วีซ่า เอเชีย แปซิฟิก ประกาศว่าการปรับรูปแบบบัตรชำระเงินสู่ระบบชิปอีเอ็มวีมีการเติบโตอย่างต่อเนื่อง โดย ณ สิ้นปี 2548 มีบัตรติดซิปอีเอ็มวีของวีซ่าอออกใช้กว่า 43 ล้านใบทั่วภูมิภาค คิดเป็นอัตราการเติบโตกว่า 43% เมื่อเทียบกับปีก่อนหน้า และจำนวนเครื่องรับบัตรติดซิปอีเอ็มวีได้เพิ่มเป็นกว่า 1 ล้านเครื่อง เติบโตขึ้น 105% เมื่อเทียบกับปีที่ผ่านมา
บัตรติดซิปอีเอ็มวีเป็นบัตรชำระเงินที่ฝังไมโครชิป โดยเมื่อเปรียบเทียบกับบัตรแถบแม่เหล็กแล้ว บัตรติดชิปสามารถคำนวณข้อมูลได้ รวมทั้งมอบความปลอดภัยและป้องกันการปลอมแปลงคัดลอกข้อมูลบัตรได้ดีกว่า เมื่อผู้ถือบัตรใช้ชำระเงินที่ร้านค้า บัตรติดชิปจะส่งข้อความลับเพื่อยืนยันตัวตนผู้ถือบัตรที่ต่างกันไปในแต่ละการทำธุรกรรม ซึ่งทำให้การโจรกรรมข้อมูลเพื่อปลอมบัตรไม่สามารถทำได้
ในไทยมีบัตรติดชิปอีเอ็มวีประมาณ 70,000 ใบออกใช้โดยสถาบันการเงินสมาชิกของวีซ่า บัตรติดชิปอีเอ็มวีของวีซ่ามีการออกใช้ใน 18 ประเทศ (ออสเตรเลีย กัมพูชา จีน ฮ่องกง ญี่ปุ่น เกาหลี อินเดีย อินโดนีเซีย มัลดีฟส์ นิวซีแลนด์ ปากีสถาน ฟิลิปปินส์ สิงคโปร์ ไต้หวัน ไทยและเวียดนาม) ทั่วภูมิภาค โดยในญี่ปุ่น ไต้หวัน เกาหลีใต้และมาเลเซียกำลังมีการดำเนินการเปลี่ยนไปใช้ระบบชิปทั่วประเทศ ซึ่งประเทศดังกล่าวเริ่มได้รับประโยชน์จากการใช้ชิปอีเอ็มวีแล้ว
มาเลเซียนับเป็นประเทศแรกที่มีการปรับใช้บัตรติดชิปอีเอ็มวีแล้วเร็จ โดยเปลี่ยนบัตรเครดิตทั้งหมดเป็นบัตรติดชิปอีเอ็มวีเสร็จภายในเดือนธันวาคม 2547 และปรับเครื่องรับบัตรสู่ระบบชิปอีเอ็มวีภายในเดือนธันวาคม 2548 ผลที่ได้รับคือสามารถขจัดปัญหาการปลอมแปลงบัตรในประเทศให้หมดไป
“การปกป้องผู้ถือบัตรเป็นสิ่งจำเป็นอย่างยิ่ง และเป็นสิ่งที่ลูกค้าของเราต้องการ ซึ่งเทคโนโลยีนั้นช่วยให้เราปกป้องผู้ถือบัตรได้ ชิปอีเอ็มวีเป็นรากฐานสำคัญซึ่งไม่ได้มอบเพียงแค่ความปลอดภัย แต่ยังสามารถสนองความต้องการอื่นๆ ของผู้บริโภคได้ เช่น มอบความสะดวก ความคล่องตัวและความหลากหลาย จากการที่เทคโนโลยีกำลังเปลี่ยนแปลงอย่างรวดเร็วและเป็นสิ่งที่ผู้บริโภคสนใจ การเปลี่ยนสู่ระบบชิปอีเอ็มวีจะต้องเป็นไปด้วยความรวดเร็ว มิเช่นนั้น ธนาคารต่างๆ อาจจะเสี่ยงที่จะเสียโอกาสสำคัญไป” มร.พอล จุง หัวหน้าฝ่ายผลิตภัณฑ์และเทคโนโลยีใหม่ วีซ่า เอเชีย แปซิฟิกกล่าว
ผลการศึกษา “ฮาร์ทออฟสมาร์ท” ของวีซ่า เอเชีย แปซิฟิก ซึ่งสำรวจความคิดเห็นผู้บริโภคเกี่ยวกับชิประบุว่าการรับรู้และความสนใจเกี่ยวกับสมาร์ทการ์ดของผู้บริโภคสูงขึ้นทั่วทั้งภูมิภาค ผู้บริโภคเกือบ 2 ใน 3 คนเชื่อว่าบัตรติดชิปอีเอ็มวีมีความปลอดภัยกว่าบัตรแถบแม่เหล็ก ผู้บริโภคกล่าวว่าความปลอดภัยและความสะดวกเป็นปัจจัยสำคัญที่สุดในการหันมาใช้สมาร์ทการ์ดแทนที่บัตรแถบแม่เหล็กนอกจากนี้ ผู้บริโภคยังให้ความสนใจการใช้งานด้านต่างๆ ของสมาร์ทการ์ด เช่น การใช้เป็นบัตรโดยสารขนส่งมวลชน
ข้อมูลสำคัญของภูมิภาคเอเชีย แปซิฟิก
– มาเลซียเป็นประเทศแรกในเอเชีย แปซิฟิกที่ปรับระบบบัตรและเครื่องรับบัตรสู่ระบบชิปเสร็จสมบูรณ์แล้ว ไทยและอินโดนีเซียกำลังดำเนินการทั้งในด้านการออกบัตรและเปลี่ยนเครื่องรับบัตร
– ไต้หวันมีผู้ถือบัตรติดชิปอีเอ็มวีกว่า 5 ล้านคน มีเครื่องรับบัตรอีเอ็มวีกว่า 162,000 เครื่องซึ่งครอบคลุมกว่า 90% ของฐานร้านค้ารับบัตร
– เกาหลีประสบความสำเร็จอย่างสูงในการใช้ชิปเพื่อการชำระเงินในโทรศัพท์มือถือ ซึ่ง 1 ใน 4 เป็นบัตรวีซ่า (แบบ contactless) ที่สามารถใช้ด้านขนส่งและยานพาหนะได้
– ญี่ปุ่นมีบัตรติดชิปวีซ่าออกใช้กว่า 27 ล้านใบ ณ เดือนธันวาคม 2548 โดยบัตรวีซ่า 1 ใน 3 ใบเป็นบัตรติดชิประบบอีเอ็มวี
– ออสเตรเลียและนิวซีแลนด์เริ่มใช้บัตรติดชิปกับเครื่องรับบัตรติดชิปเมื่อต้นปี 2549 ที่ผ่านมา



