ขณะที่กราฟประชากรเด็กเกิดใหม่ของไทยดิ่งลงอย่างต่อเนื่อง จนส่งผลให้ ‘โรงเรียนไทย’ หลายแห่งต้องทยอยปิดตัวลง แต่ทำไม ‘โรงเรียนนานาชาติ’ กลับเติบโตสวนกระแส มีการเปิดตัวแคมปัสใหม่และขยายสาขากันอย่างคึกคัก แม้บางแห่งค่าเทอมจะอยู่หลักล้านต่อปี แต่พ่อแม่ก็พร้อมจ่าย
สำหรับภาพรวมของธุรกิจโรงเรียนนานาชาติในไทย จากข้อมูลของวิจัยธุรกิจ ธนาคารแลนด์แอนด์เฮ้าส์ พบว่า มีการขยายตัวและมีมูลค่าตลาดเพิ่มขึ้นทุกปี โดย
- ปี 2564 มูลค่าตลาดอยู่ที่ 60,000 ล้านบาท
- ปี 2565 มูลค่าตลาดอยู่ที่ 66,000 ล้านบาท
- ปี 2566 มูลค่าตลาดอยู่ที่ 77,000 ล้านบาท
- ปี 2567 มูลค่าตลาดอยู่ที่ 85,000 ล้านบาท
- ปี 2568 มูลค่าตลาดอยู่ที่ 94,000 ล้านบาท
ความน่าสนใจ คือ การเติบโตของโรงเรียนนานาชาติเกิดขึ้นในช่วงที่จำนวนเด็กเกิดใหม่ของประเทศลดลงต่อเนื่อง และโรงเรียนเอกชนทั่วไปอยู่ในช่วงหดตัว
สะท้อนจากข้อมูลของสำนักงานคณะกรรมการส่งเสริมการศึกษาเอกชน (สช.) ซึ่งพบว่า ช่วง 4 ปีที่ผ่านมามีโรงเรียนเอกชนปิดตัวไป 100 แห่ง พร้อมกับจำนวนนักเรียนลดลงกว่าแสนคน โดยจากปี 2565 มีโรงเรียนเอกชน 3,758 แห่ง นักเรียน 2,028,669 คน มาในปี 2568 เหลือ 3,658 แห่ง นักเรียน 1,903,855 คน
ขณะที่โรงเรียนนานาชาติกลับมีการเพิ่มขึ้นอย่างต่อเนื่องทั้งจำนวนโรงเรียนและจำนวนนักเรียน
- ปี 2565 จำนวนโรงเรียน 235 แห่ง นักเรียน 69,257 คน
- ปี 2566 จำนวนโรงเรียน 242 แห่ง นักเรียน 71,692 คน
- ปี 2567 จำนวนโรงเรียน 259 แห่ง นักเรียน 81,057 คน
- ปี 2568 จำนวนโรงเรียน 265 แห่ง นักเรียน 82,910 คน
ทำไมโรงเรียนนานาชาติในไทยถึงยังโตได้ท่ามกลางวิกฤตเด็กเกิดน้อย?
1. การศึกษาคือการลงทุนที่พ่อแม่พร้อมจ่าย
พ่อแม่ยุคใหม่มองว่า การศึกษาคือ ‘การลงทุน’ ที่คุ้มค่าที่สุดเพื่อเปิดประตูแห่งโอกาสให้กับลูก ไม่ว่าจะเป็นทักษะด้านภาษา แนวคิดหรือ Soft Skills แบบสากลที่แข็งแรงพอจะแข่งขันในตลาดแรงงานโลก ยิ่งมีลูกน้อยลงก็มีงบประมาณในส่วนนี้เพิ่มขึ้น จึงพร้อมจ่ายและเลือกส่งบุตรหลานไปโรงเรียนนานาชาติมากขึ้น
2. กลุ่ม High Net Worth หรือผู้ที่มีสินทรัพย์มากกว่า 1 ล้านดอลลาร์สหรัฐในไทยมีจำนวนเพิ่มขึ้นทุกปี
ทำให้ความต้องการด้านการศึกษาที่มีคุณภาพสูงเพิ่มตามไปด้วย และคนกลุ่มนี้จำนวนไม่น้อยเลือกส่งลูกหลานเข้าเรียนโรงเรียนนานาชาติในไทยแทนการส่งไปต่างประเทศ ด้วยเหตุผล เช่น ความสะดวก ความใกล้ชิดครอบครัว และค่าเทอมที่ถูกกว่าภายใต้มาตรฐานเดียวกัน ฯลฯ
3. การเข้ามาทำงานในไทยของต่างชาติที่มีศักยภาพสูง
โรงเรียนนานาชาติในไทยไม่ได้พึ่งพาแค่เด็กไทย แต่ยังดึงดูดคนต่างชาติที่มาทำงานในไทย และกลุ่ม Education Tourist ที่มองว่า คุณภาพการศึกษาไทยในระดับนานาชาติมีมาตรฐานสูงและคุ้มค่ากว่าเมื่อเทียบกับค่าครองชีพ
4. หลักสูตรที่ยืดหยุ่นและหลากหลาย
โรงเรียนนานาชาติในไทยมีหลักสูตรที่หลากหลาย มีความยืดหยุ่น ทำให้ผู้ปกครองสามารถเลือกให้ลูกหลานเรียนในหลักสูตรที่ต้องการได้เป็นอย่างดี โดยอ้างอิงจาก International Schools Association of Thailand เดือนสิงหาคม 2568 พบว่า โรงเรียนนานาชาติในไทยมีหลักสูตรต่าง ๆ แบ่งเป็น
