การส่งออกเสื้อผ้าสำเร็จรูปของไทยในช่วงครึ่งหลังของปี 2547 คาดว่าจะยังคงขยายตัวต่อเนื่องจากช่วงครึ่งปีแรก อันเป็นผลมาจากภาวะเศรษฐกิจของโลกที่ยังคงมีทิศทางการขยายตัวที่ดี ซึ่งจะเป็นปัจจัยสนับสนุนให้คำสั่งซื้อเสื้อผ้าสำเร็จรูปจากประเทศคู่ค้ารายสำคัญของไทยมีเข้ามาอย่างต่อเนื่อง ทั้งนี้คาดว่าการส่งออกเสื้อผ้าสำเร็จรูปตลอดทั้งปี 2547 จะมีมูลค่าทั้งสิ้นประมาณ 3,000 ล้านดอลลาร์ฯเพิ่มขึ้นจากปีก่อนร้อยละ 8.6 โดยมีสหภาพยุโรป ญี่ปุ่น และประเทศในกลุ่มอาเซียน เป็นตลาดส่งออกเสื้อผ้าสำเร็จรูปที่ขยายตัวอย่างโดดเด่นเฉลี่ยประมาณร้อยละ 15-20 ในขณะที่ตลาดสหรัฐฯนั้นคาดว่าจะมีการขยายตัวไม่มากนัก เนื่องจากเสื้อผ้าสำเร็จรูปของไทยจำเป็นต้องแข่งขันทางด้านราคากับสินค้าจากประเทศคู่แข่ง อาทิ จีน อินโดนีเซีย ปากีสถาน และกัมพูชา ซึ่งมีการส่งออกเสื้อผ้าสำเร็จรูปไปยังตลาดสหรัฐฯด้วยราคาที่ต่ำกว่าสินค้าไทย
ผลจากการที่ภาวะเศรษฐกิจโลกในช่วงครึ่งแรกปี 2547 มีการขยายตัวเพิ่มขึ้นโดยเฉพาะกลุ่มประเทศที่เป็นผู้ซื้อรายใหญ่ของโลกไม่ว่าจะเป็นสหรัฐอเมริกา สหภาพยุโรป และญี่ปุ่น ทำให้ประชาชนในประเทศเหล่านี้มีกำลังซื้อเพิ่มสูงขึ้น ส่งผลให้ปริมาณความต้องการบริโภคเสื้อผ้าสำเร็จรูปของโลกปรับตัวสูงขึ้น ประเทศต่างๆจึงมีการสั่งซื้อเสื้อผ้าสำเร็จรูปจากไทยซึ่งมีการพัฒนาด้านการออกแบบและตัดเย็บที่มีคุณภาพเพิ่มขึ้นดังจะเห็นได้จากการส่งออกเสื้อผ้าสำเร็จรูปของไทยในช่วง 6 เดือนแรกปี 2547 ที่มีมูลค่าทั้งสิ้น 1,389.6 ล้านดอลลาร์สหรัฐฯเพิ่มขึ้นร้อยละ 7.3 เมื่อเทียบกับช่วงเดียวกันของปีก่อน
สำหรับตลาดส่งออกเสื้อผ้าสำเร็จรูปของไทยที่สำคัญในช่วง 6 เดือนแรกของปี 2547 ที่ผ่านมาได้แก่ สหรัฐอเมริกา ญี่ปุ่น สหราชอาณาจักร ฝรั่งเศส เยอรมนี และเบลเยี่ยม เป็นต้น แต่ส่วนใหญ่เสื้อผ้าสำเร็จรูปของไทยจะพึ่งพา 3 ตลาดหลักได้แก่ ตลาดสหรัฐอเมริกา สหภาพยุโรป และญี่ปุ่น โดยมีสัดส่วนรวมกันในช่วง 6 เดือนแรกปี 2547 สูงถึงร้อยละ 82.8 โดยมีรายละเอียดดังนี้
