ธุรกิจสถานีบริการก๊าซ LPG ในปี 2551 ถือว่ามีความคึกคักเป็นอย่างมาก โดยผู้ประกอบการต่างเร่งขยายจำนวนสถานีบริการเพื่อรองรับกับปริมาณรถยนต์ภายในประเทศที่หันมาติดตั้งถังก๊าซ LPG กันมากขึ้น โดย ณ สิ้นเดือนสิงหาคม 2551 ที่ผ่านมา มีจำนวนสถานีบริการก๊าซ LPG ทั่วประเทศถึง 537 สถานี ขยายตัวเพิ่มขึ้นจากช่วงสิ้นปี 2550 ถึง 36% แต่ทว่าจำนวนสถานีบริการก๊าซ LPG ที่เพิ่มขึ้นตามพื้นที่ต่างๆ อย่างรวดเร็วนี้ ได้ก่อให้เกิดการแข่งขันเพื่อช่วงชิงผู้ใช้บริการที่รุนแรงมากขึ้นกว่าในอดีต
มูลเหตุผลักดัน…สถานีบริการก๊าซ LPG ขยายตัว
นับตั้งแต่ปี 2548 เป็นต้นมา สถานีบริการก๊าซ LPG ในประเทศไทยมีจำนวนเพิ่มขึ้นอย่างต่อเนื่อง โดยมีอัตราการเติบโตไม่ต่ำกว่าปีละ 20% ซึ่งการเติบโตสามารถสังเกตได้ชัดเจนนับตั้งแต่ปี 2549 ที่มีจำนวนสถานีบริการเพิ่มขึ้นจากปี 2548 ถึง 98 สถานี คิดเป็นอัตราการเพิ่มขึ้นสูงถึง 46 % ซึ่งสาเหตุหลักที่สำคัญในการขยายตัวก็คือ ราคาขายปลีกน้ำมันสำเร็จรูปทั้งเบนซินออกเทน 95 ออกเทน 91 และดีเซลในประเทศไทยมีการปรับตัวสูงขึ้นจากปี 2548 เฉลี่ยถึงลิตรละ 4 บาท ซึ่งได้ทำให้ราคาน้ำมันสำเร็จรูปต่างๆ มีราคาสูงกว่าก๊าซ LPG มากกว่าหนึ่งเท่าตัว บรรดาผู้ประกอบการจึงเริ่มให้ความสนใจเปิดให้บริการกันมากขึ้น เนื่องจากคาดว่าผู้ใช้รถยนต์จะเริ่มหันมาติดตั้งระบบก๊าซ LPG กันมากขึ้น ทั้งนี้ การขยายตัวของสถานีบริการก๊าซ LPG มาปรากฏเด่นชัดอีกครั้งในปี 2551 นี้ ซึ่งในช่วงแปดเดือนแรกของปี 2551 มีจำนวนสถานีบริการก๊าซ LPG เปิดให้บริการเพิ่มขึ้นถึง 142 สถานี ซึ่งเพิ่มขึ้นมากกว่าในช่วง 2 ปีที่ผ่านมาถึงกว่าปีละ 50 สถานี
ทั้งนี้จำนวนสถานีบริการก๊าซ LPG ที่ขยายตัวอย่างมากในช่วงปี 2551 นี้ มีมูลเหตุสำคัญได้แก่
จำนวนรถยนต์ติดตั้งระบบก๊าซ LPG เพิ่มขึ้นมาก นับตั้งแต่ต้นปี 2551 เป็นต้นมา ราคาน้ำมันดิบในตลาดโลกได้ปรับตัวสูงขึ้นอย่างต่อเนื่อง จนทะยานขึ้นไปถึง 147 ดอลลาร์สหรัฐฯต่อบาร์เรลในช่วงเดือนกรกฎาคม ซึ่งได้ส่งผลให้ราคาขายปลีกน้ำมันสำเร็จรูปภายในประเทศขยับตัวสูงขึ้นเกินกว่าลิตรละ 40 บาท ขณะที่ราคาจำหน่ายก๊าซ LPG ในประเทศไทยยังคงถูกตรึงอยู่ที่ประมาณลิตรละ 11 – 12 บาท จึงทำให้บรรดาผู้ใช้รถยนต์ต่างพากันหันมาติดตั้งก๊าซ LPG เพื่อใช้แทนน้ำมันกันมากขึ้น โดยในช่วงเดือนมิถุนายน – กรกฎาคม 2551 ที่ผ่านมา มีจำนวนรถยนต์ที่เข้ารับการติดตั้งระบบก๊าซ LPG ตามอู่ต่างๆ ทั้งที่ดำเนินกิจการรับติดตั้งโดยเฉพาะ และอู่ซ่อมรถทั่วไปที่หันมาให้บริการรวมกันกว่า 100,000 คัน/เดือน ซึ่งรถยนต์จำนวนมากที่หันมาติดตั้งระบบก๊าซ LPG ในช่วงกลางปีที่ผ่านมาได้ส่งผลให้จำนวนรถยนต์ที่ใช้ก๊าซ LPG ในประเทศไทยที่จดทะเบียนอย่างถูกต้องกับกรมขนส่งทางบก ณ สิ้นเดือนสิงหาคม 2551 ที่ผ่านมามีสูงถึง 491,799 คัน ซึ่งเพิ่มสูงขึ้นจากในช่วงสิ้นปี 2550 ถึง 169.13% อันเป็นอัตราการขยายตัวมากเป็นประวัติการณ์ (รายละเอียดแสดงในแผนภาพ)
ต้นทุนการประกอบกิจการไม่สูงมากนัก สถานีบริการก๊าซ LPG หนึ่งแห่งจะใช้เงินลงทุนโดยประมาณ 5 – 10 ล้านบาท ซึ่งถือว่าต่ำกว่าการลงทุนในสถานีบริการก๊าซ NGV ที่จะต้องใช้เงินลงทุนประมาณสถานีละ 40 ล้านบาท ดังนั้น เมื่อคำนึงถึงค่าใช้จ่ายทางด้านต้นทุนการดำเนินกิจการแล้ว ผู้ประกอบการที่พิจารณาจะเปิดให้บริการสถานีก๊าซสำหรับรถยนต์ส่วนมากจึงตัดสินใจที่จะจำหน่ายก๊าซ LPG มากกว่าก๊าซ NGV
ค่าการตลาดจูงใจ ค่าการตลาดของการจำหน่ายก๊าซ LPG ที่ผู้ประกอบการสถานีจำหน่ายก๊าซ LPG แต่ละรายจะได้รับจากก๊าซ LPG แต่ละลิตรค่อนข้างสูง และแน่นอน ไม่ผันผวนเมื่อเปรียบเทียบกับค่าการตลาดของน้ำมันสำเร็จรูป (รายละเอียดแสดงในแผนภาพ) จึงทำให้รายรับของผู้ประกอบการสถานีก๊าซ LPG ค่อนข้างที่จะแน่นอน โดยในปี 2551 นี้ ค่าการตลาดสำหรับก๊าซ LPG มีค่าคงที่เฉลี่ยอยู่ที่ลิตรละ 1.76 บาท ซึ่งสูงกว่าค่าการตลาดเฉลี่ยของผลิตภัณฑ์น้ำมันทั้งหมดในตลาดซึ่งมีความผันผวนสูง โดยนับตั้งแต่ต้นปีที่ผ่านมาจนถึงสิ้นเดือนกันยายน 2551 ค่าการตลาดโดยเฉลี่ยของผลิตภัณฑ์น้ำมันอยู่ที่ลิตรละ 1.28 บาท
ผู้ประกอบการงัดกลยุทธ์…ดึงดูดผู้มาใช้บริการ
