ในปี 2551 ราคาน้ำมันดิบในตลาดโลกมีความผันผวนที่สูงมาก นับตั้งแต่ต้นปีราคาน้ำมันดิบได้ปรับสูงขึ้นอย่างต่อเนื่องทำลายสถิติเป็นรายวัน โดยในวันที่ 11 กรกฎาคม ราคาน้ำมันดิบ WTI ในสหรัฐอเมริกาได้ปรับขึ้นไปสู่จุดสูงสุดที่ 147.27 ดอลลาร์สหรัฐฯ/บาร์เรล ซึ่งในช่วงเวลาดังกล่าว นักวิเคราะห์ในหลากหลายสถาบันต่างคาดการณ์กันว่าราคาน้ำมันดิบจะทะยานขึ้นสูงถึงระดับ 150 – 200 ดอลลาร์สหรัฐฯ/บาร์เรล ในปี 2552 – 2553 แต่ทว่านับตั้งแต่เดือนสิงหาคมเป็นต้นมา ราคาน้ำมันดิบในตลาดโลกกลับมีแนวโน้มลดต่ำลงอย่างต่อเนื่องและรวดเร็วเพียงช่วงเวลาแค่ 3 เดือนราคาน้ำมันดิบลดต่ำลงมาอยู่ที่ระดับ 60 ดอลลาร์สหรัฐฯ/บาร์เรล โดยเฉพาะในเดือนตุลาคมนี้ ราคาน้ำมันโลกได้ดิ่งลงอย่างหนักหน่วง โดยในวันที่ 27 ตุลาคมที่ผ่านมา ราคาน้ำมันดิบ WTI ลดลงมาอยู่ที่ 63.22 ดอลลาร์สหรัฐฯ/บาร์เรล ซึ่งลดลงจากจุดสูงสุดในเดือนกรกฎาคมถึง 84.05 ดอลลาร์สหรัฐฯ/บาร์เรล การดิ่งลงที่รวดเร็วของราคาน้ำมันโลกนี้ได้สร้างความประหลาดใจให้แก่หลายฝ่ายเป็นอย่างมากถึงเหตุผลที่ทำให้ราคาน้ำมันปรับลดลงดังกล่าว อีกทั้งได้ส่งผลกระทบต่อธุรกิจที่ใช้น้ำมันเป็นหลัก ซึ่งจำเป็นอย่างยิ่งที่ประเทศไทยจะเร่งเตรียมพร้อมรับมือสร้างความมั่นคงทางพลังงานในระยะยาว
อุปสงค์และอุปทานน้ำมันในตลาดโลก…ไร้อิทธิพลในการกำหนดราคา
นับตั้งแต่เดือนพฤษภาคม 2551 จนถึงตุลาคมนี้ กลไกอุปสงค์และอุปทานน้ำมันดิบในตลาดโลกไม่สามารถอธิบายการเคลื่อนไหวของราคาน้ำมันดิบได้ โดยในช่วงเดือนพฤษภาคม – กรกฎาคมปริมาณการผลิตน้ำมันดิบในตลาดโลกมีมากกว่าปริมาณความต้องการบริโภคในปริมาณที่เพิ่มขึ้นเรื่อยๆ (อุปสงค์ส่วนเกินติดลบมากขึ้น) แต่ราคาน้ำมันดิบในตลาดโลก เช่น WTI และ Brent กลับทะยานสูงขึ้นสวนทางกับสภาพอุปทานน้ำมันดิบที่มีมากกว่าอุปสงค์ ขณะที่ในเดือนสิงหาคม – ตุลาคมปริมาณอุปสงค์น้ำมันดิบในตลาดโลกมีมากกว่าอุปทาน ซึ่งราคาน้ำมันดิบควรที่จะปรับตัวสูงขึ้น แต่ราคาน้ำมันดิบกลับปรับตัวลดลงอย่างต่อเนื่อง ซึ่งสะท้อนให้เห็นว่านับตั้งแต่กลางปี 2551 ที่ผ่านมา กลไกของอุปสงค์และอุปทานน้ำมันดิบในตลาดโลกไม่สามารถสะท้อนการเคลื่อนไหวของราคาน้ำมันดิบที่ควรจะเป็นได้อีกต่อไป
