ศูนย์วิจัยกสิกรไทยคาดการณ์ว่าราคาน้ำมันดิบในตลาดโลกจะทรงตัวอยู่ในระดับสูงจนถึงปี 2548 เนื่องจากความต้องการในตลาดโลกมีปริมาณที่จะเพิ่มขึ้นอย่างต่อเนื่องจนเกิดความกังวลว่าปริมาณการผลิตน้ำมันดิบโดยเฉพาะจากกลุ่มประเทศโอเปกอาจจะไม่เพียงพอต่อความต้องการได้ ส่งผลให้กองทุนน้ำมันเชื้อเพลิงต้องแบกรับภาระชดเชยกว่า 20,000 ล้านบาท ในขณะที่รัฐบาลได้ปรับราคาน้ำมันเบนซินขึ้น 60 สตางค์และมีแนวโน้มว่าจะเห็นราคาที่ลิตรละ 20 บาท
สำหรับสถานการณ์น้ำมันในตลาดโลกในขณะนี้ปรากฎว่าราคาน้ำมันดิบในตลาดล่วงหน้า NYMEX พุ่งขึ้นสู่จุดสูงสุดในรอบ21ปีอยู่ที่ 43.05 ดอลลาร์สหรัฐต่อบาร์เรลในวันที่ 28 กรกฎาคม เช่นเดียวกับราคาน้ำมันดิบเบรนท์ทะเลเหนือที่อังกฤษ ส่งมอบเดือนกันยายน ที่ตลาด IPE ในกรุงลอนดอนพุ่งขึ้นอยู่ที่บาร์เรลละ 39.53 ดอลลาร์สหรัฐ
ส่วนราคาน้ำมันดีเซลที่โรงกลั่นสิงคโปร์สร้างสถิติใหม่ด้วยการปิดเพิ่มขึ้นสูงที่สุดในรอบซื้อขายที่ 47.90 ดอลลาร์สหรัฐต่อบาร์เรล ขณะที่ราคาน้ำมันเบนซินอยู่ที่ 47.95 ดอลลาร์สหรัฐต่อบาร์เรล ปัจจัยสำคัญที่ทำให้ราคาน้ำมันดีเซลปรับเพิ่มขึ้นเนื่องจากการประท้วงของคนงานโรงกลั่นน้ำมันในเกาหลีใต้ ประกอบกับราคาน้ำมันเครื่องบินหรือเจ็ตมีราคาแพงขึ้นมาอยู่ที่ 49.75 ดอลลาร์สหรัฐต่อบาร์เรล จึงทำให้โรงกลั่นเร่งผลิตน้ำมันเครื่องบินมากกว่าการ กลั่นดีเซล นอกจากนี้ยังมีเหตุการณ์ความไม่สงบในอิรัก รวมทั้งเกิดไฟไหม้ที่โรงกลั่นน้ำมันในเยอรมันนี โรงกลั่นน้ำมันสหรัฐอเมริกาที่ต้องปิดฉุกเฉินเนื่องจากปัญหาไฟฟ้าลัดวงจรและยังเกิดจากความกังวลกับอุปทาน เนื่องจากบริษัทยูคอสกำลังเผชิญปัญหาเรื่องการชำระภาษีโดยศาลพยายามบังคับให้ยูคอสชำระหนี้ภาษีมูลค่าสูงถึง 3,400 ล้านดอลลาร์สหรัฐฯ ซึ่งอาจจะส่งผลให้ยูคอสต้องระงับการจัดส่งน้ำมัน
อย่างไรก็ตามปัจจัยพื้นฐานที่ส่งผลให้ราคาน้ำมันดิบและน้ำมันสำเร็จรูปปรับเพิ่มขึ้นนั้นเป็นผลพวงมาจากเศรษฐกิจจีนที่กำลังบูม จึงหนุนให้บริษัทซิโนเปคผู้ผลิตน้ำมันรายใหญ่ของจีนและเอเชียมีกำลังการผลิตน้ำมันพุ่งขึ้น 19 % ขณะที่ยอดขายเพิ่มขึ้น 30% แม้ว่ารัฐบาลจีนพยายามที่จะคลี่คลายเศรษฐกิจที่ร้อนแรงเนื่องจากหวั่นวิตกว่าจะก่อให้เกิดเศรษฐกิจฟองสบู่ แต่ถึงกระนั้นก็ตามเศรษฐกิจจีนก็ยังมีแนวโน้มที่จะโตขึ้นกว่า 9 % ต่อปี