- หลักสูตรจากอังกฤษ 50.2% โรงเรียนที่เปิดสอน เช่น Bangkok Patana School, Shrewsbury International School Bangkok, Harrow International School Bangkok ฯลฯ
- หลักสูตรอเมริกา 27.6% โรงเรียนที่เปิดสอน เช่น Ruamrudee International School, International School Bangkok ฯลฯ
- หลักสูตรประยุกต์ (IB) 6.9% โรงเรียนที่เปิดสอน เช่น KIS International School, NIST International School ฯลฯ
- หลักสูตรเฉพาะของแต่ละประเทศ 15.3% โรงเรียนที่เปิดสอน เช่น Singapore International School of Bangkok, Thai Japanese Association School ฯลฯ
ตัวเลือกมากแต่มั่นใจการเติบโต
อย่างไรก็ตาม ในช่วง 1-2 ปีที่ผ่านมาเราได้เห็นการเข้ามาของโรงเรียนนานาชาติในไทยมากขึ้น นั่นหมายความว่า การแข่งขันต้องสูงขึ้นตามไปด้วย ขณะที่การเกิดของเด็กในประเทศต่ำลง โดยปี 2568 มีอัตราเด็กเกิดใหม่อยู่ราว 4.16 แสนคน ต่ำสุดในประวัติศาสตร์รอบ 75 ปี บวกกับภาวะเศรษฐกิจชะลอตัว
คำถามคือ ธุรกิจนี้ยังน่าสนใจและมีการเติบโตหรือไม่ในอนาคต ?
Ng Yi-Xian ซีอีโอ EtonHouse International Education Group จากสิงคโปร์ซึ่งเพิ่งเปิดตัว ‘โรงเรียนนานาชาติมิดเดิลตัน กรุงเทพฯ’ ณ ย่านปิ่นเกล้า บนพื้นที่กว่า 20,000 ตร.ม. กล่าวว่า แม้เศรษฐกิจจะอยู่ในภาวะชะลอตัว บวกกับอัตราการเกิดของเด็กในไทยจะลดลงต่อเนื่อง แต่พ่อแม่ยุคใหม่ให้ความสำคัญและพร้อมจะลงทุนกับการศึกษาของบุตรหลานมากขึ้น
จึงมั่นใจในศักยภาพของตลาดในประเทศไทย ส่วนการแข่งขันที่ดูเหมือนมีคู่แข่งหลายราย เขาบอกว่า EtonHouse International Education Group มีประสบการณ์ในธุรกิจนี้มายาวนานกว่า 30 ปี และมีเครือข่ายการศึกษาระดับโลกที่มีโรงเรียนกว่า 100 แห่งใน 8 ประเทศ ทำให้เชื่อมั่นที่จะลงแข่งขันไทย
โดยจุดเด่นของโรงเรียนนานาชาติมิดเดิลตัน จะเป็นเรื่องหลักสูตร 3 ภาษา ได้แก่ อังกฤษ ไทย และจีนกลาง ผสานนวัตกรรมการเรียนรู้เชิงสืบค้น (Inquiry-led Pedagogy) ที่ได้รับแรงบันดาลใจจาก Reggio Emilia ปรัชญาการศึกษาที่เน้นเด็กเป็นศูนย์กลางและผู้นำในการสำรวจความสนใจของตนเอง
เบื้องต้นจะเปิดหลักสูตรการเรียนการสอน ตั้งแต่ระดับ Nursery 1 ไปถึง Grade 4 และมีแผนขยายให้ครอบคลุมถึงระดับ K-12 ในอนาคต
ขณะที่วิจัยธุรกิจ ธนาคารแลนด์แอนด์เฮ้าส์ ประเมินไว้ว่า ธุรกิจโรงเรียนนานาชาติในไทยมีแนวโน้มที่จะขยายตัวอย่างต่อเนื่องในอีก 1 ปีข้างหน้า แต่การเติบโตดังกล่าวก็มาพร้อมกับความท้าทาย
โดยเฉพาะการปรับขึ้นค่าเล่าเรียน ซึ่งอาจมีผลให้ผู้ปกครองบางส่วนส่งบุตรหลานไปศึกษาต่อในต่างประเทศแทน เพราะค่าเล่าเรียนเฉลี่ยของโรงเรียนนานาชาติในไทยไม่ได้แตกต่างจากค่าเล่าเรียนเฉลี่ยของโรงเรียนประจำชั้นนำในต่างประเทศมากนัก
อีกประเด็นคือ ความเสี่ยงจากอัตราการเกิดที่ลดลงของเด็ก อาจมีผลให้จำนวนเด็กนักเรียนใหม่มีแนวโน้มขยายตัวช้าลง
เพื่อรับมือกับการแข่งขัน โรงเรียนนานาชาติจึงควรสร้างความแตกต่างในการบริการและหลักสูตร เช่น การสร้างเครือข่ายความร่วมมือกับมหาวิทยาลัยชั้นนำทั้งในประเทศและต่างประเทศ รวมถึงการพัฒนาหลักสูตรเชิงวิชาชีพที่ตอบโจทย์ตลาดแรงงานในอนาคต





