แบตเตอรี่ยานยนต์ ..ตลาดโตตามกระแสดีทรอยต์แห่งเอเชีย

การเติบโตของเศรษฐกิจโลกส่งผลให้ปริมาณความต้องการยานยนต์เพิ่มสูงขึ้นและมีผลให้แบตเตอรี่ยานยนต์ในตลาดโลกขายได้มากขึ้นเป็นเงาตามตัว โดยในปี 2546 ได้มีการผลิตแบตเตอรี่ยานยนต์ทั่วโลกจำนวนประมาณ 110 ล้านลูก1 เพื่อใช้ในยานยนต์ทั้งในกิจการพลเรือน อุตสาหกรรม และอื่นๆ

สำหรับประเทศไทยนั้น จากการที่รัฐบาลได้ประกาศให้อุตสาหกรรมยานยนต์เป็นหนึ่งในอุตสาหกรรมยุทธศาสตร์ในการพัฒนาประเทศ และมีจุดมุ่งหมายสูงสุดในการเป็นฐานการผลิตยานยนต์ในเอเซียหรือดีทรอยต์แห่งเอเชีย (Detroit of Asia) ซึ่งหมายถึงอุตสาหกรรมยานยนต์ในประเทศจะได้รับการสนับสนุนในด้านต่างๆ ให้มีการเติบโตอย่างต่อเนื่องซึ่งจะส่งผลให้ความต้องการแบตเตอรี่ยานยนต์เพิ่มสูงขึ้นด้วย โดย คาดว่ามูลค่าตลาดรวมในประเทศของแบตเตอรี่ยานยนต์จะมีประมาณ 4,000 ล้านบาท2 สำหรับตลาดของแบตเตอรี่ยานยนต์ในประเทศแบ่งได้เป็น 3 ประเภทดังนี้

1. ตลาดรถใหม่ (Original Equipment Manufacturers : OEMs) ในปัจจุบัน ประเทศไทยมีผู้ผลิตรถยนต์ในประเทศจากค่ายต่างๆ รวม 15 ราย และผู้ผลิตรถจักรยานยนต์รวม 7 ราย และที่ผ่านมามียอดการผลิตรวมกันสูงขึ้นทุกปี ในช่วงหกเดือนแรกของปี 2547 นี้ ประเทศไทยมีการผลิตรถยนต์ทุกประเภทรวมทั้งสิ้น 46,329 คัน เพิ่มขึ้นจากช่วงเวลา เดียวกันของปีที่แล้วประมาณ 30% และมีการผลิตรถจักรยานยนต์ทุกแบบรวมกัน 1,434,269 คัน เพิ่มขึ้นจากช่วงเวลาเดียวกันของปีที่แล้วประมาณ 20% ซึ่งถือว่าเป็นแนวโน้มที่ดีและเป็นผลดีต่ออุตสาหกรรมแบตเตอรี่ยานยนต์ในประเทศ ซึ่งเป็นไปในทิศทางเดียวกันเสมอมา ผู้ผลิตที่สามารถเข้าสู่ตลาดนี้ส่วนใหญ่เป็นผู้ผลิตที่ร่วมทุนกับบริษัทในญี่ปุ่น เนื่องจากมีสายสัมพันธ์ทางธุรกิจด้วยกันมาช้านานกับกลุ่มบริษัทผู้ผลิตรถยนต์สัญชาติญี่ปุ่น ซึ่งครองตลาดยานยนต์ในประเทศไทยกว่า 80%