ด้วยจำนวนสถานีบริการก๊าซ LPG ที่มีจำนวนเพิ่มมากขึ้นอย่างรวดเร็วโดยเฉพาะในปี 2551 นี้ จึงเริ่มที่จะมีสถานีบริการก๊าซ LPG กระจุกตัวอยู่ในบริเวณพื้นที่ใกล้เคียงกัน ผู้ประกอบการจึงจำเป็นต้องงัดกลยุทธ์ต่างๆ เพื่อดึงดูดผู้ใช้รถยนต์ให้หันมาใช้บริการในสถานีตนเอง ซึ่งกลยุทธ์สำคัญที่ใช้กันอย่างแพร่หลาย ได้แก่
แจกของแถม กลยุทธ์การแจกของแถมถือเป็นกลยุทธ์ยอดนิยมที่เกิดขึ้นมาช้านาน โดยมีเป้าหมาย คือ การกระตุ้นผู้ใช้บริการให้เติมก๊าซในแต่ละครั้งให้ครบตามจำนวนที่สถานีบริการกำหนด เพื่อรับของแถม ซึ่งสินค้าที่นิยมแจกเป็นของแถม ได้แก่ น้ำดื่ม ยาสีฟัน ผงซักฟอก และกระดาษชำระ เป็นต้น
สะสมแต้ม แลกรางวัล กลยุทธ์ดังกล่าวได้เริ่มเกิดขึ้นในระยะหลังมานี้ ถือเป็นกลยุทธ์ดึงดูดให้ผู้ใช้บริการกลับมาใช้บริการที่สถานีบริการอย่างต่อเนื่อง โดยผู้เข้าใช้บริการเติมก๊าซจะได้รับบัตรสะสมแต้มตามมูลค่าการเติมแต่ละครั้ง ซึ่งหากสามารถสะสมแต้มได้ครบตามเงื่อนไขที่กำหนดไว้ก็จะสามารถนำบัตรสะสมแต้มดังกล่าวมาแลกรับรางวัล โดยของรางวัลที่แลกได้มักจะเป็นเครื่องใช้ไฟฟ้าภายในบ้าน เช่น พัดลม เตารีด โทรทัศน์สี เป็นต้น
ใช้จ่ายผ่านบัตรเครดิต รับส่วนลดเพิ่ม กลยุทธ์นี้เกิดขึ้นจากความร่วมมือระหว่างธนาคารที่ให้บริการบัตรเครดิต และสถานีบริการแต่ละแห่งที่ร่วมกันจัดกิจกรรม โดยผู้ที่ชำระค่าก๊าซ LPG ผ่านบัตรเครดิตที่ร่วมรายการกับสถานีบริการก๊าซ LPG ที่ระบุไว้ จะได้รับเงินคืนประมาณ 1 – 3% จากค่าก๊าซที่เติมไป ซึ่งผู้ใช้บริการจะได้รับประโยชน์จากการเสียค่าใช้จ่ายในการเติมก๊าซที่ลดลง ขณะที่ธนาคารที่ให้บริการบัตรเครดิตและสถานีบริการก๊าซที่ร่วมโครงการก็จะได้ยอดการจำหน่ายที่เพิ่มขึ้น
ลดราคาจำหน่าย กลยุทธ์การลดราคาจำหน่ายก๊าซ LPG นี้ ในอดีตจะยังคงไม่นิยมใช้กันเท่าไรนัก เนื่องจากจะทำให้ผู้ประกอบการต้องเสียรายได้มากเกินความจำเป็น แต่ในระยะหลังที่สถานีบริการก๊าซ LPG เริ่มที่จะตั้งอยู่ในบริเวณใกล้เคียงกันมากขึ้น กลยุทธ์ดังกล่าวจึงเริ่มเป็นที่นิยม โดยสถานีบริการก๊าซ LPG บางแห่งจะยอมลดราคาจำหน่ายลงเล็กน้อยเมื่อเทียบกับสถานีใกล้เคียงประมาณ 10 – 20 สตางค์ต่อลิตร เพื่อสร้างแรงจูงใจในการเติมแก่ผู้ใช้บริการ
ภาครัฐเตรียมควบคุมสถานีบริการก๊าซ…เน้นความปลอดภัย
