วีซ่าเผยผลสำรวจพบผู้บริโภคกังวลเรื่องความปลอดภัยของข้อมูลมากที่สุด

ดาวอส, สวิตเซอร์แลนด์ และ ซานฟรานซิสโก— ผลสำรวจทัศนคติผู้บริโภคทั่วโลกที่บริษัทวีซ่า อินเตอร์เนชันแนลเผยแพร่ออกมาในวันนี้พบว่า การขโมยหรือการสูญเสียข้อมูลส่วนบุคคลและข้อมูลทางการเงินนับเป็นปัญหาที่ผู้บริโภคทั่วโลก (64%) วิตกมากที่สุดเป็นอันดับ 1

“ผลสำรวจนี้ตอกย้ำสิ่งที่วีซ่าเชื่ื่อมายาวนานว่า ความปลอดภัยของข้อมูลเป็นเรื่องที่ผู้บริโภคทั่วโลกกังวลมากที่สุด” นายคริสโตเฟอร์ โรดริเกซ ซีอีโอของวีซ่า อินเตอร์เนชันแนลกล่าว “ความเชื่อถือเป็นหัวใจสำคัญของเศรษฐกิจโลกระบบพลวัตของเรา และความเชื่อดังกล่าวอาจถูกกัดเซาะถ้าความกังวลมากขึ้นของผู้บริโภคในเรื่องความปลอดภัยของข้อมูลยังไม่ได้รับการแก้ไข”

ความปลอดภัยของข้อมูลไม่ใช่เรื่องใหม่ และการอำนวยความสะดวกในการปกป้องข้อมูลของผู้ถือบัตรก็เป็นภารกิจสำคัญสำหรับวีซ่ามานานแล้ว ในช่วงหลายปีที่ผ่านมา วีซ่าได้พัฒนาแผนกลยุทธ์ผลิตภัณฑ์และบริการแบบหลายชั้นเพื่อป้องกันข้อมูลและช่วยป้องกันการฉ้อโกง ขณะที่ผู้บริโภคมีความกังวลมาก การฉ้อโกงเมื่อเทียบเป็นเปอร์เซนต์ของปริมาณยอดขายของวีซ่าลดลงอย่างมากในช่วงทศวรรษที่ผ่านมา โดยอัตราการฉ้อโกงทั่วโลกของวีซ่าอยู่ที่ระดับต่ำสุดตลอดกาล ซึ่งมีปริมาณไม่ถึง 1 ใน 10 ของ 1% ของปริมาณยอดขายทั่วโลกของวีซ่า

ผลวิจัยระบุว่า ความก้าวหน้าทางเทคโนโลยีในการยืนยันตัวผู้ถือบัตรจะทำใ้ห้ผู้บริโภค 57% รู้สึก “มั่นใจเพิ่มขึ้นมาก” ในการปกป้องข้อมูลส่วนตัวของพวกเขา นั่นเป็นสาเหตุที่นายโรดริเกซได้ตอกย้ำในการประชุมเวิลด์ อีโคโนมิค ฟอรัมถึงพันธะสัญญาของวีซ่าต่อความปลอดภัยด้วยการสาธิตเทคโนโลยีที่คิดค้นขึ้นใหม่ซึ่งจะสร้างและแสดงรหัส (passcode) แบบใช้ครั้งเดียวบนบัตรวีซ่า เทคโนโลยีดังกล่าวกำลังอยู่ในขั้นตอนการพัฒนาและจะสามารถมอบความปลอดภัยและความสบายใจในระดับที่เพิ่มขึ้นให้แก่ลูกค้าที่สั่งซื้อสินค้าออน ไลน์ในไม่ช้านี้

ผลวิจัยดังกล่าวแสดงว่า ประเด็นเรื่องความปลอดภัยของข้อมูลทั่วโลกมีความสำคัญมากกว่าเรื่องความเสื่อมโทรมทางสิ่งแวดล้อม (ปัญหาที่สำคัญเป็นอันดับ 2 – 62%) และการก่อการร้าย (ปัญหาสำคัญอันดับ 3 – 58%) รวมทั้งประเด็นสำคัญอื่นๆเช่นการตกงาน (57%) โรคภัยหรือโรคระบาด (55%) และภัยพิบัติทางธรรมชาติ (48%) “เราได้ถามผู้บริโภคถึงเรื่องที่สำคัญกับพวกเขาเป็นการส่วนตัวมากที่สุด แทนที่จะเป็นเรื่องที่ประเทศชาติกำลังเผชิญอยู่ ซึ่งมักเป็นเรื่องธรรมดามากกว่าในการวิจัยประเภทนี้” นายไมค์ ดาบาได รองประธานอาวุโสบริษัทแฮร์ริส อินเตอร์แอคทีฟ ซึ่งจัดทำการสำรวจผู้บริโภคในประเทศเกิดใหม่และประเทศกำลังพัฒนา 12 ประเทศกล่าว “ความวิตกเกี่ยวกับการสูญเสียข้อมูลส่วนบุคคลและข้อมูลการเงินยังมีมากกว่าเรื่องการชำระเงิน” นายดาบาไดกล่าว