2. ตลาดทดแทน(Replacement Equipment Manufacturers : REMs) ตลาดทดแทนหรือตลาดอะไหล่ (After Market) เป็นตลาดที่มีอัตราการเติบโตอย่างต่อเนื่องตามจำนวนรถยนต์และรถจักรยานยนต์ที่จำหน่ายในประเทศ และยังจะมีมูลค่าสูงขึ้นตลอด เนื่องจากความต้องการที่จะต้องซื้อหาแบตเตอรี่ใหม่เพื่อเปลี่ยนทดแทนลูกเดิมที่หมดอายุการใช้งานลง ซึ่งแบตเตอรี่ยานยนต์จะมีอายุการใช้งานโดยเฉลี่ยประมาณ 2-3 ปี ตามแต่ชนิดของแบตเตอรี่และการบำรุงรักษา สังเกตได้ว่า ยอดการจำหน่ายยานยนต์ภายในประเทศในช่วงปี 2545 – 2546 เป็นการเพิ่มขึ้นอย่างก้าวกระโดดเมื่อเทียบกับในปี 2544 โดยที่ยอดการ จำหน่ายรถยนต์ในปี 2545 เพิ่มขึ้นกว่า 38% เมื่อเทียบกับยอดการจำหน่ายในปี 2544 ส่วนในด้านรถจักรยานยนต์นั้น ยอดการจำหน่ายในปี 2545 เพิ่มสูงขึ้นกว่า 48% เมื่อ เทียบกับยอดการจำหน่ายรถจักรยานยนต์ในปี 2544 โดยในส่วนนี้ยานยนต์ที่จำหน่ายในปี 2544 หรือก่อน เริ่มมีความต้องการที่จะเปลี่ยนแบตเตอรี่เนื่องจากครบอายุการใช้งาน และยานยนต์ที่จำหน่ายในปี 2545 และ 2546 จะเริ่มทยอยมีความต้องการที่จะเปลี่ยนแบตเตอรี่ในอนาคตอันใกล้ ผู้ผลิตที่เข้าสู่ตลาดส่วนนี้จะเป็นผู้ผลิตทั้งที่เป็นของคนไทย และที่ร่วมทุนกับต่างประเทศ

3. ตลาดส่งออก (Exporting Market) แบตเตอรี่ยานยนต์ที่ผลิตในประเทศไทยเป็นที่ยอมรับในตลาดต่างประเทศ โดยเฉพาะในตลาดของบางประเทศที่เป็นตลาดส่วนหนึ่งของตลาดส่งออกของรถยนต์และรถจักรยานยนต์สำเร็จรูปของไทย เช่น ประเทศในกลุ่มอาเซียน เช่น ฟิลิปปินส์ อินโดนีเซีย และประเทศในกลุ่มอินโดจีน เป็นต้น ตลาดส่งออกของแบตเตอรี่ยานยนต์และส่วนประกอบของไทย ขยายตัวเฉลี่ยปีละประมาณ 11% แม้ว่าการส่งออกในระยะหลังชะลอตัวลงบ้างแต่อย่างไรก็ตาม ศูนย์วิจัยกสิกรไทยคาดการณ์ว่า ภาวะการส่งส่งออกของแบตเตอรี่ยานยนต์และส่วนประกอบของไทยในอนาคต

ปัจจัยล่าสุดที่ส่งผลดีต่อผู้ประกอบการแบตเตอรี่ยานยนต์และแสดงให้เห็นถึงเจตนารมณ์ที่ชัดเจนของรัฐบาลในการส่งเสริมอุตสาหกรรมยานยนต์ในประเทศ คือ การปรับโครงสร้างภาษีสรรพสามิต สำหรับรถยนต์ใหม่ที่เพิ่งประกาศใช้ โดยได้มีการลดอัตราภาษี สำหรับรถยนต์ที่มีความจุกระบอกสูบต่ำกว่า 2,000 ซีซี ซึ่งอาจจะส่งผลให้รถยนต์นั่งขนาดดังกล่าวมียอดการจำหน่ายในประเทศสูงขึ้นเนื่องจากราคาขายที่สามารถปรับให้ถูกลงได้ อันเป็นผลให้ตลาดของแบตเตอรี่รถยนต์สำหรับรถใหม่เติบโตมากขึ้นตามไปด้วย

ตลาดสดใส…แต่ยังอีกหลายปัจจัยที่ต้องฝ่าฟัน

ตลาดในประเทศของแบตเตอรี่ยานยนต์ยังคงขยายตัวอย่างต่อเนื่องในทิศทางเดียวกันกับยอดการผลิตรถยนต์ที่เพิ่มสูงขึ้นสำหรับตลาดรถใหม่ (OEMs) และยอดจำหน่ายของรถยนต์ในประเทศที่เพิ่มขึ้นอย่างก้าวกระโดดในระหว่าง 2-3 ปีที่ผ่านมาสำหรับตลาดทดแทน (REMs) ซึ่งเป็นช่วงเวลาที่แบตเตอรี่ที่ติดตั้งออกมาพร้อมกับยานยนต์จากโรงงานประกอบรถยนต์ในช่วงเวลาดังกล่าวเริ่มครบอายุการใช้งาน ศูนย์วิจัยกสิกรไทย จึงคาดการณ์ว่าตลาดของแบตเตอรี่ยานยนต์ในประเทศในปี 2547 นี้จะมีอัตราการเติบโตสูงขึ้นจากในปี 2546 ที่ประมาณไม่น้อยกว่าร้อยละ 12 จากปีที่แล้ว แต่อย่างไรก็ตาม คาดว่าผู้ประกอบการยังคงมีอุปสรรคในด้านต่างๆ ที่ต้องเตรียมการรองรับ เพื่อรักษาตลาดของแบตเตอรี่ยานยนต์ให้เติบโตต่อไป ซึ่งศูนย์วิจัยกสิกรไทย พอจะสรุปปัญหาอุปสรรคตลอดจนประเด็นต่างๆ ที่เกี่ยวข้องกับการดำเนินงาน พร้อมทั้งหนทางในการเตรียมการเพื่อรองรับ ได้ดังนี้