จากตัวเลขอุปสงค์และอุปทานน้ำมันดิบในปี 2551 ที่ไม่สามารถสะท้อนถึงการเคลื่อนไหวของราคาน้ำมันดิบ ซึ่งราคาน้ำมันดิบในตลาดโลกที่เปลี่ยนแปลงอย่างรวดเร็วในช่วงที่ผ่านมานี้ อาจกล่าวได้ว่าปัจจัยที่มีอิทธิพลสำคัญกลับไปอยู่ที่การเก็งกำไรของบรรดาสถาบันการเงิน กองทุนทางการเงิน และกองทุนบริหารความเสี่ยงระดับโลก (เฮดจ์ฟันด์) มากขึ้น ทั้งนี้ ได้มีการประเมินกันว่าราคาน้ำมันดิบในตลาดโลกในช่วงที่ปรับตัวสูงขึ้นมากนั้น มากกว่า 50% เป็นผลมาจากการเก็งกำไร
ค่าเงินดอลลาร์สหรัฐฯที่อ่อนค่าลง…จุดเริ่มต้นของการเก็งกำไร
นับตั้งแต่ปี 2548 สถานการณ์ในตลาดทุนมีความผันผวนค่อนข้างสูง อีกทั้งค่าเงินดอลลาร์สหรัฐฯก็มีแนวโน้มอ่อนค่าลง บรรดานักลงทุนจึงได้ปรับเปลี่ยนการลงทุน จากการเก็งกำไรในตลาดทุน และการเก็งกำไรในอัตราแลกเปลี่ยนดอลลาร์สหรัฐฯ หันมาเก็งกำไรในสัญญาซื้อขายน้ำมันดิบในตลาดล่วงหน้ามากขึ้น ส่งผลให้ราคาน้ำมันดิบพุ่งสูงขึ้นอย่างต่อเนื่อง ซึ่งตั้งแต่ต้นปี 2550 ที่ผ่านมา ราคาน้ำมันดิบสัญญาซื้อขายล่วงหน้ามีความสัมพันธ์กับค่าเงินดอลลาร์สหรัฐฯ ที่สูงมาก โดยราคาน้ำมันดิบ NYMEX สัญญาล่วงหน้าหนึ่งเดือนเฉลี่ยในเดือนมกราคม 2550 อยู่ที่ 54.67 ดอลลาร์สหรัฐฯ/บาร์เรล และอัตราแลกเปลี่ยนดอลลาร์สหรัฐฯ อยู่ที่ 1.3 ดอลลาร์สหรัฐฯ ต่อหนึ่งยูโร ขณะที่ในเดือนกรกฎาคม 2551 ราคาเฉลี่ยน้ำมันดิบ NYMEX ปรับสูงขึ้นไปที่ 133.48 ดอลลาร์สหรัฐฯ/บาร์เรล โดยค่าเงินดอลลาร์สหรัฐฯ ก็อ่อนค่าลงไปอยู่ที่ 1.58 ดอลลาร์สหรัฐฯ ต่อหนึ่งยูโร ขณะที่ในเดือนกันยายน 2551 ที่ผ่านมา ราคาเฉลี่ยน้ำมันดิบ NYMEX ลดลงมาอยู่ที่ 103.76 ดอลลาร์สหรัฐฯ/บาร์เรล โดยค่าเงินดอลลาร์สหรัฐฯ ก็แข็งค่าขึ้นมาอยู่ที่ 1.43 ดอลลาร์สหรัฐฯ ต่อหนึ่งยูโร
ทั้งนี้ นับตั้งแต่ต้นเดือนสิงหาคม 2551 ค่าเงินดอลลาร์สหรัฐฯ เริ่มแข็งค่าขึ้นเมื่อเทียบกับเงินสกุลสำคัญ เช่น ยูโร จึงเกิดการเทขายสัญญาซื้อขายน้ำมันดิบล่วงหน้าออกมาบ้าง ส่งผลให้ราคาน้ำมันดิบปรับตัวลดลง แต่ทว่าในเดือนตุลาคมราคาน้ำมันดิบกลับลดลงอย่างรวดเร็วถึงกว่า 37 ดอลลาร์สหรัฐฯ/บาร์เรล ซึ่งมากกว่าค่าเงินดอลลาร์สหรัฐฯที่แข็งค่าขึ้นเพียงประมาณ 0.12 ดอลลาร์สหรัฐฯ ต่อหนึ่งยูโร ซึ่งแสดงให้เห็นว่ายังคงมีปัจจัยอื่นที่ส่งผลให้ราคาน้ำมันดิบปรับตัวลดลงอย่างรวดเร็ว
ความวิตกกังวลในภาวะเศรษฐกิจโลกที่ชะลอตัว…หนุนราคาน้ำมันดิบลดต่ำลง
