ไทย – จิบูตี : ประตูตลาดการค้าใหม่แห่งกาฬทวีป

จิบูตี น่าจะเป็นชื่อหนึ่งที่ไว้ทายเป็นปริศนาในรายการเกมโชว์ เพื่อทดสอบความรู้รอบตัวของคนไทย เพราะเป็นชื่อที่ไม่ค่อยรู้จักแพร่หลายในประเทศไทยเท่าใดนัก แต่ในอนาคตอันใกล้นี้ จิบูตีจะเป็นประเทศพันธมิตรเศรษฐกิจของไทยและเป็นประตูการค้าสู่ทวีปแอฟริกาด้านฝั่งตะวันออกเฉียงเหนือให้แก่นักธุรกิจไทย หลังจากที่ ประธานาธิบดีแห่งสาธารณรัฐจิบูตี Ismail Omar Guelleh เดินทางมาเยือนประเทศไทยอย่างเป็นทางการในระหว่างวันที่ 27-29 กรกฎาคม 2547 ในฐานะแขกของรัฐบาล พ.ต.ท. ทักษิณ ชินวัตร

ทางการไทยได้เล็งเห็นความสำคัญของประเทศจิบูตี เนื่องจากเป็นตลาดข้าวแห่งหนึ่งของไทยในแอฟริกาด้านตะวันออกเฉียงเหนือ คล้ายๆกับประเทศเซเนกัล ซึ่งคนไทยเริ่มรู้จักกันเป็นอย่างดีบ้างแล้ว ก็เป็นตลาดข้าวสำคัญของไทยเช่นกัน แต่อยู่ในแอฟริกาฝั่งตะวันตก สำหรับสาธารณรัฐจิบูตี ได้มีการนำเข้าข้าวจากประเทศไทย และเป็นตลาดที่มีศักยภาพที่จะเป็นศูนย์กลางการค้าส่งข้าวของไทยไปยังประเทศเพื่อนบ้านอื่นๆของจิบูตีในทวีปแอฟริกา

ด้วยเหตุนี้ ทางการไทยน่าจะส่งเสริมให้ผู้ประกอบการค้าข้าวของไทยได้มีโอกาสเข้าไปบุกเบิกร่วมลงทุนกับจิบูตี เพื่อจัดตั้งศูนย์กลางจัดจำหน่ายข้าวไทยในสาธารณรัฐจิบูตี ซึ่งจะช่วยกันกระจายสินค้าข้าวไทยเข้าสู่แอฟริกาทางตอนเหนือและทางตอนในของทวีปที่มีประชากรรวมกันประมาณ 400 ล้านคน รวมทั้งสนับสนุนให้มีการจัดตั้งไซโลเพื่อให้บริการจัดเก็บข้าวอย่างมีคุณภาพ ตลอดจนบริหารจัดการเกี่ยวกับการค้าข้าวในแอฟริกา ทั้งนี้ องค์การสหประชาชาติได้ให้ความช่วยเหลือพัฒนาเมืองท่าจิบูตีเป็นมูลค่าประมาณ 100,000 ล้านบาท เพื่อยกฐานะเป็นศูนย์กลางจัดจำหน่ายธัญพืชทางฝั่งตะวันออกเฉียงเหนือของทวีปแอฟริกา

ปัจจุบัน ทวีปแอฟริกานำเข้าข้าวชนิดต่างๆจากไทยประมาณ 2 ล้านตัน/ปี หากประเทศไทยมีประเทศพันธมิตรร่วมกันจัดจำหน่ายและจัดตั้งไซโลข้าวในประเทศแอฟริกาเพิ่มขึ้น น่าจะช่วยให้การส่งออกข้าวไทยในแอฟริกาขยายตัวมากยิ่งขึ้นด้วย และเป็นการนำร่องช่วยเปิดตลาดการค้าใหม่ๆของไทยในทวีปแอฟริกาให้รู้จักสินค้าไทยประเภทอื่นๆตามไปด้วย อาทิ อาหารสำเร็จรูป และเครื่องใช้ในชีวิตประจำวัน เป็นต้น เพราะขณะนี้ ประเทศเพื่อนบ้านของไทย โดยเฉพาะประเทศจีน ได้เข้าไปทำตลาดการค้าในแอฟริกาอย่างกว้างขวาง รวมถึงในประเทศจิบูตี ซึ่งได้นำเข้าสินค้าจากจีนเป็นจำนวนมาก ส่งผลให้จีนเป็นแหล่งนำเข้าสำคัญอันดับ 5 ของจิบูตี รองจากซาอุดิอาระเบีย เอธิโอเปีย สหรัฐอเมริกา และฝรั่งเศส