1. ความผันผวนทางด้านราคาของวัตถุดิบ

– ตะกั่วบริสุทธิ์ซึ่งเป็นวัตถุดิบหลักที่สำคัญในอุตสาหกรรมแบตเตอรี่ยานยนต์มีความผันผวนทางด้านราคาค่อนข้างสูง โดยที่ล่าสุด ราคาตะกั่วบริสุทธิ์ได้ปรับตัวสูงขึ้นไปถึงที่เกินกว่า 900 ดอลล่าร์สหรัฐต่อหนึ่งเมตริกตัน ตั้งแต่ช่วงครึ่งปีหลังของปี 2546 ซึ่งเป็นการปรับตัวเพิ่มขึ้นกว่า 60% ตะกั่วบริสุทธิ์เป็นทรัพยากรธรรมชาติที่ต้องนำเข้าจากต่างประเทศเท่านั้น และมีสัดส่วนคิดเป็นประมาณร้อยละ 50 ของต้นทุนการผลิตรวม และมีราคาที่ผันผวนตามตลาดโลก ส่วนตะกั่วที่นำกลับมาใช้ใหม่ (Recycled Lead)สามารถใช้เป็นเพียงแค่ส่วนประกอบย่อยในการผลิตเท่านั้น ในปัจจุบันผู้ประกอบการในประเทศ ต้องพึ่งพาผู้จัดหาวัตถุดิบตะกั่วบริสุทธิ์จากทั้งในและต่างประเทศ ซึ่งหากผู้จัดหาไม่สามารถจัดส่งวัตถุดิบได้ทันตามกำหนดเวลาก็จะส่งผลกระทบต่อแผนการผลิตโดยรวมได้

– โพลีโพรพิลีน (Polypropylene : PP) ซึ่งเป็นวัตถุดิบหลักอีกชนิดหนึ่งซึ่งเป็นส่วนสำคัญในการใช้ผลิตเปลือกหม้อแบตเตอรี่ ก็มีความผันผวนตามราคาตลาดโลก ล่าสุดนับตั้งแต่ต้นปี 2547 ที่ผ่านมา ผู้ประกอบการส่วนใหญ่ต้องปรับราคาขายแบตเตอรี่ยานยนต์ขึ้นประมาณ 10 – 12 % จากราคาเดิม อย่างไม่มีทางเลือก เพื่อชดเชยกับราคาวัตถุดิบที่ปรับตัวเพิ่มสูงขึ้น ดังนั้นการวางแผนการจัดการวัตถุดิบที่ดี และทันต่อการเปลี่ยนแปลงของตลาดโลก จึงเป็นสิ่งจำเป็นสำหรับผู้ประกอบการ อีกทั้งการแสวงหาแหล่งวัตถุดิบใหม่ ที่มีคุณภาพใกล้เคียงกันก็จะสามารถกระจายความเสี่ยงอันเนื่องมาจากการขาดแคลนวัตถุดิบ และป้องกันความสูญเสียอันเนื่องมาจากการเก็บสต๊อกวัตถุดิบมากเกินความจำเป็น

