Advertorial

เมื่อโปรโมชันไม่ใช่คำตอบสุดท้าย! ถอดสูตร BEAUTRIUM โตเหนือเทรนด์ ด้วยการเข้าใจลูกค้าที่ลึกกว่า

ในยุคที่สงครามราคา และป้ายเซลล์ลดกระหน่ำกลายเป็นกลยุทธ์พื้นฐานที่ทุกแบรนด์เลือกใช้ แต่ทำไม BEAUTRIUM (บิวเทรี่ยม) บิวตี้สโตร์สัญชาติไทย ถึงเลือกที่จะเดินเกมต่าง? และอะไรคือเบื้องหลังความสำเร็จที่ทำให้พวกเขาสามารถทำรายได้ในปี 2568 สูงถึง 4,400 ล้านบาท เติบโต 18% พร้อมทุบสถิติอัตราการเติบโตเฉลี่ยสะสมต่อปี (CAGR) ในช่วงปี 2564–2568 สูงถึง 77% ท่ามกลางสภาวะเศรษฐกิจที่ผู้บริโภคระมัดระวังการใช้จ่ายอย่างสูงสุด คำตอบของสมการนี้ไม่ได้อยู่ที่ว่าใครลดราคามากกว่ากัน แต่อยู่ที่ใครเข้าใจผู้บริโภคมากกว่ากัน และนี่คือกลยุทธ์การตลาดที่ผันตัวเองจากร้านค้าปลีกดั้งเดิม สู่การเป็นอีโคซิสเต็มความงามแห่งเอเชียที่ทรงอิทธิพลที่สุดในเวลานี้

image001.jpg

หมดยุคตุนของเซล พฤติกรรมแบบ Hybrid ซื้อน้อยลง แต่เลือกสิ่งที่ดีกว่า

ข้อมูลจาก Euromonitor International ระบุว่า ตลาด Beauty & Personal Care ทั่วโลกในปี 2568 เติบโต 5.7% แต่ในเชิงปริมาณกลับชะลอตัวลงเหลือเพียง 1.5% อินไซต์นี้สะท้อนชัดเจนว่า ผู้บริโภคยุคใหม่กำลังเปลี่ยนจากการซื้อเพื่อ "ครอบครอง" มาเป็นการซื้อเพื่อ "ตอบโจทย์" เกิดพฤติกรรม “ซื้อน้อยลง แต่เลือกสิ่งที่ดีกว่า (Premiumization)”

image005.jpg

ภายใต้ภาวะเศรษฐกิจที่ผู้คนใช้จ่ายอย่างระมัดระวัง ผู้บริโภคไม่ได้ลดความสำคัญของเรื่องความงามลง แต่กลับให้ความสำคัญกับการตัดสินใจมากขึ้น พวกเขาใช้เวลาศึกษาข้อมูล เปรียบเทียบรีวิว และมองหาสินค้าที่ให้ผลลัพธ์ตรงกับปัญหาของตัวเองจริง ๆ มากกว่าการซื้อเพียงเพราะโปรโมชันหรือกระแสชั่วคราว

ขณะเดียวกัน นักท่องเที่ยวต่างชาติลดลง 3.4% ขณะที่นักช้อปไทยเปลี่ยนผ่านสู่วิถี Hybrid Shopping ที่ผสานออนไลน์และออฟไลน์เข้าด้วยกันอย่างไร้รอยต่อ พวกเขาค้นหาแรงบันดาลใจจาก TikTok หรือโซเชียลมีเดีย ศึกษารีวิวบนออนไลน์ แต่ยังต้องการเข้ามาทดลองสินค้า สัมผัสเนื้อสัมผัส หรือรับคำแนะนำก่อนตัดสินใจซื้อจริง

นั่นทำให้หน้าที่ของร้านความงามในปัจจุบันไม่ใช่เพียง "จุดขายสินค้า" อีกต่อไป แต่กลายเป็นพื้นที่สำหรับการค้นพบ (Discovery) และการยืนยันการตัดสินใจ (Validation) ของผู้บริโภคที่มีข้อมูลอยู่ในมือมากกว่าที่เคย

image007.jpg
image009.jpg

คัดสรรทุกเทรนด์ความงามเพื่อประสบการณ์ที่ดีกว่า

BEAUTRIUM แก้เกมนี้ด้วยการรีโพสิชันนิ่งสู่การเป็น “The Beauty Edit Store” ที่ทำหน้าที่เหมือน Curator คอยคัดสรรและจัดวางสินค้าแบบ Curated Multi-brand Assortment แทนที่จะวางสินค้าแยกตามแบรนด์แบบเดิม ๆ

เบื้องหลังแนวคิดนี้เกิดจากความเข้าใจว่า ผู้บริโภคยุคใหม่ไม่ได้เริ่มต้นการช้อปจากชื่อแบรนด์เสมอไป แต่เริ่มจาก "ปัญหา" หรือ "ความต้องการ" ที่อยากแก้ไข ไม่ว่าจะเป็นผิวขาดน้ำ ผิวแพ้ง่าย ริ้วรอย หรือการมองหาส่วนผสมเฉพาะทางที่กำลังได้รับความนิยม

BEAUTRIUM จึงใช้ Big Data และข้อมูลเชิงลึกด้านพฤติกรรมผู้บริโภคในการวิเคราะห์เทรนด์และความต้องการที่เปลี่ยนแปลงอยู่ตลอดเวลา ก่อนนำมาพัฒนาการจัดวางสินค้าใหม่ตามฟังก์ชันการใช้งาน (Function) และส่วนผสม (Ingredients) ช่วยลดความซับซ้อนในการเลือกซื้อ และทำให้การค้นหาสินค้าที่ใช่เป็นเรื่องง่ายขึ้น

image011.jpg

แนวทางดังกล่าวสอดคล้องกับพฤติกรรมผู้บริโภคกลุ่มใหม่ที่ให้ความสำคัญกับการดูแลผิวเชิงลึกหรือ Skin Investment มากขึ้น มองการซื้อสกินแคร์เป็นการลงทุนระยะยาว มากกว่าการแก้ปัญหาเฉพาะหน้า ส่งผลให้ประสบการณ์การเลือกซื้อไม่ได้จบที่การได้สินค้าที่คุ้มค่าเท่านั้น แต่คือการได้สินค้าที่ตอบโจทย์ความต้องการของตัวเองอย่างแท้จริง

ด้วยจำนวนสินค้าที่มีมากกว่า 100,000 SKU จากกว่า 2,200 แบรนด์ BEAUTRIUM จัดสัดส่วนพอร์ตสินค้าได้อย่างสมดุล โดยเป็นกลุ่มสกินแคร์ 39% และสินค้าอื่นๆ (น้ำหอม, บอดี้แคร์, แฮร์แคร์) 28%

ขึ้นนำตลาด Asian Beauty ในวันที่ K-Beauty และ Thai Brand กำลังเปลี่ยนเกม

มูลค่าตลาดความงามไทยในปัจจุบันพุ่งทะลุ 400,000 ล้านบาท เติบโตแซงหน้าภาพรวมเศรษฐกิจภาพใหญ่ โดยมีแรงขับเคลื่อนสำคัญมาจากเทรนด์ความงามฝั่งเอเชีย (APAC)

สิ่งที่น่าสนใจคือ ผู้บริโภคยุคใหม่ไม่ได้ยึดติดกับประเทศต้นกำเนิดของแบรนด์เหมือนในอดีต แต่เลือกจากประสิทธิภาพ ความน่าเชื่อถือ และความสอดคล้องกับไลฟ์สไตล์ของตัวเองมากกว่า ทำให้ K-Beauty, J-Beauty, C-Beauty และแบรนด์ไทย T-Beauty สามารถแข่งขันอยู่บนเวทีเดียวกันได้

image013.jpg

ในขณะที่ BEAUTRIUM ก็ได้มองเห็นการเปลี่ยนแปลงของเทรนด์ความงามเอเชียที่กำลังขับเคลื่อนพฤติกรรมผู้บริโภคไทย จึงไม่รอช้าที่จะเดินหน้าตอกย้ำจุดยืนในฐานะ Destination of Asian Beauty ที่แข็งแกร่งที่สุดในประเทศไทย ด้วยการนำข้อมูลเชิงลึกจากพฤติกรรมการค้นหา การเลือกซื้อสินค้า และสัญญาณความสนใจบนโซเชียลมีเดีย มาวิเคราะห์เพื่อคัดสรรเทรนด์และนวัตกรรมความงามที่ตอบโจทย์ผู้บริโภคได้อย่างแม่นยำ