ในปัจจุบันภาครัฐโดยกระทรวงพลังงานกำลังพิจารณาปรับปรุงกฎกระทรวงควบคุมสถานีบริการก๊าซปิโตรเลียมเหลว โดยจะดำเนินการจัดทำเป็นหลักเกณฑ์มาตรฐานในการพิจารณาออกใบอนุญาตประกอบการสถานีบริการก๊าซปิโตรเลียมเหลวเพื่อลดอัตราการเพิ่มของสถานีบริการในเขตชุมชน รวมถึงเพื่อแก้ปัญหาที่จะมีผลกระทบต่อประชาชน เพื่อประโยชน์แก่การป้องกัน หรือระงับเหตุเดือดร้อนรำคาญ หรือความเสียหายที่จะเกิดขึ้น ซึ่งรายละเอียดในร่างกฎกระทรวงที่จะปรับปรุงดังกล่าวมีรายละเอียดที่น่าสนใจ เช่น สถานีบริการจะต้องอยู่ห่างจากสถานทูต สถานศึกษา สถานพยาบาล ศาสนสถาน โบราณสถาน สนามกีฬาไม่น้อยกว่า 200 เมตร ซึ่งจากเดิมกำหนดไว้เพียงอยู่ห่างจากสถานที่ต่างๆ ดังกล่าวไม่น้อยกว่า 60 เมตร ประเด็นด้านการก่อสร้างและการจัดวางตำแหน่งของอุปกรณ์ต่างๆ ภายในสถานีบริการที่จะมีรายละเอียดกำหนดที่มากขึ้น รวมไปถึงการกำหนดปริมาณการบรรจุก๊าซสูงสุดให้กับถังก๊าซรถยนต์ขนาดความจุต่างๆ ซึ่งจะช่วยเพิ่มความปลอดภัยภายในสถานีบริการให้มีมากขึ้น เป็นต้น
ศูนย์วิจัยกสิกรไทยคาดว่าหากกฎกระทรวงดังกล่าวแล้วเสร็จและมีผลบังคับใช้จะส่งผลกระทบต่ออัตราการขยายตัวของสถานีบริการก๊าซ LPG ในเขตชุมชนให้ขยายตัวได้อย่างจำกัดมากขึ้น และคาดว่าการแข่งขันช่วงชิงผู้ใช้บริการระหว่างสถานีบริการก๊าซ LPG ที่ตั้งอยู่ในเขตชุมชนน่าจะผ่อนคลายลง ขณะที่สถานีบริการก๊าซ LPG ที่ตั้งอยู่ในเขตชานเมืองจะมีการแข่งขันที่รุนแรงมากขึ้น ทั้งจากการแข่งขันระหว่างสถานีบริการในบริเวณใกล้เคียงกันเพื่อจูงใจให้ผู้ใช้รถยนต์ในเขตชานเมืองเข้ามาใช้บริการในสถานีของตนเอง และยังต้องทำการแข่งขันสร้างแรงจูงใจให้ผู้ใช้รถยนต์ในเขตชุมชนหันมาใช้บริการ อย่างไรก็ตาม กฎกระทรวงใหม่น่าจะช่วยเพิ่มความปลอดภัยให้แก่ผู้ใช้บริการตามสถานีบริการก๊าซ LPG ต่างๆ ได้มากขึ้น
บทสรุป
