว่าการเปลี่ยนแปลงนโยบายอัตราดอกเบี้ยของธปท. หากจะเกิดขึ้น ก็น่าจะเป็นในช่วงไตรมาสสุดท้ายของปีนี้เป็นอย่างเร็ว
สำหรับแนวโน้มอัตราดอกเบี้ยเงินฝากและเงินให้กู้ยืมของธนาคารพาณิชย์นั้น หลังจากที่ธนาคารหลายแห่งได้มีการดำเนินการเพื่อชดเชยความตึงตัวของฐานะสภาพคล่องของตน และที่จะมีแผนดำเนินการในอนาคต ผ่านทางเลือกอื่นๆ เช่น การปรับขึ้นอัตราดอกเบี้ยเงินฝากระยะยาวบางประเภท การกู้ยืมในตลาดเงินระยะสั้น การออกหุ้นกู้ การเพิ่มทุน หรือการแปลงสินทรัพย์เป็นหลักทรัพย์ เป็นต้น ศูนย์วิจัยกสิกรไทยมองว่า ท่ามกลางสถานการณ์สภาพคล่องโดยรวมที่คาดว่าจะยังมีมากพอสำหรับรองรับกิจกรรมการลงทุนใหม่ต่างๆ ในปีนี้ ความจำเป็นที่ธนาคารพาณิชย์จะต้องพิจารณาปรับขึ้นอัตราดอกเบี้ยเงินฝากและเงินให้กู้ยืมเป็นการทั่วไปคงจะมีไม่มากนัก ตราบใดที่โครงสร้างต้นทุนจ่ายสำหรับทางเลือกอื่นๆ นอกเหนือจากการปรับขึ้นอัตราดอกเบี้ยเงินฝากเป็นการทั่วไป ยังคงไม่มีการเปลี่ยนแปลงอย่างมีนัยสำคัญ อย่างไรก็ตาม ในกรณีที่ธปท.พิจารณาปรับเพิ่มอัตราดอกเบี้ยนโยบายในช่วงไตรมาสสุดท้ายของปีนี้ โครงสร้างต้นทุนจ่ายสำหรับทางเลือกอื่นๆ อาจจะมีการเปลี่ยนแปลง จนทำให้มีความเป็นไปได้ว่าธนาคารพาณิชย์อาจจะพิจารณาปรับขึ้นอัตราดอกเบี้ยเงินฝากและเงินให้กู้ยืมของตนเป็นการทั่วไปในช่วงครึ่งแรกของปี 2548 เป็นอย่างเร็ว