ธุรกิจน้ำผัก-ผลไม้นับว่าเป็นธุรกิจที่น่าจับตามอง และคาดว่าจะมีการขยายตัวอย่างต่อเนื่องในปี 2549 ภายหลังจากที่ปี 2548 ที่ผ่านมาธุรกิจนี้ก็ประสบผลสำเร็จจากยอดขายในประเทศที่เพิ่มขึ้นและมูลค่าการส่งออกที่มีแนวโน้มกระเตื้องขึ้น เนื่องจากเริ่มมีอัตราการเติบโตดีขึ้นในปี 2548 อันเป็นผลมาจากปัจจัยหนุนหลากหลายปัจจัย กล่าวคือกระแสผู้บริโภคหันมาใส่ใจในสุขภาพยังคงมาแรง ทำให้ผู้บริโภคเริ่มหันมาบริโภคน้ำผัก-ผลไม้มากขึ้นแทนการบริโภคชาเขียวและน้ำอัดลม โดยตลาดชาเขียวพร้อมดื่มที่เคยเติบโตอย่างก้าวกระโดดในช่วงระยะ 3 ปีที่ผ่านมาจนสามารถแย่งลูกค้าบางส่วนจากน้ำผัก-ผลไม้นั้น คาดว่าในปี 2549 อัตราการขยายตัวของตลาดชาเขียวเริ่มจะชะลอตัวลง รวมทั้งตลาดเครื่องดื่มประเภทน้ำอัดลมก็มีแนวโน้มชะลอตัวลงด้วยเช่นกัน ทำให้คาดหมายว่าผู้ประกอบการในธุรกิจเครื่องดื่มจะเริ่มหันมาเพิ่มสายการผลิตเครื่องดื่มประเภทน้ำผัก-ผลไม้ ทำให้คาดว่าสภาพตลาดน้ำผัก-ผลไม้จะคึกคักขึ้น โดยการแข่งขันมีแนวโน้มรุนแรงมากขึ้นจากการที่ผู้ประกอบการรายเดิมต้องการปกป้องส่วนแบ่งตลาดจากผู้ผลิตหน้าใหม่ที่เริ่มเข้ามาแข่งขันในตลาด
ปริมาณการผลิตน้ำผัก-ผลไม้ในปี 2548 คาดว่าจะมีปริมาณ 139 ล้านตัน (ประมาณ 182 ล้านลิตร ) เมื่อเทียบกับปริมาณการผลิตในปี 2547 ที่มีอยู่ 124 ล้านตัน(ประมาณ 162 ล้านลิตร)แล้วเพิ่มขึ้นร้อยละ 12.1 คาดว่าปริมาณการผลิตในปี 2549 จะเพิ่มขึ้นเป็น 157 ล้านตัน(ประมาณ 219 ล้านลิตร) หรือเพิ่มขึ้นร้อยละ 12.9 อันเป็นผลมาจากความต้องการบริโภคน้ำผัก-ผลไม้ในประเทศมีแนวโน้มขยายตัว ทำให้คาดการณ์ว่าผู้ประกอบการจะเริ่มขยายกำลังการผลิต รวมทั้งมีผู้ผลิตรายใหม่เข้ามาในตลาด
คาดว่ามูลค่าตลาดน้ำผัก-ผลไม้ในปี 2549 จะมีทั้งสิ้น 3,800 ล้านบาท หรือเพิ่มขึ้นร้อยละ 20 เมื่อเทียบกับในปี 2548 โดยแยกเป็นน้ำผัก-ผลไม้ 100%หรือตลาดระดับบนมูลค่า 2,400 ล้านบาท ส่วนที่เหลือ 1,400 ล้านบาท เป็นน้ำผัก-ผลไม้ 40%หรือตลาดระดับกลาง และน้ำผัก-ผลไม้ 25% หรือตลาดระดับล่าง โดยการเติบโตยังคงมาจากน้ำผัก-ผลไม้ 100% เป็นหลัก ซึ่งมีอัตราการขยายตัวประมาณร้อยละ 18 โดยเฉพาะตลาดน้ำผัก-ผลไม้ 100% ประเภทพาสเจอร์ไรซ์จะมีเพิ่มมากขึ้น จากปัจจุบันมีดส่วนประมาณร้อยละ 10 ของมูลค่าตลาดน้ำผัก-ผลไม้ 100%ทั้งหมด ส่วนตลาดน้ำผัก-ผลไม้ระดับกลางและล่างนั้นมีอัตราการขยายตัวที่ไม่สูงนัก
