Walk of Ideas

นั่งรถไฟฟ้า S-Bahn ผ่านสถานี Lehrter Bahnhof ซึ่งตอนนี้ถูกปรับโฉมและขยายให้ใหญ่ขึ้นรองรับทั้งรถไฟฟ้าในเมืองและรถไฟวิ่งระหว่างเมือง กลายเป็นสถานีหลักของเบอร์ลิน (Hauptbahnhof) รูปลักษณ์เป็นอาคารกระจกรูปทรงทันสมัย โปร่งโล่งจนมองทะลุไปเห็นวิวกลุ่มอาคารรัฐสภาและที่ทำการนายกรัฐมนตรี สายตาก็พลันสะดุดรองเท้าคู่ยักษ์ ยาวประมาณไม่ต่ำกว่าสิบเมตร ตั้งล้อแดดอยู่ที่สวน Spreebogenpark ริมฝั่งแม่น้ำสปรีด้านหน้าอาคารกลุ่มดังกล่าว ความคิดแว่บแรกคือ สงสัยจะเป็นโฆษณาของ “อดิดาส” แต่ก็ยังไม่รู้แน่

วันถัดมา ได้ไปที่ประตูบรานเดนบวร์ก เห็นรถยนต์ยักษ์จอดขวางประตูเมืองมีเด็กเล็กปีนป่ายกันให้วุ่น แว่บแรกคิดถึงเบนซ์ บีเอ็ม เอาดี้ กับสารพัดแบรนด์ยนต์สัญชาติเยอรมัน แอบคิดในใจว่าช่างทำโฆษณากลางแจ้งกันได้หวือหวาดีแท้ เหลือบเห็นป้ายเล็กๆ จึงได้เฉลยข้อข้องใจว่า นี่คือประติมากรรมชื่อ The Automobile เริ่มติดตั้งเมื่อวันที่ 6 เมษายน เป็นสัญลักษณ์แสดงถึงความคิดริเริ่มและนวัตกรรมการผลิตรถยนต์ เมื่อกว่าร้อยปีมาแล้ว โดย August Horch, Carl Benz, Gottlieb Daimler และอีกหลายคน ที่ปัจจุบันชื่อของพวกเขายังคงอยู่เป็นสัญลักษณ์ของคุณภาพ นอกจากนั้นประติมากรรมยังสะท้อนถึงความคิดสร้างสรรค์ของคนเยอรมันที่คิดค้นระบบต่างๆ ภายในรถยนต์ด้วย เช่น เบรก ABS, ระบบขับเคลื่อนสี่ล้อ quattro®, ถุงลมนิรภัย โครงตัวถังอะลูมิเนียม และนวัตกรรมยานยนต์ใหม่ๆ ที่ยังพัฒนาอย่างต่อเนื่อง

ส่วนรองเท้ายักษ์ชื่อ The Modern Football Shoes เริ่มติดตั้งเป็นอันแรกในบรรดาประติมากรรมยักษ์ 5 ชิ้น ที่ถูกจัดวางในสถานที่ท่องเที่ยวสำคัญในเบอร์ลิน ตั้งแต่วันที่ 10 มีนาคมที่ผ่านมา เป็นสัญลักษณ์นวัตกรรมของพี่น้อง Dassler ในการพัฒนาปุ่มรองเท้าสำหรับเตะฟุตบอล เมื่อปี 1953 และด้วยปุ่มรองเท้าแบบปรับเปลี่ยนได้ของ Adi Dassler นี่เองที่ทำให้เยอรมนีได้เป็นแชมป์ฟุตบอลโลกครั้งแรกในปี 1954 เพราะปุ่มสตัดช่วยให้ทรงตัวได้ดีในสภาพสนามเปียก ชัยชนะครั้งนี้จึงมีส่วนปฏิวัติวงการฟุตบอลให้หันมาใส่รองเท้าแบบมีสตัดกันตั้งแต่นั้นเป็นต้นมา เยอรมันเรียกชัยชนะครั้งนี้ว่า “the miracle of Bern” แต่ในปัจจุบัน (สื่อบางฉบับล้อว่า) เยอรมันต้องการ “the miracle of Adidas”