แม้ว่าราคาน้ำมันดิบจะเริ่มลดลงนับตั้งแต่เดือนสิงหาคม 2551 จากการเก็งกำไรสัญญาซื้อขายน้ำมันล่วงหน้าที่ลดลงด้วยค่าเงินดอลลาร์สหรัฐฯที่แข็งค่าขึ้น แต่ในเดือนตุลาคมราคาน้ำมันดิบกลับลดต่ำลงอย่างรวดเร็ว โดยราคาน้ำมันดิบ NYMEX สัญญาล่วงหน้าหนึ่งเดือนในวันที่ 27 ตุลาคม 2551 มีราคาอยู่ที่ 61.42 ดอลลาร์สหรัฐฯ/บาร์เรล ลดลงมากถึง 37.11 ดอลลาร์สหรัฐฯ/บาร์เรล จากวันที่ 1 ตุลาคม 2551 ที่มีราคาอยู่ที่ 98.53 ดอลลาร์สหรัฐฯ/บาร์เรล เหตุผลที่ราคาน้ำมันดิบปรับตัวลดลงอย่างรวดเร็วนี้สืบเนื่องมาจากความกังวลในภาวะเศรษฐกิจโลกที่จะเข้าสู่ภาวะชะลอตัวอย่างรวดเร็ว โดยมีสัญญาณเริ่มต้นจากการที่สถาบันการเงินรายใหญ่ของสหรัฐอเมริกาปิดตัวลงอย่างกะทันหัน และสถาบันการเงินต่างๆ ในยุโรปต้องเข้ารับการช่วยเหลือทางการเงินจากรัฐบาลแต่ละประเทศ บรรดาสถาบันการเงินและกองทุนบริหารความเสี่ยงระดับโลกจึงเทขายสัญญาซื้อขายน้ำมันล่วงหน้าเพื่อรักษาฐานะการเงินของตนไว้ ประกอบกับความวิตกกังวลถึงความต้องการใช้น้ำมันของโลกจะลดต่ำลงมากขึ้น หากวิกฤตการเงินสร้างผลกระทบที่รุนแรงสู่ภาคเศรษฐกิจจริงทั้งในสหรัฐอเมริกาและยุโรป และขยายตัวสู่ประเทศต่างๆ ในเอเชียเช่น จีน และอินเดีย เป็นต้น ซึ่งถือเป็นประเทศที่มีความต้องการบริโภคน้ำมันสูงมากในภูมิภาคนี้ ทั้งนี้ แม้ว่ากลุ่มโอเปกจะตัดสินใจปรับลดกำลังการผลิตน้ำมันลง 1.5 ล้านบาร์เรลต่อวัน โดยเริ่มปรับลดในต้นเดือนพฤศจิกายน แต่ความพยายามดังกล่าวดูเหมือนจะมีน้ำหนักที่น้อยกว่าความวิตกกังวลในปัญหาวิกฤตเศรษฐกิจโลกที่เริ่มปรากฏให้เห็นเด่นชัดมากขึ้นเรื่อยๆ ดังจะเห็นได้จากเมื่อกลุ่มโอเปกประกาศปรับลดกำลังการผลิตลง 1.5 ล้านบาร์เรลต่อวัน ในวันถัดมาราคาน้ำมันดิบ NYMEX กลับปรับลดลงถึง 3.69 ดอลลาร์สหรัฐฯ/บาร์เรล
ทั้งนี้ ด้วยราคาน้ำมันดิบในตลาดโลกที่ลดลงอย่างรวดเร็วโดยเฉพาะอย่างยิ่งในเดือนตุลาคม ศูนย์วิจัยกสิกรไทย มองว่าในช่วงเวลาต่อจากนี้ไปอีกประมาณ 6 – 9 เดือนราคาน้ำมันดิบในตลาดโลกจะยังคงมีแนวโน้มอยู่ในระดับต่ำ โดยอาจจะปรับตัวลดลงต่ำกว่า 60 ดอลลาร์สหรัฐฯ/บาร์เรล หากความวิตกกังวลในประเด็นวิกฤตการเงินเริ่มสร้างผลกระทบต่อภาคเศรษฐกิจจริงได้ปรากฏผลออกมามากขึ้นเรื่อยๆ โดยที่ยังไม่สามารถคาดการณ์ถึงจุดต่ำสุดของวิกฤตการณ์ครั้งนี้ลงได้ อีกทั้งมาตรการแก้ไขปัญหาต่างๆ ของรัฐบาลกลางแต่ละประเทศที่ออกมาไม่สามารถสร้างความเชื่อมั่นแก่หลายฝ่ายได้ จะส่งผลให้การคาดการณ์อุปสงค์น้ำมันดิบในตลาดโลกลดลงอีกมาก รวมไปถึงการที่ค่าเงินดอลลาร์สหรัฐฯ ยังคงแข็งค่าขึ้นอย่างต่อเนื่องเมื่อเทียบกับเงินสกุลสำคัญ เช่น เงินยูโร อย่างไรก็ตาม ในช่วงเวลาหลังจากนี้ไปอีก 6 – 9 เดือนราคาน้ำมันดิบในตลาดโลกอาจจะสามารถกลับมาอยู่ในระดับสูงที่ประมาณ 70 – 80 ดอลลาร์สหรัฐฯ/บาร์เรล หากความวิตกกังวลในสถานการณ์เศรษฐกิจโลกสามารถผ่านพ้นจุดต่ำสุดไปได้ รวมถึงการที่ราคาน้ำมันดิบที่ลดต่ำลงอย่างมากได้ส่งผลให้ปริมาณความต้องการใช้น้ำมันเพิ่มสูงขึ้น และการหยุดผลิตน้ำมันดิบในบางแหล่งขุดเจาะที่มีต้นทุนการผลิตที่สูงอย่างต่อเนื่อง จนทำให้ปริมาณน้ำมันดิบไม่เพียงพอต่อความต้องการ รวมไปถึงหากเกิดเหตุการณ์ความรุนแรงในตะวันออกกลาง หรือภัยธรรมชาติที่รุนแรงในแหล่งขุดเจาะน้ำมันอย่างต่อเนื่องย่อมส่งผลให้ราคาน้ำมันกลับมาสูงขึ้นได้อีกครั้งหนึ่ง
ผลกระทบต่อธุรกิจที่เกี่ยวข้องกับน้ำมัน
ในช่วงเวลาที่ราคาน้ำมันปรับลดลงอย่างรวดเร็วนี้ อาจเรียกได้ว่าก่อให้เกิดผลกระทบทั้งในแง่ดีและในแง่ร้ายต่อธุรกิจที่เกี่ยวข้องกับน้ำมัน ซึ่งธุรกิจที่สำคัญที่เกี่ยวข้องกับราคาน้ำมันได้แก่
ธุรกิจโรงกลั่นน้ำมัน ในช่วงราคาน้ำมันขาลงนี้ ธุรกิจโรงกลั่นน้ำมันจะได้รับประโยชน์จากค่าการกลั่นน้ำมันที่มีแนวโน้มสูงขึ้นบ้างเมื่อเปรียบเทียบกับช่วงที่น้ำมันมีราคาสูงซึ่งค่าการกลั่นมีแนวโน้มลดต่ำลง (รายละเอียดแสดงในภาพ) แต่ในระยะสั้นนี้ธุรกิจโรงกลั่นต้องประสบกับภาระต้นทุนสต๊อกน้ำมันที่ได้สั่งซื้อจากช่วงก่อนหน้านี้ ซึ่งราคาน้ำมันดิบอยู่ในระดับสูง จึงอาจส่งผลให้ต้นทุนการผลิตสูง แต่ในระยะต่อไปหากราคาน้ำมันยังคงมีแนวโน้มอยู่ในระดับต่ำ และสต๊อกน้ำมันเดิมหมดลงก็จะส่งผลให้ต้นทุนสต๊อกน้ำมันอยู่ในระดับต่ำลง ธุรกิจโรงกลั่นน้ำมันจึงได้ประโยชน์จากราคาน้ำมันที่ต่ำในระยะต่อไป แต่ทว่าด้วยภาวะเศรษฐกิจที่อาจจะชะลอตัวลงมาก อาจส่งผลให้ธุรกิจต้องสูญเสียรายได้ลงได้จากการลดกำลังการกลั่นน้ำมันลง