ธุรกิจสถานีบริการก๊าซ LPG ในปี 2551 ถือได้ว่ามีการเติบโตที่สูง ดังสังเกตได้จากจำนวนสถานีบริการก๊าซ LPG ที่มีปริมาณเพิ่มมากขึ้น ซึ่งเป็นผลสืบเนื่องมาจากปัจจัยที่สำคัญ คือ จำนวนรถยนต์ที่หันมาติดตั้งระบบก๊าซ LPG ได้เพิ่มจำนวนมากขึ้นเป็นประวัติการณ์ อันเป็นผลสืบเนื่องมาจากราคาน้ำมันภายในประเทศในปี 2551 ที่ปรับตัวสูงขึ้นมากเมื่อเทียบกับปี 2550 เหตุผลสำคัญอีกประการหนึ่ง คือ ค่าการตลาดจากการจำหน่ายก๊าซที่ผู้ประกอบการได้รับที่ค่อนข้างสูง และไม่ผันผวนเมื่อเทียบกับค่าการตลาดน้ำมันประเภทต่างๆ รวมถึงต้นทุนการประกอบธุรกิจที่ไม่สูงมากจนเกินไป โดยเฉพาะเมื่อเทียบกับสถานีบริการก๊าซ NGV ก็เป็นอีกหนึ่งปัจจัยสำคัญที่ทำให้ธุรกิจสถานีบริการก๊าซ LPG มีการเติบโตมากขึ้น ทั้งนี้ การเติบโตของธุรกิจสถานีบริการก๊าซ LPG ได้ก่อให้เกิดการแข่งขันที่นับวันจะทวีความรุนแรงมากขึ้น เนื่องจากสถานีบริการก๊าซ LPG ที่เปิดใหม่ตั้งอยู่ในตำแหน่งที่ใกล้กับสถานีบริการเดิม จึงก่อให้เกิดการแข่งขันแย่งชิงลูกค้าโดยใช้กลยุทธ์ต่างๆ มากขึ้นทั้งการแจกของแถม การสะสมแต้มแลกของรางวัล การรับส่วนลดเพิ่มจากการใช้จ่ายผ่านบัตรเครดิต จนไปถึงการลดราคาจำหน่ายก๊าซลงเพื่อจูงใจให้ลูกค้าหันมาใช้บริการในสถานีมากขึ้น
อย่างไรก็ตาม ประเด็นทางด้านการปรับโครงสร้างราคาจำหน่ายก๊าซ LPG ภายในประเทศที่ยืดเยื้อมาจากรัฐบาลชุดที่แล้ว ยังคงเป็นประเด็นที่ต้องติดตามอย่างใกล้ชิด เนื่องจากแม้ว่าภาครัฐจะดำเนินการปรับปรุง และเร่งประกาศใช้กฎกระทรวงเพื่อควบคุมการเปิดให้บริการสถานีก๊าซ LPG แต่หากราคาก๊าซ LPG ที่จำหน่ายภายในประเทศยังคงถูกพยุงให้อยู่ในระดับที่ต่ำอยู่ต่อไป โดยที่ราคาจำหน่ายภายในประเทศไม่ได้สะท้อนถึงต้นทุนราคาก๊าซ LPG ที่แท้จริง (ภาครัฐต้องแบกรับภาระส่วนต่างราคาก๊าซ LPG ที่ต้องนำเข้าจากต่างประเทศตามราคาตลาดโลกที่สูง ขณะที่ต้องจำหน่ายในประเทศในระดับราคาที่ต่ำ) ย่อมจะส่งผลให้ยังคงมีรถยนต์ที่หันมาติดตั้งและใช้ก๊าซ LPG เพิ่มจำนวนมากขึ้น และสถานีบริการก็จะยังคงขยายจำนวนเปิดให้บริการเพิ่มมากขึ้น ขณะที่การแข่งขันในธุรกิจสถานีบริการก๊าซ LPG ก็จะทวีความรุนแรงมากขึ้น ในส่วนของภาครัฐก็จะต้องแบกรับภาระส่วนต่างราคาก๊าซ LPG จากการนำเข้าในมูลค่าสะสมที่สูงขึ้นเรื่อยๆ อันจะเป็นภาระหนักที่จะส่งผลกระทบต่อฐานะการคลังของประเทศ เนื่องจากภาครัฐยังคงให้การชดเชยราคาก๊าซ LPG อยู่ต่อไปนั่นเอง