ทางด้านการค้าระหว่างไทยกับจิบูตี แม้ว่าในช่วงที่ผ่านมาการค้าขายระหว่างกันมีมูลค่าค่อนข้างน้อย อยู่ในระดับเฉลี่ยประมาณ 3 ล้านดอลลาร์สหรัฐฯต่อปี แต่จิบูตีจัดเป็นตลาดส่งออกที่มีศักยภาพแห่งหนึ่งในทวีปแอฟริกา เนื่องจากการส่งออกสินค้าไทยไปจิบูตีขยายตัวอย่างก้าวกระโดดในรอบปีที่ผ่านมา ยอดการส่งออกสินค้าไปจิบูตีพุ่งขึ้น 129% เป็นมูลค่า 5.5 ล้านดอลลาร์สหรัฐฯในปี 2546 และยังคงขยายตัวต่อเนื่องในช่วงครึ่งปีแรก 2547 โดยมีมูลค่า 3.3 ล้านดอลลาร์สหรัฐฯ คิดเป็นอัตราเพิ่ม 6.4% ทั้งนี้ จิบูตีพึ่งพาสินค้าประเภทอาหารและสิ่งของเครื่องใช้ในชีวิตประจำวันจากไทย ที่สำคัญ ได้แก่ ข้าว น้ำตาลทราย ผ้าผืน อาหารทะเลกระป๋องและแปรรูป ผลไม้กระป๋องและแปรรูป เสื้อผ้าสำเร็จรูป รองเท้า ตู้เย็น-ตู้แช่แข็ง เครื่องปรับอากาศ เครื่องสำอาง-สบู่และผลิตภัณฑ์รักษาผิว ผลิตภัณฑ์ยาง ผลิตภัณฑ์พลาสติก เป็นต้น

ทางด้านการนำเข้าสินค้าจากจิบูตี ในช่วงก่อนหน้านี้ไม่ปรากฏรายการสินค้านำเข้าจากจิบูตี ประเทศไทยเพิ่งเริ่มนำเข้าสินค้าจากจิบูตีในช่วงครึ่งปีแรก 2547 จำนวน 1 รายการ ได้แก่ ผลิตภัณฑ์ยาสูบ มูลค่าประมาณ 100,000 ล้านดอลลาร์สหรัฐฯ เนื่องจากจิบูตีเป็นประเทศขนาดเล็กและมีทรัพยากรธรรมชาติจำกัด จึงแทบมิได้ผลิตสินค้าเพื่อการส่งออก อย่างไรก็ตาม ความร่วมมือทางเศรษฐกิจระหว่างไทยกับจิบูตี น่าจะส่งผลดีต่อความร่วมมือทางการค้าระหว่างกันต่อไป ทั้งนี้ ประเทศไทยสามารถพึ่งพาจิบูตีเป็นประตูการค้าสู่แอฟริกา โดยจิบูตีเป็นศูนย์กลางส่งออกสินค้าไทยไปยังตลาดแอฟริกา ขณะเดียวกันก็เป็นศูนย์กลางส่งออกสินค้าจากแอฟริกามายังประเทศไทย

จิบูตี : เล็กพริกขี้หนู

ความสำคัญของประเทศจิบูตี ค่อนข้างสวนทางกับขนาดของประเทศที่มีพื้นที่เพียง 23,000 ตารางกิโลเมตร (ประมาณจังหวัดเชียงใหม่) ประกอบด้วยประชากรราว 700,000 คน แต่ปรากฏว่าจิบูตี มีชัยภูมิของประเทศเป็นยุทธศาสตร์ทางด้านเศรษฐกิจแห่งแอฟริกาตะวันออกเฉียงเหนือ เนื่องจากมีพื้นที่ด้านตะวันออกของประเทศติดต่อกับทะเลแดง (Red Sea) และอ่าวเอเดน (Gulf of Aden) ส่งผลให้จิบูตีมีบทบาทโดดเด่นในฐานะเป็นศูนย์กลางการคมนาคมขนส่งทางทะเล โดยเฉพาะเป็นเมืองท่าสำคัญให้แก่ประเทศเพื่อนบ้านที่ไม่มีทางออกทะเลซึ่งอยู่ทางตอนในของแอฟริกา ยกตัวอย่าง เช่น ประเทศเอธิโอเปีย ซึ่งจะมีเส้นทางรถไฟเชื่อมติดต่อเข้าไปยังเมืองท่าของจิบูติ (Addis Ababa-Djibouti Railway) เพื่อใช้เป็นเส้นทางลำเลียงขนส่งสินค้าเข้าและสินค้าออกของเอธิโอเปียกับตลาดโลก เส้นทางรถไฟข้ามประเทศสายนี้ช่วยด้านการค้าให้แก่เอธิโอเปียคิดเป็นสัดส่วนประมาณ 60% ของปริมาณการค้าทั้งหมดของประเทศเอธิโอเปียที่ค้าขายกับตลาดต่างประเทศ