ในเดือนมิถุนายนของปี 2547 จีนนำเข้าน้ำมันดิบในปริมาณที่สูงที่สุดในประวัติการณ์อยู่ที่ 2.82 ล้านบาร์เรลต่อวัน หรือเพิ่มขึ้น 47 % เมื่อเปรียบเทียบกับเดือนเดียวกันในปี 2546 ถึงแม้ว่ารัฐบาลจีนได้ออกมาตรการคลี่คลายความร้อนแรงทางเศรษฐกิจแล้วก็ตามแต่ปริมาณความต้องการน้ำมันของจีนในปีนี้คาดว่าจะเพิ่มอีก 500,000 – 800,000 บาร์เรลต่อวันมาอยู่ที่ระดับเฉลี่ย 6.6 ล้านบาร์เรลต่อวันเมื่อเทียบกับเฉลี่ย 5.9 ล้านบาร์เรลต่อวันในปีที่แล้ว
เมื่อทศวรรษก่อนจีนเองเคยเป็นผู้ส่งออกน้ำมันแต่มาบัดนี้จีนกลับกลายเป็นผู้นำเข้าน้ำมันรายใหญ่เป็นที่สองของโลกรองจากสหรัฐอเมริกา ความต้องการน้ำมันจีนที่เพิ่มขึ้นนี้เป็นเหตุผลสำคัญประการหนึ่งที่ทำให้ราคาน้ำมันเพิ่มสูงขึ้นเท่าตัวนับตั้งแต่ปลายปี 2544 เป็นต้นมาและนับวันดูจะสูงขึ้นเรื่อยๆซึ่งคาดว่าการบริโภคน้ำมันของจีนมีแนวโน้มว่าจะขยายตัวจากประมาณ 6 ล้านบาร์เรลต่อวันในปี 2547 เป็นวันละ 10.5 ล้านบาร์เรลในอีก 15-16 ปีข้างหน้า
อย่างไรก็ดีองค์การพลังงานนานาชาติ (International Energy Agency) ได้คาดการณ์ว่าปริมาณความต้องการน้ำมันดิบในตลาดโลกในปี 2547 จะอยู่ที่ 81.4 ล้านบาร์เรลต่อวัน เพิ่มขึ้น 3.6 %จากปีที่แล้ว ในขณะที่ปริมาณการผลิตเพิ่มขึ้น 3.5% หรืออยู่ที่ 82.3 ล้านบาร์เรลต่อวัน สำหรับปี 2548 คาดว่าปริมาณความต้องการน้ำมันดิบจะอยู่ที่ 83.2 ล้านบาร์เรลต่อวัน และปริมาณการผลิตจะเท่ากับ 83.5 ล้านบาร์เรลต่อวัน
ดังนั้นประเทศที่พึ่งพาการนำเข้าน้ำมันเป็นหลักจะต้องเผชิญกับความกดดันจากตลาดน้ำมันที่รัดตัว (Tight oil market) อันเนื่องมาจากการคาดการณ์ว่ากำลังการผลิตน้ำมันสำรอง (Spare capacity) ของกลุ่มประเทศโอเปกนั้นจะลดลงมาอยู่ที่ประมาณ 1 ล้านบาร์เรลต่อวันซึ่งเป็นระดับที่น่าเป็นห่วงมากและจะทำให้เกิดความกังวลว่าปริมาณการผลิตทั้งหมดของกลุ่มประเทศโอเปกอาจจะไม่เพียงพอต่อความต้องการน้ำมันดิบของโลกได้ ทั้งนี้ปริมาณการผลิตน้ำมันดิบของกลุ่มประเทศโอเปกยกเว้นอิรัก เมื่อเดือนมิถุนายน 2547 อยู่ที่ 26.86 ล้านบาร์เรลต่อวันซึ่งเกือบจะถึงเพดานสูงสุดของกำลังการผลิตที่ 27.90 ล้านบาร์เรลต่อวัน
สำหรับสถานการณ์น้ำมันเชื้อเพลิงของประเทศไทยนั้นปรากฎว่าในช่วง 6 เดือนแรกของปี 2547 มีความต้องการใช้ที่เพิ่มขึ้นอย่างต่อเนื่อง ส่งผลให้มูลค่าการนำเข้าเชื้อเพลิงในช่วงเวลาดังกล่าวเพิ่มขึ้นจากช่วงเดียวกันของปีก่อน 39.07 % และต้องสูญเสียเงินตราออกนอกประเทศกว่า 236,187.6 ล้านบาท1 เนื่องจากราคาน้ำมันในตลาดโลกอยู่ในระดับสูงและคาดว่าตลอดปี 2547 มูลค่าการนำเข้าน้ำมันดิบจากต่างประเทศจะสูงถึงกว่า 500,000 ล้านบาท