สำหรับประติมากรรมที่เหลืออีก 3 ชิ้นในบรรดาประติมากรรมยักษ์ 5 ชิ้น ได้แก่ Milestones of Medicine (เริ่มติดตั้งเมื่อวันที่ 30 มีนาคม ที่บริเวณข้างที่ทำการรัฐสภา) เป็นสัญลักษณ์ของนวัตกรรมการค้นคว้าวิจัยโดยนักวิทยาศาสตร์ชาวเยอรมัน เช่น Felix Hoffmann, Robert Koch, Emil von Behring, Paul Ehrlich, Gerhard Domagk และอื่นๆ ที่ค้นพบการรักษาที่สำคัญ เช่น แอสไพริน, การค้นพบเชื้อสาเหตุวัณโรค หรือแม้แต่พลาสเตอร์ และปูทางให้เยอรมนีกลายเป็นแหล่งผลิตเวชภัณฑ์ที่สำคัญของโลก จนปัจจุบันก็ยังมีการคิดค้นผลิตยาและเครื่องมือทางการแพทย์ใหม่ๆ ออกมาตลอดเวลา

ประติมากรรมรูปหนังสือวางซ้อนกันสูงกว่าสิบเมตรตั้งอยู่ข้างโรงโอเปร่า มีชื่อว่า The Modern Book Printing เริ่มติดตั้งเมื่อวันที่ 21 เมษายน เป็นสัญลักษณ์ของการคิดค้นระบบการพิมพ์โดย Johannes Gutenberg ตั้งแต่อดีตราวปี ค.ศ. 1450 เป็นการปฏิวัติระบบการจัดการองค์ความรู้ของคนทั่วโลกเลยก็ว่าได้ จากนั้นก็เป็นคนเยอรมันอีกเช่นกันที่คิดค้นระบบพิมพ์ lithography ซึ่งถือเป็นจุดกำเนิดที่สำคัญของการผลิตหนังสือพิมพ์ ถึงปัจจุบันเยอรมนีเป็นแหล่งอุตสาหกรรมสิ่งพิมพ์ที่ใหญ่ที่สุดแห่งหนึ่งในโลก แต่ละปีสำนักพิมพ์กว่า 1,800 แห่ง ผลิตหนังสือกว่า 80,000 ชื่อเรื่องออกสู่ตลาด และงานมหกรรมหนังสือ Frankfurt ก็ยังคงเป็นมหกรรมหนังสือที่ใหญ่ที่สุดในโลก

ล่าสุดเมื่อวันที่ 5 พฤษภาคม ประติมากรรมที่มีชื่อว่า Masterpieces of Music ก็ถูกติดตั้งที่ลาน Gendarmenmarkt เพื่อเป็นสัญลักษณ์สื่อถึงอัจฉริยะทางดนตรีของคนเยอรมันอย่าง Bach, Schumann และWagner ที่ยังคงมีอิทธิพลต่อพัฒนาการดนตรีสมัยใหม่ เพลง “Well-Tempered Clavier” โดย Bach ถูกยอมรับว่าเป็นจุดเริ่มของเทคนิคการประพันธ์เพลงยุคใหม่ ในขณะที่เยอรมันโดยรวมก็เป็นชนชาติที่มีดนตรีในสายเลือด มีออเคสตร้ากว่า 135 วง มีนักร้องประสานเสียงราว 1.4 ล้านคนใน 50,000 วงทั่วประเทศ สำหรับดนตรีสมัยใหม่อย่างเทคโนและอิเลคโทรนิค Karlheinz Stockhausen และ Kraftwerk ก็มีชื่อเสียงเป็นที่รู้จักทั่วโลก ขณะที่วิศวกรเยอรมันคิดค้นรูปแบบไฟล์ MP3 ที่ปฏิวัติโลกการฟังเพลงใหม่หมด

ถึงตอนนี้ยังคงเหลืออีกหนึ่งประติมากรรม คือ “The Theory of Relativity” ที่จะถูกจัดวางบริเวณ Lustgarten หน้า Berliner Dome และอาคารพิพิธภัณฑ์แห่งชาติ แต่ขณะนี้ยังไม่ถูกนำมาติดตั้ง ความหมายของประติมากรรมชิ้นล่าสุดนี้แน่นอนว่า ย่อมเป็นเรื่องของอัจฉริยะภาพด้านฟิสิกส์ของชาวเยอรมันนับแต่อดีตจนกระทั่งปัจจุบัน