บทบาทโดดเด่นของจิบูตีอีกประการหนึ่ง ก็คือ การเป็นศูนย์กลางรักษาความสงบและความมั่นคงในภูมิภาคแอฟริกาตอนเหนือ ด้วยการเป็นฐานทัพให้แก่กองกำลังสหรัฐฯ ฝรั่งเศส และชาติพันธมิตรนาโต้อื่นๆ เพราะนับตั้งแต่เหตุการณ์วิปโยค 11 กันยายน 2544 ส่งผลให้สหรัฐฯเปิดฉากตอบโต้บรรดากลุ่มผู้ก่อการร้ายทั่วโลก และให้ความสำคัญกับการจัดตั้งฐานทัพอเมริกันในภูมิภาคต่างๆ สำหรับจิบูตี มีทำเลที่เหมาะสมกับกองเรือรบของสหรัฐฯที่ลาดตะเวนในทะเลแดง ขณะเดียวกัน จิบูตีก็ได้รับความช่วยเหลือด้านการพัฒนาเศรษฐกิจอย่างเต็มที่จากชาติพันธมิตรนาโต้

สาเหตุที่ทำให้คนไทยส่วนมากไม่ค่อยรู้จักประเทศจิบูตี คงเป็นเพราะจิบูตีเป็นเพียงชาติเล็กๆในแอฟริกา และเคยเป็นอาณานิคมของฝรั่งเศสมายาวนาน เมื่อได้รับเอกราชในปี 2520 ก็ต้องเผชิญกับปัญหาความไม่สงบทั้งภายในประเทศและนอกประเทศ จนกระทั่งในปี 2542 จิบูตีจึงได้มีประธานาธิบดีจากการเลือกตั้งเป็นครั้งแรก ได้แก่ นาย Ismail Omar Guelleh ซึ่งนำประเทศมาสู่ความสงบร่มเย็น และเริ่มเปิดตัวสู่เวทีโลกในฐานะประเทศยุทธศาสตร์เศรษฐกิจและความมั่นคงปลอดภัยแห่งแอฟริกา

เศรษฐกิจจิบูตี เริ่มฉายแววสดใสเมื่อย่างเข้าทศวรรษ 2000 โดยมีอัตราการเจริญเติบโตขยับเพิ่มขึ้นเป็นลำดับ ทั้งนี้ คาดว่าในปี 2547 จะมีอัตราการขยายตัวของ GDP อยู่ในระดับเฉลี่ยราว 3.8% และคาดว่าจะเพิ่มเป็น 3.9% ในปี 2548 แม้ว่าจะอยู่ในเกณฑ์ที่ต่ำกว่าประเทศเอเชียทั่วไป แต่สำหรับประเทศในแอฟริกาแล้ว ถือว่าเป็นระดับที่น่าพอใจ เนื่องจากอัตราเติบโตโดยเฉลี่ยของทวีปแอฟริกาประมาณ 3% ต่อปี ในช่วง 10 ปีที่ผ่านมา

ปัจจัยสำคัญที่ส่งเสริมให้เศรษฐกิจจิบูตีเข้มแข็งขึ้น ได้แก่

• ภาคบริการเฟื่องฟู จิบูตีเป็นประเทศเล็ก ส่งผลให้ภาคเศรษฐกิจด้านอุตสาหกรรมและเกษตรกรรมไม่ค่อยมีบทบาทสำคัญมากนัก เพราะแรงงานน้อย อีกทั้งพื้นที่เพาะปลูกจำกัด ส่งผลให้จิบูตีส่งเสริมธุรกรรมด้านบริการอย่างจริงจัง โดยเฉพาะบริการด้านคมนาคมขนส่งทางทะเล ซึ่งสร้างรายได้คิดเป็นสัดส่วนราว 1 ใน 3 ของ GDP ประเทศ เนี่องจากจิบูตีมีท่าเรือรองรับเรือบรรทุกสินค้าขนาดใหญ่ได้อย่างสะดวก ที่สำคัญอีกประการหนึ่ง ก็คือ รัฐบาลจิบูตีเล็งเห็นความสำคัญของท่าเรือของประเทศ จึงได้ร่วมมือกับประเทศย่านตะวันออกกลาง ได้แก่ สหรัฐอาหรับเอมิเรตส์ ให้มาช่วยบริหารจัดการท่าเรือพาณิชย์ของจิบูตี โดยมอบสัมปทานให้ Dubai Port International ซึ่งถือว่าเป็นผู้บริหารเมืองท่าชั้นนำของโลก เพราะปัจจุบัน ดูไบ เป็นหนึ่งในเมืองท่าที่คึกคักที่สุดในตะวันออกกลาง ยิ่งไปกว่านั้น ดูไบยังตั้งเป้าหมายที่จะพัฒนาเมืองท่าจิบูตี เป็น Dubai of Africa อีกด้วย