การใช้น้ำมันเชื้อเพลิงในช่วง 6 เดือนที่ผ่านมา มียอดการใช้ 103.7 ล้านลิตรต่อวัน 2เพิ่มขึ้น 11% เมื่อเปรียบเทียบกับช่วงเดียวกันของปีก่อน น้ำมันทุกชนิดมีการใช้เพิ่มขึ้นโดยเฉพาะน้ำมันเตา น้ำมันดีเซลหมุนเร็วและน้ำมันอากาศยาน ซึ่งเป็นการเพิ่มขึ้นจากการนำไปใช้เป็นเชื้อเพลิงการผลิตกระแสไฟฟ้าของการไฟฟ้าฝ่ายผลิตแห่งประเทศไทย แทนก๊าซธรรมชาติและการนำไปใช้ในภาคคมนาคมขนส่งและการท่องเที่ยว โดยเฉพาะน้ำมันอากาศยานมีการใช้เพิ่มขึ้นสูงมาก
ด้วยปัจจัยข้างต้นศูนย์วิจัยกสิกรไทยคาดว่าราคาน้ำมันในตลาดโลกในช่วงครึ่งปีหลังของปี 2547 จะเพิ่มขึ้นจากในช่วงครึ่งปีแรกอีกประมาณ 1-2 ดอลลาร์สหรัฐฯต่อบาร์เรล ถึงแม้ว่ากลุ่มประเทศโอเปกจะเพิ่มกำลังการผลิตอีก 500,000 ล้านบาร์เรลต่อวันในเดือนสิงหาคมนี้แล้วก็ตามและราคาน้ำมันจะทรงตัวอยู่ในระดับสูงอย่างนี้จนถึงปี 2548 อย่างไรก็ตามราคาน้ำมันอาจจะลดลงได้ถ้าหากมาตรการต่างๆของจีนที่จะชะลอการเจริญเติบโตทางเศรษฐกิจนั้นเป็นผลสำเร็จ รวมทั้งสถานการณ์ความไม่สงบในอิรักนั้นสามารถควบคุมได้ดีกว่าสภาพที่ผ่านมาในช่วง 6 เดือนแรกของปี 2547
ทั้งนี้ราคาน้ำมันในตลาดโลกที่ปรับตัวสูงขึ้นส่งผลให้กองทุนน้ำมันเชื้อเพลิงที่เข้ามาชดเชยราคาน้ำมันขายปลีกตั้งแต่วันที่ 10 มกราคม ถึง 29 กรกฎาคม 2547 คิดเป็นเงินทั้งสิ้น 20,249 ล้านบาท โดยเฉพาะภาระจากการตรึงราคาน้ำมันดีเซลซึ่งต้องชดเชยอยู่ที่ 3.92 บาทต่อลิตร และเบนซินออกเทน95 อยู่ที่ 1.64 บาทต่อลิตร และเบนซินออกเทน91 อยู่ที่ 1.73 บาทต่อลิตร ทั้งนี้หากสถานการณ์ราคาน้ำมันในตลาดโลกนั้นยังคงผันผวนและปรับตัวสูงขึ้นต่อไปจนถึงสิ้นปี2547 โอกาสที่กองทุนน้ำมันเชื้อเพลิงจะต้องชดเชยถึงกว่า 30,000 ล้านบาทในปีนี้ก็มีความเป็นไปได้ คาดว่าเพื่อลดภาระกองทุนน้ำมันฯ รัฐบาลอาจจะปรับขึ้นราคาน้ำมันเบนซินอีกหลังจากที่ปรับไปแล้วลิตรละ60สตางค์เมื่อ 6 โมงเช้าของวันที่ 29 กรกฎาคม ที่ผ่านมา
อย่างไรก็ตามศูนย์วิจัยกสิกรไทยมีความเห็นว่าราคาน้ำมันแม้ว่าจะได้ปรับตัวสูงขึ้นมาโดยตลอดแต่ยอดการนำเข้าและการใช้เชื้อเพลิงกลับไม่ลดลงหากแต่มีปริมาณเพิ่มสูงขึ้น ดังนั้นเพื่อเป็นการลดภาระกองทุนน้ำมันเชื้อเพลิงและเพื่อให้ผู้บริโภคตระหนักถึงคุณค่าของพลังงานมากขึ้น รัฐบาลควรจะปล่อยให้ราคาน้ำมันเบนซินนั้นลอยตัวตามราคาตลาดโลกที่แท้จริง ส่วนดีเซลก็คงจะขึ้นอยู่กับนโยบายของรัฐบาลว่าจะตรึงราคาต่อไปอีกหรือไม่ แต่ก็เป็นสิ่งที่น่าเป็นห่วงเพราะราคาน้ำมันดีเซลในตลาดโลกนั้นมีแน้วโน้มว่าจะปรับตัวสูงขึ้นจนถึงสิ้นปี