อัตราการขยายตลาดน้ำผัก-ผลไม้ที่อยู่ในเกณฑ์สูงอย่างต่อเนื่อง ซึ่งแสดงให้เห็นถึงการฟื้นตัวของตลาดน้ำผัก-ผลไม้ในประเทศ นับว่าเป็นแรงจูงใจให้ผู้ประกอบการในธุรกิจเครื่องดื่มประเภทอื่นๆ โดยเฉพาะธุรกิจน้ำอัดลมหันมาขยายธุรกิจผลิตน้ำผัก-ผลไม้และเครื่องดื่มผสมน้ำผัก-ผลไม้ โดยอาศัยความแข็งแกร่งด้านเครือข่ายการกระจายตลาดช่วงชิงส่วนแบ่งตลาดจากผู้ประกอบการรายเดิมในตลาด ซึ่งการเข้ามาทำตลาดของผู้ผลิตรายใหม่จะเร่งให้ตลาดตื่นตัวและผู้บริโภคมีทางเลือกมากขึ้น
อย่างไรก็ตามผู้ประกอบการรายเดิมในตลาดก็เริ่มปรับกลยุทธ์การตลาดเพื่อรักษาส่วนแบ่งตลาดของตนเองไว้ ทั้งนี้เพื่อรับมือกับผู้ผลิตรายใหม่โดยอาศัยความคุ้นเคยและยอมรับในรสชาติของลูกค้า รวมทั้งความหลากหลายของสินค้าที่มีให้ลูกค้าเลือกมากมาย ซึ่งการยอมรับในรสชาติของน้ำผัก-ผลไม้นั้นนับว่าเป็นกุญแจสำคัญในการประสบความสำเร็จในการทำตลาดน้ำผัก-ผลไม้ นอกจากนี้ผู้ประกอบการรายเดิมยังเพิ่มความแข็งแกร่งให้กับระบบการกระจายสินค้าสู่ร้านค้าในท้องถิ่น ซึ่งตัวแทนจำหน่ายเหล่านี้มีความเชี่ยวชาญในการกระจายสินค้ากลุ่มอุปโภคบริโภค ทั้งนี้เพื่อให้สินค้าเข้าถึงมือผู้บริโภคกลุ่มเป้าหมายอย่างทั่วถึง รวมไปถึงการเริ่มวิจัยและพัฒนาสินค้า เช่น การเพิ่มสารอาหารหรือวิตามินเสริมเข้าไปในน้ำผักและผลไม้ ทั้งนี้เพื่อสร้างมูลค่าเพิ่มและวางตำแหน่งของสินค้าใหม่ให้กับผู้บริโภค นอกจากการเลือกดื่มเพื่อสุขภาพและดับกระหายแล้วยังได้ประโยชน์อย่างอื่นๆเพิ่มขึ้นด้วย ปัจจุบันตลาดน้ำผัก-ผลไม้ผสมวิตามินต่างๆ และผสมคอลลาเจนกำลังมีอัตราการเติบโตที่น่าจับตามอง ซึ่งผู้ประกอบการต้องสื่อสารข้อมูลการสร้างมูลค่าเพิ่มของน้ำผัก-ผลไม้นี้ให้กับผู้บริโภคกลุ่มเป้าหมายได้รับทราบด้วย ทั้งนี้นับว่าเป็นการขยายฐานตลาดของน้ำผัก-ผลไม้ โดยปัจจุบันคนไทยดื่มน้ำผัก-ผลไม้โดยเฉลี่ยไม่ถึง 10 ลิตรต่อคนต่อปี เมื่อเทียบกับประเทศที่พัฒนาแล้วจะดื่มน้ำผัก-ผลไม้สูงถึง 30 ลิตรต่อคนต่อปี เท่ากับว่าตลาดน้ำผัก-ผลไม้ในไทยยังมีโอกาสในการขยายตัวได้อีกมาก
สำหรับการส่งออกน้ำผัก-ผลไม้ของไทยในปี 2548 มีแนวโน้มกระเตื้องขึ้นจากที่มูลค่าการส่งออกชะลอตัวในปี 2547 กล่าวคือ คาดว่าในปี 2548 มูลค่าการส่งออกน้ำผัก-ผลไม้เท่ากับ 190.0 ล้านดอลลาร์สหรัฐฯ เมื่อเทียบกับในปี 2547 ที่มีมูลค่าการส่งออก 178.5 ล้านดอลลาร์สหรัฐฯแล้วเพิ่มขึ้นร้อยละ 6.4 ทั้งนี้เนื่องจากการส่งออกไปยังตลาดหลักทั้งสหรัฐฯและสหภาพยุโรปมีแนวโน้มกระเตื้องขึ้น นับว่ามูลค่าการส่งออกกระเตื้องขึ้นจากที่ในปี 2547 นั้นมูลค่าการส่งออกลดลงร้อยละ 7.5