ตลาดสหรัฐอเมริกา เป็นตลาดส่งออกเสื้อผ้าสำเร็จรูปที่สำคัญอันดับหนึ่งของไทยคิดเป็นสัดส่วนร้อยละ 50.4 โดยในปี 2547 นี้คาดว่าเศรษฐกิจของประเทศสหรัฐฯจะขยายตัวค่อนข้างดีประมาณร้อยละ 4.5-5.0 อันเป็นผลมาจากการบริโภค การลงทุน รวมทั้งการส่งออกที่ปรับตัวสูงขึ้นส่งผลให้เกิดการจ้างงานในภาคต่างๆซึ่งส่งผลไปถึงกำลังซื้อของประชาชนที่เพิ่มขึ้น และช่วยกระตุ้นให้ปริมาณความต้องการนำเข้าเสื้อผ้าสำเร็จรูปยังคงมีอยู่อย่างต่อเนื่อง แต่เมื่อพิจารณามูลค่าการส่งออกเสื้อผ้าสำเร็จรูปของไทยไปยังตลาดสหรัฐในช่วง 6 เดือนแรกปี 2547 พบว่ามีทั้งสิ้น 700.4 ล้านดอลลาร์สหรัฐฯลดลงร้อยละ 1.3 เมื่อเทียบกับช่วงเดียวกันปีก่อน ทั้งนี้เป็นผลสืบเนื่องจากประเทศคู่แข่งขันทางด้านการส่งออกเสื้อผ้าสำเร็จรูปของไทยที่มีต้นทุนการผลิตต่ำมีการตัดราคาจำหน่ายกันมากทำให้ผู้ประกอบการเสื้อผ้าสำเร็จรูปของไทยจำเป็นต้องปรับลดราคาลงมาแข่งขัน จึงทำให้มูลค่าการส่งออกปรับตัวลดลง
ทั้งนี้เป็นที่น่าสังเกตว่า ในช่วงหลายปีที่ผ่านมาเสื้อผ้าสำเร็จรูปของไทยได้สูญเสียส่วนแบ่งตลาดในตลาดสหรัฐฯอย่างต่อเนื่องจากที่เคยมีส่วนแบ่งตลาดร้อยละ 2.9 ในปี 2545 ลงลงมาเหลือร้อยละ 2.7 ในปี 2546 ที่ผ่านมา สำหรับในปี 2547 ช่วง 5 เดือนแรก ส่วนแบ่งเสื้อผ้าสำเร็จรูปของไทยในตลาดสหรัฐลดลงมาเหลือเพียงร้อยละ 2.5 ในขณะที่คู่แข่งขันที่มีต้นทุนการผลิตต่ำกว่าไทยมีส่วนแบ่งตลาดเพิ่มขึ้นอย่างเห็นได้ชัดโดยเฉพาะจีน จากเดิมที่มีส่วนแบ่งตลาดเสื้อผ้าสำเร็จรูปในสหรัฐฯร้อยละ 11.6 ในปี 2545 เพิ่มขึ้นมาเป็นร้อยละ 12.9 ในปี 2546 ในขณะที่ปี 2547 ช่วง 5 เดือนแรกส่วนแบ่งตลาดเสื้อผ้าสำเร็จรูปของจีนเพิ่มขึ้นเป็นร้อยละ 14.3 และนอกเหนือจากจีนแล้วยังมีอีกหลายประเทศซึ่งมีต้นทุนผลิตที่ต่ำที่ถือเป็นคู่แข่งทางด้านการส่งออกเสื้อผ้าสำเร็จรูปในตลาดสหรัฐฯทั้งประเทศในเอเชีย อาทิเช่น อินโดนีเซีย เวียดนาม กัมพูชา อินเดีย ปากีสถาน บังคลาเทศและศรีลังกา รวมทั้งประเทศในกลุ่มอเมริกากลาง เป็นต้น
ตลาดสหภาพยุโรป เป็นตลาดส่งออกเสื้อผ้าสำเร็จรูปที่สำคัญของไทยเป็นลำดับที่ 2 รองจากสหรัฐอเมริกา คิดเป็นสัดส่วนร้อยละ 25.5 โดยในปี 2547 นี้ แม้ว่าเศรษฐกิจของประเทศในกลุ่มสหภาพยุโรป จะขยายตัวเพียงประมาณร้อยละ 2 ซึ่งถือว่าน้อยกว่าประเทศผู้นำทางเศรษฐกิจโลกอื่นๆทั้งสหรัฐอเมริกาหรือญี่ปุ่น แต่ก็ถือว่าอยู่ในเกณฑ์ที่ดีเมื่อเทียบกับปีที่ผ่านมา