สถานีบริการน้ำมัน ในช่วงที่ราคาน้ำมันลดต่ำลง ถือเป็นช่วงเวลาที่ผู้ประกอบธุรกิจสถานีบริการน้ำมันได้รับอานิสงส์ เนื่องจากราคาน้ำมันที่ลดต่ำลงจะช่วยจูงใจให้เกิดการบริโภคน้ำมันที่สูงขึ้น ขณะที่ค่าการตลาดผลิตภัณฑ์น้ำมันในช่วงนี้ปรับตัวสูงขึ้นมาก ซึ่งจะช่วยประคองธุรกิจให้ดีขึ้นหลังจากช่วงที่น้ำมันมีราคาสูงนั้น ปริมาณการบริโภคน้ำมันภายในประเทศลดต่ำลง และค่าการตลาดผลิตภัณฑ์น้ำมันอยู่ในระดับต่ำมาก (รายละเอียดแสดงในภาพ)
ธุรกิจปิโตรเคมี แม้ว่าธุรกิจจะได้รับผลดีจากต้นทุนวัตถุดิบการผลิตที่ได้จากผลิตภัณฑ์น้ำมันมีราคาที่ต่ำลงทั้ง คอนเดนเสท และแนฟทา แต่ด้วยภาวะเศรษฐกิจโลกที่มีแนวโน้มจะชะลอตัวลงอย่างรวดเร็วส่งผลให้ราคาผลิตภัณฑ์ปิโตรเคมีในแต่ละลำดับขั้นลดลงด้วยเช่นกัน อีกทั้งกำลังการผลิตผลิตภัณฑ์ปิโตรเคมีทั้งในตะวันออกกลาง และจีนที่เริ่มดำเนินการผลิตได้อย่างสมบูรณ์มากขึ้นจะสร้างแรงกดดันให้ปริมาณผลิตภัณฑ์ที่ผลิตได้มีมากกว่าความต้องการในตลาด ส่งผลให้ราคาผลิตภัณฑ์ลดต่ำลงได้
ภาคการขนส่ง ด้วยภาคขนส่งมีต้นทุนหลักอยู่ที่น้ำมัน ในช่วงที่ราคาน้ำมันขยับขึ้นสูงนั้นได้ส่งผลกระทบต่อการดำเนินธุรกิจค่อนข้างมาก โดยผู้ประกอบการบางรายอาจต้องยุติการดำเนินการ หรือปรับลดการบริการลงบ้าง แต่ในช่วงเวลาปัจจุบันที่ราคาน้ำมันปรับลดลงถือเป็นช่วงเวลาที่ดีต่อผู้ประกอบการด้านการขนส่ง ซึ่งจะช่วยให้ต้นทุนทางธุรกิจลดลงมาก
ประเทศไทยเตรียมพร้อมรับมือ…สร้างความแข็งแกร่งด้านพลังงานในระยะยาว
ด้วยราคาน้ำมันดิบที่มีความผันผวนสูง ประเทศไทยจึงควรมีแนวนโยบาย และแผนการจัดการด้านพลังงานที่ชัดเจน เพื่อเตรียมพร้อมรับมือกับสถานการณ์ด้านราคาน้ำมันที่เปลี่ยนแปลงไปอย่างรวดเร็ว ซึ่งแนวทางที่ควรเร่งดำเนินการได้แก่
ลดการใช้น้ำมันอย่างฟุ่มเฟือย เร่งสะสมเงินเข้ากองทุนน้ำมัน เนื่องจากราคาน้ำมันที่ลดลงอย่างรวดเร็วจนอยู่ในระดับใกล้เคียงกับต้นปี 2550 ย่อมจะส่งผลให้ปริมาณการบริโภคน้ำมันของไทยเพิ่มขึ้น ซึ่งภาครัฐควรเร่งรณรงค์สร้างเสริมให้ประชาชนมีจิตสำนึกในการใช้น้ำมันอย่างประหยัดอยู่ต่อไป เพื่อลดการพึ่งพิงน้ำมันให้มากที่สุดเท่าที่จะทำได้ รวมถึงควรเร่งเก็บเงินเข้ากองทุนน้ำมันให้มากขึ้นในช่วงเวลาที่ราคาน้ำมันลดต่ำลงนี้ เพื่อให้มีปริมาณมากพอที่จะสามารถนำมาใช้ในยามที่ราคาน้ำมันปรับตัวสูงขึ้น อันจะช่วยบรรเทาความรุนแรงของผลกระทบที่จะเกิดขึ้นในอนาคตด้วย โดยในวันที่ 25 ตุลาคมที่ผ่านมาได้มีการปรับเพิ่มเงินส่งเข้ากองทุนน้ำมันเพิ่มเติม