แต่กระนั้นก็ตามตัวประติมากรรมทุกชิ้นเองก็เป็นสื่อของนวัตกรรมสำคัญเดียวกันคือ ผลงานการค้นคว้าพัฒนาวัสดุพลาสติกชนิดใหม่โดยบริษัท BASF ใช้ชื่อว่า Neopor® เป็นการพัฒนาต่อยอดจาก Styropor® ซึ่งเป็น polystyrene และพื้นผิวภายนอกเป็นวัสดุเคลือบเมทัลแลคเกอร์ ที่พัฒนาโดย BASF Coatings AGในเมือง Münster

ถ้านักท่องเที่ยวสักคนเดินชมการจัดแสดงประติมากรรม “Walk of Ideas” นี้ จนครบทุกชิ้น จะได้ความรู้รอบตัวเรื่องการประดิษฐ์คิดค้น บุคคลสำคัญของโลกด้านโดยไม่รู้ตัวเขาจะสามารถจดจำแบรนด์เยอรมันได้หลายแบรนด์ทีเดียว และโดยไม่ตั้งใจ เขาได้เกิดความประทับใจเชิงบวกต่อแบรนด์เหล่านั้นเข้าให้แล้ว

Goleo สวนกระแส

เป็นข่าวใหญ่ในหน้าหนังสือพิมพ์เยอรมัน เมื่อบริษัท Nici ผู้ผลิตของที่ระลึกรูปมาสคอต “Goleo กับ Pille” ยื่นเรื่องต่อศาล Coburg เพื่อแจ้งสถานะล้มละลายของบริษัท โดยให้เหตุผลว่าขาดทุนอย่างมหาศาลจากยอดขายที่น้อยผิดคาด ขณะที่ต้องจ่ายค่าลิขสิทธิ์ให้ฟีฟ่าสูงถึง 28 ล้านยูโร จึงได้มายื่นเรื่องต่อศาลของดชำระหนี้

แต่ก็น่าคิดว่าเหตุการณ์นี้เกิดขึ้นเพียง 1 เดือนก่อนการแข่งขันจะเริ่ม ขณะที่ Nici เริ่มผลิต Goleo มาได้ราวปีครึ่งแล้ว ทั้งบริษัทก็ไม่เปิดเผยว่าที่ขาดทุนนั้นมียอดขายมากน้อยเพียงใดจากของที่ระลึกรูปมาสคอต “Goleo กับ Pille” ที่ผลิตออกมา 15 แบบ ตั้งแต่พวงกุญแจ ไปจนถึงตุ๊กตาขนาด 2 เมตรโดยการผลิตตุ๊กตาส่วนนอกทำในจีนทั้งหมด ส่วนการยัดไส้ในและหีบห่อ ทำในโรงงานของ Nici ซึ่งมีพนักงานราว 400 คน มีรายรับปีที่ผ่านมาราว 130 ล้านยูโร

อย่างไรก็ตามสำหรับคนเยอรมันหลายๆ คนต่างก็มีเสียงสะท้อนในทางลบต่อ Goleo เพราะสิงโตไม่ใช่สัญลักษณ์ของเยอรมนีแต่เป็นนกอินทรี ขณะที่บางเสียงก็รู้สึกไม่ชอบใจว่าทำไม Goleo ไม่ใส่กางเกง ทั้งนี้เบื้องหลังการออกแบบ Goleo คือบริษัทสัญชาติอเมริกัน Jim Henson Company ซึ่งมีชื่อเสียงจากการออกแบบ the Muppets ของซีรี่ส์ Sesame Street โดย FIFA ตัดสินใจเลือกบริษัทนี้จากประวัติผลงานดังกล่าวและจากผลงานที่ทำให้กับ Walt Disney Studios และ Coca-Cola จึงมีการเซ็นสัญญาว่าจ้างออกแบบตั้งแต่เดือนมกราคม 2548 และนำออกสู่ตลาดในเดือนพฤศจิกายนปีเดียวกัน

ในขณะที่ของที่ระลึก Goleo ประสบปัญหาขาดทุน ธุรกิจรายอื่นๆ ที่เกี่ยวเนื่องกับการแข่งขันฟุตบอลต่างมีแนวโน้มการเติบโตของรายได้ในทางบวก โดยเฉพาะอย่างยิ่ง Adidas และกลุ่มผลิตภัณฑ์อุปกรณ์กีฬาที่จำลองทีมฝรั่งเศส อาร์เจนตินา และเยอรมนี เฉพาะในไตรมาสแรกของปีนี้มีการเติบโตของกำไร 37% คิดเป็นมูลค่า 144 ล้านยูโร