การส่งออกน้ำผัก-ผลไม้ของไทยนั้นน้ำสับปะรดมีสัดส่วนประมาณร้อยละ 60.0 ของมูลค่าการส่งออกน้ำผัก-ผลไม้ทั้งหมด ส่วนที่เหลือเป็นการส่งออกน้ำส้ม น้ำผัก-ผลไม้รวม และน้ำผัก-ผลไม้อื่นๆ ซึ่งเป็นที่น่าสังเกตว่ามูลค่าการส่งออกน้ำส้มและน้ำผัก-ผลไม้รวมมีอัตราการขยายตัวที่น่าสนใจ แม้ว่าในปัจจุบันมูลค่าการส่งออกจะยังไม่สูงมากนักก็ตาม
ปัจจุบันไทยยังมีการนำเข้าน้ำผัก-ผลไม้โดยมีมูลค่านำเข้าเฉลี่ย 14 ล้านดอลลาร์สหรัฐฯต่อปี ซึ่งน้ำผัก-ผลไม้ที่นำเข้าส่วนใหญ่จะเป็นน้ำผัก-ผลไม้ที่ไม่สามารถผลิตในประเทศ โดยเฉพาะผัก-ผลไม้เมืองหนาว แหล่งนำเข้าสำคัญคือ จีน ไต้หวัน สหรัฐฯ ออสเตรเลีย และสหภาพยุโรป
แนวโน้มตลาดน้ำผัก-ผลไม้ในตลาดโลกมีการเปลี่ยนแปลงที่น่าสนใจอันเป็นผลมาจากการเปลี่ยนแปลงพฤติกรรมและรสนิยมของผู้บริโภค ทำให้ตลาดน้ำผัก-ผลไม้มีแนวโน้มในการผลิตน้ำผัก-ผลไม้เข้มข้นที่ไม่ได้มีส่วนผสมของน้ำตาล(Fresh/cellular) หรือที่เรียกกันว่าน้ำผัก-ผลไม้100% มากขึ้น และแนวโน้มที่น่าจับตามองในตลาดน้ำผัก-ผลไม้ที่ยังคงความสดและมีเซลล์หรือเนื้อเยื่อของผัก-ผลไม้(Not-from-concentrate : NFC) ซึ่งน้ำผัก-ผลไม้ประเภทนี้นับว่าเป็นนวัตกรรมใหม่ของการผลิต ซึ่งเกิดจากแนวคิดของโรงงานผลิตน้ำผัก-ผลไม้ที่ต้องการผลิตน้ำผัก-ผลไม้คุณภาพสูง มีความแตกต่างจากน้ำผัก-ผลไม้ที่มีอยู่ในตลาด และใกล้เคียงกับธรรมชาติมากที่สุด ซึ่งคาดว่าโรงงานผลิตน้ำผัก-ผลไม้ในไทยคงจะมีการปรับการผลิตให้สอดคล้องกับการเปลี่ยนแปลงพฤติกรรมและรสนิยมของผู้บริโภคในตลาดต่างประเทศ และคาดว่าต่อไปคนไทยก็จะหันมานิยมน้ำผัก-ผลไม้ประเภทนี้เช่นเดียวกัน
มูลค่าการส่งออกน้ำผัก-ผลไม้
: ล้านดอลลาร์สหรัฐฯ
ประเทศ 2545 2546 2547 มค.-พย. 2548
สหรัฐฯ 45.2 51.0 47.9 52.4
สหภาพยุโรป 52.4 75.1 74.9 65.7
ญี๋ปุ่น 3.8 5.2 7.7 9.1
อาเซียน 6.8 9.5 11.1 11.3
อื่นๆ 30.5 52.1 36.9 31.6
รวม
138.7
(27.3) 192.9
(39.1) 178.5
(-7.5) 170.1
(3.9)
ที่มา : กระทรวงพาณิชย์
หมายเหตุ : ตัวเลขในวงเล็บหมายถึง การเปลี่ยนแปลงเมื่อเทียบกับปีที่ผ่านมา(ร้อยละ)