โดยน้ำมันเบนซิน 95 และ 91 ยังคงอัตราจัดเก็บอยู่ที่ 4 บาท/ลิตร แก๊สโซฮอล์ 95 อี10 ปรับเพิ่มขึ้นลิตรละ 1 บาท เป็น 2.35 บาท/ลิตร แก๊สโซฮอล์ 95 อี20 ปรับลดลงลิตรละ 15 สตางค์ เป็น 15 สตางค์/ลิตร เพื่อส่งเสริมการใช้ให้มากขึ้น แก๊สโซฮอล์ 91 ปรับเพิ่มขึ้นลิตรละ 90 สตางค์ เป็น 1.75 บาท/ลิตร ดีเซลหมุนเร็วปรับเพิ่มขึ้นลิตรละ 50 สตางค์ เป็น 1.7 บาท/ลิตร ซึ่งได้เสริมให้ฐานะกองทุนน้ำมันดีขึ้น โดยในวันที่ 30 ตุลาคม 2551 ฐานะกองทุนน้ำมันสุทธิอยู่ที่ 4,415 ล้านบาท เพิ่มขึ้น 1,228 ล้านบาทจากวันที่ 17 ตุลาคม 2551 ที่ผ่านมา ทั้งนี้ ฐานะกองทุนน้ำมันในช่วงเดือนกรกฎาคม 2551 ที่ผ่านมา ซึ่งเป็นช่วงเวลาที่ราคาน้ำมันปรับตัวสูงขึ้นมากนั้น ฐานะกองทุนน้ำมันสุทธิลดลงต่ำสุดในรอบปีที่ 134 ล้านบาท
สนับสนุนการพัฒนา และใช้พลังงานทางเลือกให้มากขึ้น แม้ว่าราคาน้ำมันจะปรับตัวลดต่ำลง แต่หากพิจารณาในระยะยาวแล้ว ราคาน้ำมันมีความผันผวนที่สูง และเป็นเชื้อเพลิงที่ประเทศไทยต้องพึ่งพิงการนำเข้าในแต่ละปีในปริมาณที่สูง และนับวันปริมาณน้ำมันภายในโลกก็ลดลงอย่างต่อเนื่อง การสนับสนุนให้ประชาชนหันมาใช้พลังงานทางเลือก โดยเฉพาะพลังงานจากเชื้อเพลิงชีวภาพที่สามารถผลิตได้เองภายในประเทศ จากวัตถุดิบพืชพลังงาน เช่น อ้อย มันสำปะหลัง และปาล์ม จึงเป็นอีกสิ่งหนึ่งที่จะเสริมสร้างความมั่นคงทางด้านพลังงานของประเทศในระยะยาว ซึ่งเชื้อเพลิงชีวภาพ เช่น แก๊สโซฮอล์ และไบโอดีเซลถือเป็นน้ำมันเชื้อเพลิงชีวภาพที่สามารถช่วยลดการนำเข้าน้ำมันดิบจากต่างประเทศได้มาก เนื่องจากมีส่วนผสมของพืชพลังงานที่ผลิตได้ภายในประเทศ ซึ่งน้ำมันทั้งสองประเภทได้รับความนิยมมากขึ้น โดยเฉพาะอย่างยิ่งในช่วงที่ราคาน้ำมันขยับตัวสูงขึ้น แต่ในช่วงเวลาที่ราคาน้ำมันโดยรวมลดต่ำลงนี้ อาจทำให้มีการใช้ที่ลดลงได้ เนื่องจากส่วนต่างระหว่างราคาน้ำมันเชื้อเพลิงหลักและน้ำมันเชื้อเพลิงทางเลือกมีการเปลี่ยนแปลง โดยเฉพาะน้ำมันเบนซินและแก๊สโซฮอล์ที่ส่วนต่างราคาเริ่มลดลง โดยน้ำมันแก๊สโซฮอล์ 95 อี 10 และอี 20 เคยมีราคาจำหน่ายถูกกว่าน้ำมันเบนซิน 95 สูงสุดในรอบปีในวันที่ 25 กันยายน 2551 ที่ลิตรละ 10.5 และ 11.8 บาทตามลำดับ ขณะที่ในวันที่ 30 ตุลาคมที่ผ่านมา ส่วนต่างราคาลดลงมาอยู่ที่ลิตรละ 8.3 และ 9.6 บาทตามลำดับ ทั้งนี้ ส่วนต่างระหว่างราคาน้ำมันดีเซล และไบโอดีเซลบี 5 เคยขึ้นไปสูงสุดที่ลิตรละ 1.2 บาทในวันที่ 10 เมษายน 2551 ขณะที่ในวันที่ 30 ตุลาคมที่ผ่านมาส่วนต่างอยู่ที่ลิตรละ 1 บาท นอกจากนั้น ความหวั่นเกรงผลกระทบต่อเครื่องยนต์จากการใช้พลังงานทางเลือกเหล่านี้ก็อาจส่งผลให้ปริมาณการใช้ไม่เพิ่มสูงขึ้น ภาครัฐจึงควรพิจารณารักษาระดับส่วนต่างราคาจำหน่ายน้ำมันหลักและน้ำมันเชื้อเพลิงชีวภาพให้มีส่วนต่างที่มากพอสมควร รวมถึงประชาสัมพันธ์ให้ประชาชนหันมาใช้พลังงานทางเลือกเหล่านี้ให้มากขึ้น เพื่อประโยชน์ต่อประเทศในระยะยาว
นอกจากนั้น ภาครัฐควรเร่งผลักดันแผนพัฒนาพลังงานทดแทน 15 ปี ให้เป็นรูปธรรมที่ชัดเจนโดยเร็ว ซึ่งตามแผนดังกล่าวจะช่วยเพิ่มสัดส่วนการใช้พลังงานทดแทนทุกรูปแบบเพิ่มขึ้น 20% ของการใช้พลังงานขั้นสุดท้ายของประเทศในปี 2565 จากเดิมตั้งเป้าเพิ่มการใช้พลังงานทดแทนจาก 0.5% เป็น 8%ในปี 2554 โดยภายใต้กรอบของแผนดังกล่าว จะช่วยส่งเสริมให้ประเทศไทยเป็นผู้นำด้านพลังงานทดแทนระดับแนวหน้าของเอเชีย และสร้างความมั่นคงด้านพลังงานในระยะยาว ลดการพึ่งพาพลังงานจากฟอสซิลที่นับวันก็ยิ่งร่อยหรอลง และราคามีความผันผวนมาก
โดยสรุป ราคาน้ำมันดิบนับตั้งแต่เดือนสิงหาคม 2551 ได้ลดต่ำลงอย่างต่อเนื่องจากการเก็งกำไรที่ลดลงด้วยผลของค่าเงินดอลลาร์สหรัฐฯที่แข็งค่าขึ้นอย่างต่อเนื่อง แต่ในเดือนตุลาคม ราคาน้ำมันดิบได้ปรับตัวลดลงอย่างรวดเร็วจนอยู่ในระดับใกล้เคียงกับช่วงต้นปี 2550 ที่ผ่านมา ซึ่งปัจจัยสำคัญที่สนับสนุนทำให้ราคาน้ำมันดิบในตลาดโลกลดต่ำลงอย่างรวดเร็ว คือ สถานการณ์วิกฤตการเงินในสหรัฐอเมริกา ที่ลุกลามสู่ยุโรป ทำให้บรรดาสถาบันการเงิน และกองทุนเก็งกำไรที่ถือครองสัญญาซื้อขายน้ำมันดิบล่วงหน้าต่างเทขายสัญญาออกมาอย่างต่อเนื่องเพื่อประคับประคองสถานะทางการเงินของบริษัท ขณะเดียวกันวิกฤตการเงินดังกล่าวได้ส่งผลให้เกิดความวิตกกังวลไปถึงภาวะเศรษฐกิจโลกที่อาจจะชะลอตัวลงอย่างรวดเร็ว ซึ่งได้ส่งผลให้เกิดการคาดการณ์ว่าปริมาณความต้องการใช้น้ำมันดิบในตลาดโลกจะลดต่ำลง