ในผลวิจัยนี้ ผู้บริโภคมีการเปลี่ยนแปลงด้านพฤติกรรม โดยเฉพาะขณะทำการสั่งซื้อสินค้าออนไลน์ ดังต่อไปนี้
— ผู้บริโภค 63% ระบุว่า พวกเขาระมัดระวังมากขึ้นในการกำจัดใบแจ้งยอดการใช้จ่าย
— ผู้บริโภค 50% พิจารณานโยบายสิทธิส่วนบุคคลของบริษัทที่ดำเนินธุรกิจด้วย
— ผู้บริโภคที่ซื้อขายในระบบออนไลน์ 62% พิถีพิถันมากขึ้นในการเลือกเว็บไซท์ที่จะสั่งซื้อสินค้า
— ผู้บริโภค 24% ระบุว่าพวกเขาซื้อสินค้าผ่านระบบออนไลน์ลดลง และ 26% ซื้อสินค้าทางโทรศัพท์ลดลง

ข้อมูลอี-คอมเมิร์ซที่แท้จริงสำหรับวีซ่าแสดงว่า ปริมาณยอดขายทั่วโลกในปี 2548 เพิ่มขึ้น 27% จากปี 2547

“ความวิตกเรื่องความปลอดภัยของข้อมูลมีมากกว่าการชำระเงินทางอิเล็คทรอนิค” นายโรดริเกซกล่าว “แต่ที่วีซ่า เราตระหนักดีว่า การรักษาความลับของลูกค้าเป็นสิ่งสำคัญต่อความสำเร็จของระบบวีซ่า และนั่นเป็นสาเหตุว่าทำไมเราจึงมีพันธะสัญญาต่อการทำหน้าที่ในส่วนของเราเพื่อสนับสนุนการแก้ไขปัญหาระดับโลก ด้วยการคิดค้นนวัตกรรม, การลงทุนและการให้ข้อมูลอย่างต่อเนื่อง วีซ่าจึงมีพันธะสัญญาต่อการทำงานร่วมกับธนาคารที่เป็นสมาชิก หุ้นส่วนเทคดนโลยี ผู้ค้าและผู้บริโภคเพื่อสนับสนุนและส่งเสริมความปลอดภัยของข้อมูลของผู้ถือบัตร แต่เราเป็นแค่ส่วนหนึ่งของวิธีการแก้ไขปัญหา”

ผู้บริโภคยังมองว่าการให้ความรู้ในวงกว้างมากขึ้นเป็นส่วนหนึ่งของวิธีแก้ปัญหา โดยผู้บริโภค 40% จะรู้สึกปลอดภัยมากขึ้นถ้าพวกเขามีข้อมูลมากขึ้นเกี่ยวกับวิธีป้องกันตนเองจากการสูญเสียข้อมูลส่วนบุคคล ขณะที่ 36% ระบุว่า พวกเขาจะรู้สึกปลอดภัยมากยิ่งขึ้นถ้ารู้ว่า องค์กรอิสระกำลังบังคับใช้มาตรฐาน ด้วยเหตุนี้ นายโรดริเกซกล่าวว่า “วีซ่าจึงสนับสนุนการพัฒนาการประชุมทั่วทั้งภาคอุตสาหกรรมใหม่ซึ่งจะนำผู้มีส่วนได้ส่วนเสียทุกรายในระบบห่วงโซ่การชำระเงินมาร่วมตัวกันเพื่อสร้างองค์กรแบบสแตนด์-อโลนที่มีความเป็นกลางขึ้นเพื่อจัดการกับเรื่องความปลอดภัยของข้อมูลให้แก่ภาคอุตสาหกรรมนี้”

มาตรการที่มีความเป็นไปได้อื่นๆที่ผู้บริโภคได้ระบุถึงนั้นยังรวมถึงการบังคับใช้กฎหมายอย่างเข้มงวดขึ้นและการรับประกันความผิดพลาด (zero liability) สำหรับการใช้บัตรชำระเงินแบบฉ้อโกง ซึ่งเป็นมาตรการป้องกันที่แคนาดา สหรัฐและเอเชียแปซิิฟิคใช้อยู่แล้ว นอกจากนี้ มีผู้บริโภคมากขึ้น (47%) ที่เชื่อว่า การคุ้มครองข้อมูลส่วนบุคคลและข้อมูลทางการเงินเป็นประเด็นระหว่างประเทศมากกว่าเป็นประเด็นระดับประเทศ (36%) ซึ่งบ่งชี้ว่า วิธีแก้ไขปัญหาจึงต้องเป็นการแก้ไขระดับโลก