ประกอบกับการที่สหภาพยุโรปมีการคืนสิทธิพิเศษทางภาษีศุลกากรหรือจีเอสพี(GSP)ในส่วนของสินค้าเสื้อผ้าสำเร็จรูปให้กับไทยทำให้สินค้าไทยมีต้นทุนด้านภาษีลดลงในขณะที่ศักยภาพการแข่งขันเพิ่มขึ้น ส่งผลทำให้มูลค่าการส่งออกเสื้อผ้าสำเร็จรูปของไทยไปยังตลาดสหภาพยุโรปในช่วง 6 เดือนแรกปี 2547 มีมูลค่าทั้งสิ้น 354.0 ล้านดอลลาร์สหรัฐฯ เพิ่มขึ้นร้อยละ 19.2 เมื่อเทียบกับช่วงเดียวกันปีก่อน โดยตลาดส่งออกเสื้อผ้าสำเร็จรูปที่สำคัญของไทยในตลาดสหภาพยุโรปมี อาทิ สหราชอาณาจักร ฝรั่งเศส เยอรมนี เบลเยียม และเนเธอร์แลนด์ เป็นต้น
ตลาดญี่ปุ่น เป็นตลาดส่งออกเสื้อผ้าสำเร็จรูปที่สำคัญของไทยเป็นลำดับที่ 3 คิดเป็นสัดส่วนร้อยละ 6.9 โดยญี่ปุ่นถือเป็นตลาดที่มีความต้องการบริโภคเสื้อผ้าสำเร็จรูปที่มีคุณภาพปานกลางไปถึงสูง ส่งผลทำให้เสื้อผ้าสำเร็จรูปของไทยซึ่งมีการพัฒนารูปแบบและคุณภาพสินค้าอย่างต่อเนื่องเป็นที่ต้องการของตลาดญี่ปุ่น โดยในปี 2547 นี้ผลจากภาวะเศรษฐกิจของประเทศญี่ปุ่นที่เริ่มฟื้นตัวอันเป็นผลจากการบริโภคและการลงทุนภาคเอกชน การผลิตภาคอุตสาหกรรม รวมทั้งการส่งออกที่ขยายตัวเพิ่มสูงขึ้น ส่งผลให้กำลังซื้อของประชาชนเพิ่มมากขึ้น โดยในช่วง 6 เดือนแรกปี 2547 ไทยมีการส่งออกเสื้อผ้าสำเร็จรูปไปยังตลาดญี่ปุ่นคิดเป็นมูลค่า 95.2 ล้านดอลลาร์สหรัฐฯเพิ่มขึ้นร้อยละ 23.3 เมื่อเทียบกับช่วงเดียวกันปีก่อน
ทั้งนี้เป็นที่น่าสังเกตว่าเสื้อผ้าสำเร็จรูปที่ไทยมีการส่งออกไปยังตลาดญี่ปุ่นค่อนข้างมากได้แก่เสื้อผ้าสำเร็จรูปที่ทำจากผ้าฝ้ายและเส้นใยประดิษฐ์นั้นมีอัตราการขยายตัวสูงถึงร้อยละ 31.8 และร้อยละ 38.7 ตามลำดับ ทั้งนี้คู่แข่งเสื้อผ้าสำเร็จรูปที่สำคัญของไทยในตลาดญี่ปุ่นในระดับสินค้าที่มีราคาไม่สูงมากนักได้แก่จีน และเวียดนาม เช่นเดียวกับตลาดอื่นๆเนื่องจากมีต้นทุนการผลิตต่ำรวมทั้งมีบริษัทญี่ปุ่นเข้าไปตั้งฐานการผลิตเสื้อผ้าสำเร็จรูปเพื่อส่งออกเป็นจำนวนมากทำให้ประเทศเหล่านี้สามารถขยายตลาดส่งออกไปยังญี่ปุ่นได้อย่างรวดเร็ว