• เม็ดเงินชาติพันธมิตรสะพัด การที่สหรัฐฯและชาติพันธมิตรมาใช้ประเทศจิบูตีเป็นฐานทัพปฏิบัติการทางทหาร ส่งผลให้มีการใช้จ่ายเงินเพื่อปรับปรุงโครงสร้างพื้นฐานบางประการ ได้แก่ ถนนหนทาง ที่พักอาศัย ระบบการสื่อสาร ไฟฟ้า น้ำประปา ฯลฯ ทำให้เม็ดเงินลงทุนรวมถึงเงินช่วยเหลือด้านต่างๆหลั่งไหลมาจิบูตีในช่วง 2-3 ปีที่ผ่านมา

• เศรษฐกิจเพื่อนบ้านฟื้นตัว โดยเฉพาะประเทศเอธิโอเปีย ซึ่งมีพรมแดนติดต่อทางตะวันตกของจิบูตี และมีความสัมพันธ์ทางเศรษฐกิจใกล้ชิดกันอย่างมาก ดังนั้น การที่เศรษฐกิจเอธิโอเปียกระเตื้องขึ้น โดยคาดว่าจะอยู่ในระดับ 6.7% ในปี 2547 และ 6.4% ในปี 2548 จะส่งผลให้เอธิโอเปียมีการค้าขายสินค้าเพิ่มขึ้น และใช้เส้นทางรถไฟขนส่งผ่านเมืองท่าจิบูตี เป็นผลดีต่อภาคบริการของจิบูตีโดยตรง

• โครงการก่อสร้างท่าเรือ Doraleh ซึ่งเป็นท่าเรือน้ำลึกแห่งใหม่ ที่ทางการจิบูตีกำลังเร่งรัดให้แล้วเสร็จโดยเร็ว เพื่อรองรับปริมาณการค้าในย่านแอฟริกาตะวันออกเฉียงเหนืออย่างกว้างขวาง โครงการก่อสร้างดังกล่าวมีการใช้จ่ายเงินลงทุนเป็นจำนวนมาก นับเป็นส่วนหนึ่งที่ทำให้เม็ดเงินเดินสะพัดในเศรษฐกิจของจิบูตี โครงการท่าเรือ Doraleh จะมีเทอร์มินัลขนส่งน้ำมันไปยังประเทศเพื่อนบ้านอีกด้วย โดยมอบสัมปทานให้แก่ Independent Petroleum Group ของประเทศคูเวตเป็นผู้บริหารจัดการ ดังนั้น ท่าเรือ Doraleh จึงเป็นทั้งท่าขนส่งสินค้าและเส้นทางลำเลียงน้ำมันไปยังพื้นที่ตอนในของแอฟริกาอีกด้วย

แนวโน้มเศรษฐกิจจิบูตีที่สดใส ประกอบกับบทบาทสำคัญในเชิงพาณิชย์ที่เพิ่มพูนมากขึ้นในย่านแอฟริกาตอนเหนือ น่าจะพลังดึงดูดสำคัญให้นักธุรกิจต่างชาติ รวมถึงนักธุรกิจไทยเปิดความสัมพันธ์ทางการค้าและการลงทุนในจิบูตี เพื่อเป็นช่องทางไปสู่ทวีปแอฟริกาตอนในต่อไป ถึงแม้จิบูตียังเป็นเพียงประเทศที่กำลังพัฒนาและมีปัญหาเศรษฐกิจที่ไม่แตกต่างจากประเทศกำลังพัฒนาอื่นๆ เช่น ปัญหาการขาดดุลงบประมาณ ปัญหาการว่างงาน ปัญหาหนี้สิน เป็นต้น

แต่การที่จิบูตีให้ความร่วมมือกับประเทศพันธมิตรนาโต้ในการรักษาความมั่นคงปลอดภัยในภูมิภาคแอฟริกา ส่งผลให้ปัญหาเศรษฐกิจต่างๆของจิบูตีมีแนวโน้มคลี่คลายดีขึ้นเป็นลำดับ อีกทั้ง การที่รัฐบาลจิบูตีให้ความสำคัญกับประเทศเพื่อนบ้านใกล้ชิดอย่างเท่าเทียมกัน ไม่ว่าจะเป็นประเทศในแอฟริกาด้วยกันเอง หรือประเทศย่านตะวันออกกลาง ส่งผลให้จิบูตีมีความสัมพันธ์ที่ดีกับประเทศเหล่านี้ นำมาสู่ความสงบร่มเย็นและความร่วมมือทางเศรษฐกิจกันอย่างแน่นแฟ้นในอนาคต