“ระบบชำระเงินทั่วโลกมีความปลอดภัยพอๆกับจุดอ่อน” นายโรดริเกซกล่าว “เพื่อป้องกันความเสียหายกับความปลอดภัยของข้อมูลในอนาคต ทุกคนและทุกที่ที่เกี่ยวข้องกับการซื้อขายจะต้องรับผิดชอบบทบาทหน้าที่ของตนในระบบห่วงโซ่ชำระเงิน รวมทั้งธนาคาร โพรเซสเซอร์ ผู้ค้าปลีก และผู้บริโภค”

เกี่ยวกับวีซ่า
วีซ่าเชื่อมโยงผู้ถือบัตร ผู้ค้า และสถาบันทางการเงินผ่านเครือข่ายการชำระเงินระบบอิเล็คทรอนิคที่ใหญ่ที่สุดของโลก ผลิตภัณฑ์ของวีซ่าทำให้ผู้ซื้อและผู้ขายสามารถทำการซื้อขายกันได้ด้วยความง่ายดายและมั่นใจทั้งในโลกความจริงและโลกเสมือนจริง ในฐานะที่เป็นองค์กรที่เป็นเจ้าของโดยสถาบันการเงินที่เป็นสมาชิก 21,000 แห่ง วีซ่าจึงมีพันธะสัญญาต่อการขยายระบบการชำระเงินทางอิเล็คทรอนิคอย่างยั่งยืนเพื่อรองรับความต้องการของผู้มีส่วนได้ส่วนเสียทุกรายและเพื่อผลักดันการขยายตัวทางเศรษฐกิจ สำหรับข้อมูลเพิ่มเติม ดูได้ที่ www.corporate.visa.com

เกี่ยวกับผลสำรวจ
ผู้บริโภคกว่า 6,000 คนในสหรัฐ แคนาดา สหราชอาณาจักร เยอรมนี รัสเซีย แอฟริกาใต้ ออสเตรเลีย จีน อินเดีย ญี่ปุ่น เม็กซิโก และบราซิลตอบแบบสำรวจฉบับนี้ ซึ่งบริษัทแฮร์ริส อินเตอร์แอคทีฟจัดทำขึ้นในเดือนพ.ย.-ธ.ค. 2548 ที่ผ่านมา โดยมีค่าความคลาดเคลื่อน + หรือ -1.3%

ข้อมูลเพิ่มเติมเกี่ยวกับผลสำรวจทั่วโลก บัตร Display Visa ที่ใช้รหัสผ่านแบบพลวัต และพันธะสัญญาในปัจจุบันของวีซ่าต่อการรักษาความปลอดภัยให้กับการชำระเงินระบบอิเล็คทรอนิค สามารถดูได้โดยเข้าไปที่ www.visa.com/datasecurity หรือติดต่อไซมอน บาร์คเกอร์ที่ globalmedia@visa.com

เกี่ยวกับความปลอดภัยของวีซ่า
วีซ่ามีแผนกลยุทธ์ผลิตภัณฑ์และบริการแบบหลายชั้นเพื่อป้องกันการฉ้อโกง โดยแผนกลยุทธ์ดังกล่าวรวมถึงเครือข่ายระบบคอมพิวเตอร์ (neural network) เพื่อตรวจหารูปแบบการฉ้อโกง ชิพ และเทคโนโลยี PIN เพื่อยืนยันการทำธุรกรรม และรับรอง (Verified) โดยวีซ่าสำหรับการสั่งซื้อสินค้าทางอินเทอร์เน็ต วีซ่า ยังทำงานร่วมกับธนาคารผู้ออกบัตรเพื่อช่วยในการรักษาความปลอดภัยและตรวจสอบบัญชี รวมทั้งทำงานร่วมกับฝ่ายบังคับใช้กฎหมายเพื่อระบุตัวอาชญากร และทำงานร่วมกับผู้เชี่ยวชาญด้านการพิสูจน์หลักฐานภายนอกเพื่อหาเทคนิคที่กลุ่มอาชญากรใช้

ติดต่อ: วีซ่า อินเตอร์เนชันแนล
ไซมอน บาร์คเกอร์, 650-432-3742
อีเมล์: globalmedia@visa.com
หรือ
เบอร์สัน-มาร์สเตลเลอร์
เมลานี เอกูซ่า, 415-591-4085
อีเมล์: melanie_egusa@sfo.bm.com
เอียน บัดด์, +44 20 7300 6144
อีเมล์: ian_budd@uk.bm.com