สำหรับแนวโน้มการส่งออกเสื้อผ้าสำเร็จรูปของไทยในช่วงครึ่งหลังของปี 2547นั้นคาดว่าจะยังคงมีทิศทางการขยายตัวต่อเนื่องจากช่วงครึ่งปีแรกอันเป็นผลมาจากภาวะเศรษฐกิจของโลกที่ยังคงมีทิศทางการขยายตัวต่อเนื่องจากช่วงครึ่งปีแรก ซึ่งสังเกตได้จากคำสั่งซื้อจากผู้นำเข้าต่างประเทศที่มีเข้ามายังผู้ประกอบการเสื้อผ้าสำเร็จรูปของไทยอย่างต่อเนื่อง ดังนั้นคาดว่ามูลค่าการส่งออกเสื้อผ้าสำเร็จรูปของไทยตลอดทั้งปี 2547 จะมีทั้งสิ้นประมาณ 3,000 ล้านดอลลาร์สหรัฐฯเพิ่มขึ้นร้อยละ 8.6 โดยมีสหภาพยุโรป ญี่ปุ่น และประเทศในกลุ่มอาเซียน เป็นตลาดส่งออกเสื้อผ้าสำเร็จรูปที่ขยายตัวอย่างโดดเด่นเช่นเดียวกับช่วงครึ่งปีแรก
ในขณะที่ตลาดสหรัฐฯนั้นแม้ว่าความต้องการบริโภคเสื้อผ้าสำเร็จรูปยังคงมีต่อเนื่องตามภาวะการขยายตัวของเศรษฐกิจ แต่คาดว่าผู้ส่งออกเสื้อผ้าสำเร็จรูปของไทยจะยังคงเผชิญปัจจัยกดดันจากการที่ประเทศคู่แข่งใช้กลยุทธ์ทางด้านราคามาแข่งขันซึ่งจะส่งผลกระทบต่อการขยายตัวของมูลค่าการส่งออกเสื้อผ้าสำเร็จรูปของไทยไปยังตลาดสหรัฐฯ แต่คาดว่าการส่งออกเสื้อผ้าสำเร็จรูปไปตลาดสหรัฐฯในช่วงครึ่งปีหลังจะมีอัตราการขยายตัวสูงกว่าช่วงครึ่งปีแรก
อย่างไรก็ตาม แม้ว่าการส่งออกเสื้อผ้าสำเร็จรูปของไทยโดยรวมในช่วงครึ่งหลังของปี 2547 จะยังคงมีทิศทางเติบโตต่อเนื่องจากช่วงครึ่งปีแรกตามปัจจัยสนับสนุนจากภาวะเศรษฐกิจโลกที่ยังคงขยายตัวต่อเนื่อง แต่ในขณะเดียวก็ยังมีปัจจัยเสี่ยงที่อาจส่งผลกระทบต่อการส่งออกเสื้อผ้าสำเร็จรูปของไทยอยู่หลายประการสรุปได้ดังนี้
– ปัจจัยเสี่ยงจากข้อจำกัดทางด้านโควต้าส่งออกเสื้อผ้าสำเร็จรูป
เป็นที่น่าสังเกตว่าในช่วง 6 เดือนแรกปี 2547 แม้ว่ามูลค่าการส่งออกเสื้อผ้าสำเร็จรูปไปสหรัฐฯจะลดลงประมาณร้อยละ 1.3 แต่ปริมาณการใช้โควต้าส่งออกเสื้อผ้าสำเร็จรูปไปยังตลาดสหรัฐฯบางรายการอาทิ เสื้อผ้าของบุรุษและสตรีที่ทำจากผ้าฝ้าย ชุดกระโปรงที่ทำจากผ้าฝ้ายและเส้นใยประดิษฐ์ รวมทั้งกางเกงของบุรุษที่ทำจากเส้นใยประดิษฐ์ มีการใช้โควต้าในระดับไม่ต่ำกว่าร้อยละ 50 ของปริมาณโควต้าส่งออกที่ได้รับ ซึ่งระดับการใช้โควต้าค่อนข้างสูงดังกล่าว แสดงให้เห็นว่าเสื้อผ้าสำเร็จรูปรายการดังกล่าวของไทยเป็นที่ต้องการและพอแข่งขันได้ในตลาดสหรัฐฯ ทั้งนี้จากปัจจัยดังกล่าวจะเป็นอุปสรรคต่อการส่งออกเสื้อผ้าสำเร็จรูปไปยังตลาดสหรัฐฯในช่วงครึ่งปีหลังเป็นอย่างมากเนื่องจากเป็นช่วงที่จะมีคำสั่งซื้อมากเพื่อรองรับเทศกาลขายในช่วงคริสมาสต์และปีใหม่ ในขณะที่การขอยืมโควต้าส่งออกในปี 2548 ไม่สามารถทำได้เนื่องจากในปี 2548 ประเทศต่างๆจะมีการเปิดเสรีทางการค้าโดยไม่มีข้อจำกัดทางด้านโควต้าตามข้อตกลงขององค์การการค้าโลก(WTO)ส่งผลให้ปี 2547 ไทยไม่สามารถยืมโควต้าส่งออกเสื้อผ้าสำเร็จรูปในปีหน้าได้เหมือนเช่นปีก่อนๆที่มีการยืมโควต้าล่วงหน้ามาใช้
– ปัจจัยเสี่ยงจากการเพิ่มสมาชิกสหภาพยุโรป
จากการที่สหภาพยุโรปมีการรับสมาชิกใหม่เพิ่มขึ้นอีก 10 ประเทศอันได้แก่ โปแลนด์ ฮังการี สาธารณรัฐเช็ก ไซปรัส ลัตเวีย เอสโตเนีย ลิทัวเนีย สโลวีเนีย มอลตา และสาธารณรัฐสโลวัก ในวันที่ 1 พฤษภาคม 2547 ที่ผ่านมาแม้ในด้านหนึ่งจะทำให้ไทยได้รับโควต้าส่งออกเสื้อผ้าสำเร็จรูปไปยังสหภาพยุโรปเพิ่มขึ้น แต่ในอีกด้านหนึ่งก็เป็นปัจจัยเสี่ยงจากการที่ประเทศสมาชิกสหภาพยุโรปเดิมจะหันไปนำเข้าสินค้าหรือย้ายฐานการผลิตเสื้อผ้าสำเร็จรูปเข้าไปตั้งอยู่ในประเทศสมาชิกใหม่เพิ่มขึ้นโดยอาศัยข้อได้เปรียบทางด้านภาษีนำเข้า รวมทั้งการเคลื่อนย้ายเครื่องจักรและวัตถุดิบที่เสรีระหว่างประเทศสมาชิกด้วยกันเป็นข้อได้เปรียบ ซึ่งจากปัจจัยดังกล่าวจะส่งผลให้เสื้อผ้าสำเร็จรูปที่ผลิตจากไทยประสบปัญหาการแข่งขันในตลาดสหภาพยุโรปที่รุนแรงยิ่งขึ้น
กล่าวโดยสรุปแล้ว การส่งออกเสื้อผ้าสำเร็จรูปของไทยในช่วงครึ่งหลังของปี 2547 คาดว่าจะยังคงมีอัตราการขยายตัวต่อเนื่องจากช่วงครึ่งปีแรก อย่างไรก็ตาม การส่งออกเสื้อผ้าสำเร็จรูปของไทยก็มีปัจจัยเสี่ยงที่มิอาจมองข้ามโดยเฉพาะปัญหาทางด้านการแข่งขันกับเสื้อผ้าสำเร็จรุปจากประเทศคู่แข่งที่มีต้นทุนต่ำกว่า รวมทั้งปัญหาทางด้านการขาดแคลนโควต้าส่งออกสินค้าเสื้อผ้าสำเร็จรูปในบางรายการที่ผู้ส่งออกของไทยมีความต้องการใช้โควต้ามาก ทำให้ไม่สามารถรองรับคำสั่งซื้อที่เข้ามาในช่วงนี้ได้มากนัก ดังนั้นผู้ประกอบการเสื้อผ้าสำเร็จรูปของไทยจึงจำเป็นต้องเร่งขยายการส่งออกไปยังตลาดอื่นๆที่มีศักยภาพและไม่มีปัญหาทางด้านข้อจำกัดทางด้านโควต้าการส่งออกอาทิ ประเทศญี่ปุ่น ประเทศอาเซียน และประเทศในกลุ่มตะวันออกกลาง เป็นต้น ซึ่งจะช่วยให้มูลค่าการส่งออกเสื้อผ้าสำเร็จรูปของไทยในปี 2547 สามารถขยายตัวได้ตามที่ตั้งเป้