ศูนย์วิจัยกสิกรไทยมองว่าในช่วง 6 – 9 เดือนนับจากนี้ ราคาน้ำมันดิบในตลาดโลกจะยังคงอยู่ในระดับต่ำ โดยอาจจะลดลงต่ำกว่า 60 ดอลลาร์สหรัฐฯ/บาร์เรล หากปัญหาวิกฤตทางการเงินส่งผลกระทบต่อภาคเศรษฐกิจจริงได้ปรากฏผลกระทบออกมาอย่างต่อเนื่อง โดยที่ยังไม่สามารถหาจุดสิ้นสุดของผลกระทบที่จะเกิดขึ้นได้ รวมถึงมาตรการการแก้ไขปัญหาของรัฐบาลแต่ละประเทศที่ไม่สามารถสร้างความเชื่อมั่นให้กับหลายฝ่ายได้มากพอ และค่าเงินดอลลาร์สหรัฐฯ เมื่อเทียบกับเงินสกุลหลัก เช่น ยูโร ยังคงแข็งค่าขึ้นอย่างต่อเนื่อง จะเป็นแรงกดดันให้ราคาน้ำมันดิบปรับตัวลดลง อย่างไรก็ตาม ราคาน้ำมันดิบในตลาดโลกในระยะหลังจาก 6 – 9 เดือนนับจากนี้ อาจจะปรับตัวสูงขึ้นมาอยู่ที่ 70 – 80 ดอลลาร์สหรัฐฯ/บาร์เรลก็เป็นได้ หากสามารถผ่านพ้นจุดต่ำสุดของวิกฤตเศรษฐกิจไปได้ และการที่ราคาน้ำมันปรับตัวลดต่ำลงมากจะส่งผลให้เกิดการบริโภคน้ำมันที่สูงขึ้น ขณะที่ปริมาณการผลิตที่จะลดต่ำลงอย่างต่อเนื่องจากการหยุดขุดเจาะน้ำมันในบางแหล่งที่มีต้นทุนการผลิตสูง รวมถึงหากเกิดเหตุการณ์ความไม่สงบที่รุนแรงในตะวันออกกลาง หรือภัยธรรมชาติที่รุนแรงในแหล่งขุดเจาะน้ำมันอย่างต่อเนื่อง จะเป็นแรงกดดันให้ราคาน้ำมันดิบปรับตัวสูงขึ้นได้
ทั้งนี้ ราคาน้ำมันที่ลดต่ำลงได้ส่งผลกระทบในหลากหลายแง่มุมต่อธุรกิจต่างๆ ที่เกี่ยวข้องโดยตรงต่อน้ำมัน เช่น โรงกลั่นน้ำมันที่ในระยะสั้นอาจได้รับผลกระทบจากต้นทุนสต๊อกน้ำมันที่สั่งซื้อจากช่วงก่อนหน้านี้ในราคาที่สูงซึ่งส่งผลกระทบต่อต้นทุนธุรกิจมากกว่ากำไรจากค่าการกลั่นน้ำมันที่เพิ่มสูงขึ้นเมื่อเทียบกับช่วงที่น้ำมันมีราคาสูง แต่ในระยะต่อไปธุรกิจโรงกลั่นน้ำมันน่าจะได้รับผลดีจากทั้งค่าการกลั่นที่อยู่ในระดับสูง และต้นทุนสต๊อกน้ำมันที่จะลดต่ำลงตามราคาน้ำมัน ธุรกิจปิโตรเคมี และภาคขนส่งจะมีต้นทุนการผลิตที่ต่ำลง ธุรกิจสถานีบริการน้ำมันที่จะได้รับค่าการตลาดที่สูงขึ้นจากช่วงก่อนหน้านี้ที่ค่าการตลาดอยู่ในระดับต่ำมาก เป็นต้น อย่างไรก็ตาม ประเทศไทยควรเตรียมพร้อมรับมือกับสถานการณ์ความผันผวนของราคาน้ำมัน ด้วยการรักษาวินัยการใช้น้ำมันอย่างประหยัด การเสริมสร้างสถานะของกองทุนน้ำมันให้แข็งแกร่งเพื่อบรรเทาผลกระทบจากราคาน้ำมันที่อาจผันผวนในอนาคต การสนับสนุนการใช้พลังงานทดแทนทั้งแก๊สโซฮอล์ และไบโอดีเซลอย่างเป็นระบบของภาครัฐ รวมถึงการวิจัย และพัฒนาพลังงานทางเลือกอื่นๆ เช่น พลังงานแสงอาทิตย์ พลังงานลม และพลังงานนิวเคลียร์ เพื่อให้ประเทศไทยมีแหล่งพลังงานที่ยั่งยืนในอนาคต