2. การตลาดที่มีการแข่งขันสูง ในภาวะของตลาดที่มีการเติบโตสูงในทิศทางเดียวกันกับตลาดยานยนต์ ดังนั้นในส่วนของตลาดรถใหม่(OEMs) ซึ่งส่วนใหญ่เป็นผู้ผลิตยานยนต์จากญี่ปุ่น จึงเป็นของผู้ผลิตแบตเตอรี่ยานยนต์ที่ร่วมทุนกับผู้ผลิตแบตเตอรี่ยานยนต์จากชาติเดียวกัน และมีผลให้ผู้ประกอบการรายใหญ่อื่นๆ ต้องหันเข้าหาผู้ผลิตรถยนต์จากค่ายยุโรปและสหรัฐอเมริกา ซึ่งมีส่วนแบ่งในตลาดยานยนต์ในประเทศเป็นส่วนน้อย ดังนั้นการขยายตลาดทดแทน(REMs)จึงเป็นสิ่งที่สามารถดำเนินการเพื่อเพิ่มยอดการจำหน่าย เนื่องจากตลาดทดแทนมีการขยายตัวสูงตามยอดจำหน่ายรถยนต์ในประเทศที่เพิ่มสูงขึ้น การส่งเสริมการขายในลักษณะที่เป็นผู้สนับสนุน(สปอนเซอร์) ในกิจกรรมที่เกี่ยวกับยานยนต์ เช่น งานมหกรรมยานยนต์ การแข่งขันยานยนต์แบบต่างๆ และการแข่งขันกีฬาประเภทต่างๆ จะช่วยเป็นการประชาสัมพันธ์ผลิตภัณฑ์ให้เป็นที่รู้จักอย่างกว้างขวางและทั่วถึงยิ่งขึ้น นอกเหนือจากการให้บริการหลังการขายที่สามารถสร้างความแตกต่าง อีกทั้งเพิ่มตลาดส่งออกรายใหม่ก็เป็นสิ่งที่สามารถเพิ่มยอดการจำหน่ายรวมได้เช่นกัน

3. เทคโนโลยีการผลิต อุตสาหกรรมแบตเตอรี่ยานยนต์ในปัจจุบันเป็นอุตสาหกรรมที่มีกระบวนการผลิตที่ไม่ซับซ้อน แต่ยังคงต้องพึ่งพาวัตถุดิบตะกั่วบริสุทธิ์เป็นวัตถุดิบหลักในการผลิต เนื่องจากวัตถุดิบทดแทนชนิดอื่นยังคงมีราคาสูงเกินกว่าที่จะนำมาผลิตในเชิงพาณิชย์ ดังนั้นการนำเทคโนโลยีที่สามารถปรับปรุงกรรมวิธีการผลิต ลดต้นทุนต่อหน่วยและลดอัตราการสูญเสีย จึงเป็นสิ่งจำเป็นในการสร้างความได้เปรียบในการแข่งขันในตลาด และการลงทุนเพื่อปรับปรุงกระบวนการผลิตจึงเป็นสิ่งที่ควรกระทำอย่างต่อเนื่อง

4. การขยายสายผลิตภัณฑ์(Product Line Expansion) เนื่องจากการแข่งขันในตลาดแบตเตอรี่ยานยนต์มีสูง และเนื่องจากอุตสาหกรรมแบตเตอรี่ยานยนต์มีกระบวนการผลิตที่ไม่ซับซ้อน ดังนั้น การศึกษาความเป็นไปได้ในการขยายหรือเพิ่มเติมสายการผลิตของผลิตภัณฑ์อื่นๆ ที่อยู่ในสายผลิตภัณฑ์เดียวกัน เช่น แบตเตอรี่สำหรับใช้ในยานพาหนะอุตสาหกรรมที่ขับเคลื่อนด้วยไฟฟ้า แบตเตอรี่สำหรับให้แสงสว่าง รวมถึงแบตเตอรี่ที่เป็นแหล่งไฟฟ้าสำรองฉุกเฉิน จึงเป็นสิ่งที่ควรนำมาพิจารณาเนื่องจากมีกระบวนการผลิตบางส่วนในการผลิตแบตเตอรี่ยานยนต์ สามารถใช้ร่วมกันได้และยังเป็นการเพิ่มความหลากหลายของผลิตภัณฑ์ให้เข้าถึงกลุ่มตลาดอื่นๆ ได้มากขึ้น

5. การวางแผนการจัดการสินค้าที่ครบอายุการใช้งาน จากการที่แบตเตอรี่ยานยนต์โดยส่วนใหญ่จะมีอายุการใช้งานประมาณ 2-3 ปีตามแต่สภาพการใช้งานและการบำรุงรักษา ดังนั้นสิ่งเป็นผลต่อเนื่องจากการขายสินค้าในตลาดทดแทนก็คือสินค้าที่ครบอายุการใช้งาน ส่วนประกอบหลัก 2 ชนิด ของแบตเตอรี่ยานยนต์ คือ เปลือกหม้อแบตเตอรี่ ซึ่งเป็นพลาสติกโพลีโพรพิลีน และแผ่นธาตุตะกั่วที่อยู่ภายใน ซึ่งยังสามารถนำกลับมาแปรสภาพและนำกลับมาใช้ประโยชน์ในด้านอื่นๆ ได้ อีกทั้งในปัจจุบันประเทศไทยได้ส่งออกยานยนต์ไปยังประเทศที่พัฒนาแล้วหลายประเทศเช่น ญี่ปุ่น สหราชอาณาจักร อิตาลี และประเทศอื่นๆ ในกลุ่มสหภาพยุโรป ซึ่งมีแนวโน้มที่จะใช้มาตรการที่ไม่ใช่ภาษี (Non-Tax Tariff) เพื่อเป็นการคุ้มครองผู้ผลิต ผู้บริโภค และสิ่งแวดล้อมในประเทศของตนเอง

และหนึ่งในมาตรการดังกล่าวคือ การจำกัดการใช้ตะกั่วซึ่งเป็นโลหะที่เป็นพิษต่อสิ่งแวดล้อม และอาจมีมาตรการบังคับให้ผู้ผลิตสินค้าที่มีส่วนประกอบของตะกั่วต้องรับผิดชอบด้วยการนำสินค้าที่ครบอายุการใช้งานกลับมายังประเทศผู้ผลิตเพื่อมาทำลายหรือแปรสภาพ ซึ่งมาตรการดังจะเพิ่มภาระและค่าใช้จ่ายต่อผู้ผลิตแบตเตอรี่ยานยนต์ของไทยทั้งที่ส่งออกไปจำหน่ายในรูปของอะไหล่ และที่ติดตั้งไปพร้อมกับยานยนต์ที่ส่งออกไปจำหน่ายยังประเทศนั้นๆ ดังนั้นการร่วมลงทุนหรือเป็นพันธมิตรกับผู้ประกอบการแปรสภาพแบตเตอรี่ยานยนต์ที่หมดอายุการใช้งานแล้ว จะสามารถเอื้ออำนวยแก่ผู้ผลิตแบตเตอรี่ยานยนต์ของไทย ทั้งในด้านการเป็นแหล่งวัตถุดิบย่อยในการผลิต และจะสามารถแบ่งเบาภาระของผู้ผลิตแบตเตอรี่ยานยนต์ ในการที่จะต้องมีหน้าที่ในการจัดการทำลายหรือแปรสภาพสินค้าที่หมดอายุการใช้งานดังกล่าว

บทสรุปและข้อเสนอแนะ

ศูนย์วิจัยกสิกรไทยมีความเห็นว่า อุตสาหกรรมแบตเตอรี่ยานยนต์ไทย เป็นหนึ่งในอุตสาหกรรมที่มีความสำคัญในการรองรับและเติบโตควบคู่ไปกับอุตสาหกรรมยานยนต์ของไทย และมีศักยภาพสูงที่จะพัฒนาให้เป็นอุตสาหกรรมเพื่อการส่งออก โดยอาศัยความได้เปรียบจากการที่ตลาดส่งออกยานยนต์จากประเทศไทยได้เปิดตลาดนำร่องไว้ให้ในการส่งสินค้าออกไปจำหน่ายในรูปของชิ้นส่วนอะไหล่ สามารถสร้างรายได้เข้าประเทศ ดังนั้นจึงอาจมีความเป็นไปได้ในการพัฒนาไปเป็นฐานการผลิตใหม่แทนบริษัทแม่ในต่างประเทศสำหรับผู้ประกอบการที่ร่วมทุนกับบริษัทต่างชาติ อย่างไรก็ตาม อุตสาหกรรมแบตเตอรี่ยานยนต์เป็นอุตสาหกรรมที่เกี่ยวข้องกับผลกระทบต่อสิ่งแวดล้อมเนื่องจากเป็นอุตสาหกรรมที่ใช้ตะกั่วเป็นวัตถุดิบหลักในการผลิต ดังนั้น การเตรียมการระวังป้องกันในด้านของผลกระทบต่อสิ่งแวดล้อม จึงเป็นสิ่งที่ผู้ประกอบการต้องคำนึงถึงด้วยเช่นกัน