ข้อมูลจากฐานลูกค้าของ BEAUTRIUM สะท้อนให้เห็นถึงการเติบโตอย่างโดดเด่นของกลุ่มผลิตภัณฑ์ Toner Pad ซึ่งขยายตัวสูงถึง 102% ตอกย้ำว่าอิทธิพลของ K-Beauty ได้ก้าวข้ามจากการเป็นเพียงกระแสนิยม สู่การเป็นส่วนหนึ่งของกิจวัตรการดูแลผิวของผู้บริโภคไทยอย่างแท้จริง และยังสะท้อนถึงความต้องการผลิตภัณฑ์ที่ผสานทั้งประสิทธิภาพ ความสะดวก และนวัตกรรมการดูแลผิวในรูปแบบใหม่ที่กำลังได้รับความนิยมอย่างต่อเนื่อง

image015.jpg

นอกจากนี้ด้วยความยืดหยุ่นและการทำงานแบบ Social-driven Launches ร่วมกับแบรนด์พันธมิตร ยังสามารถทำให้ BEAUTRIUM นำสินค้าไวรัลเข้าสู่ตลาดได้อย่างรวดเร็ว ตอบโจทย์ผู้บริโภคที่ต้องการเป็นคนแรก ๆ  ที่ได้ทดลองเทรนด์ใหม่ และเปลี่ยนการติดตามเทรนด์บนหน้าจอให้กลายเป็นประสบการณ์จริงในหน้าร้านได้อย่างมีประสิทธิภาพ

เมื่อร้านค้าไม่ได้มีหน้าที่แค่ขาย

ในความเป็นจริง ผู้บริโภคยุคใหม่ไม่ได้คาดหวังเพียงการซื้อสินค้าได้ทุกช่องทาง แต่คาดหวังให้แบรนด์ "เข้าใจบริบทของชีวิต" มากขึ้น พวกเขาต้องการความสะดวก รวดเร็ว และประสบการณ์ที่ต่อเนื่องไม่ว่าจะเริ่มต้นจากช่องทางใด

นี่คือเหตุผลที่ BEAUTRIUM ลงทุนสร้าง Omnichannel Ecosystem อย่างจริงจัง ไม่ใช่เพียงเพื่อเพิ่มยอดขายออนไลน์ แต่เพื่อให้ผู้บริโภคสามารถเข้าถึงสินค้า เทรนด์ และบริการได้ในรูปแบบที่เหมาะกับตัวเองมากที่สุด ขณะเดียวกันยังสามารถต่อยอดเครือข่ายหน้าร้านให้กลายเป็น Fulfillment Ecosystem   รองรับการจัดส่งผ่านระบบ เดลิเวอรีและ Quick Commerce ได้อย่างรวดเร็วและยืดหยุ่น

ในปี 2569 BEAUTRIUM เดินหน้าขับเคลื่อนการเติบโตด้วยแผนเร่งขยายสาขาครอบคลุมทั่วประเทศ ผ่านกลยุทธ์ Store Clustering ควบคู่กับการใช้ข้อมูลเชิงพื้นที่ (Location-based Consumer Insight) เพื่อทำความเข้าใจพฤติกรรมและความต้องการของผู้บริโภคในแต่ละทำเลอย่างลึกซึ้ง นำไปสู่การคัดสรรและปรับพอร์ตสินค้าให้ตอบโจทย์ลูกค้าในแต่ละพื้นที่ได้อย่างแม่นยำ เพราะ BEAUTRIUM เชื่อว่าผู้บริโภคแต่ละชุมชนมีความต้องการด้านความงามที่แตกต่างกัน พร้อมเตรียมปักหมุดสาขาใหม่ในทำเลยุทธศาสตร์สำคัญ เพื่อขยายการเข้าถึงและส่งมอบประสบการณ์ความงามที่ใกล้ชิดกับผู้บริโภคทั่วประเทศมากยิ่งขึ้น

image017.jpg

แนวทางการขับเคลื่อนธุรกิจด้วยข้อมูล (Data-Driven Retail) ทำให้แต่ละสาขาของ BEAUTRIUM ไม่ได้เป็นเพียงรูปแบบร้านค้าที่ถูกทำซ้ำ แต่ถูกออกแบบให้เป็น Beauty Destination ที่สะท้อนอินไซต์ ความสนใจ และพฤติกรรมการเลือกซื้อของผู้บริโภคในพื้นที่นั้น ๆ ได้อย่างตรงจุด พร้อมนำเสนอสินค้า เทรนด์ และประสบการณ์ความงามที่ตอบโจทย์ไลฟ์สไตล์ของลูกค้าในแต่ละชุมชนได้อย่างมีประสิทธิภาพ

ความสำเร็จของ BEAUTRIUM คือข้อพิสูจน์ชั้นดีว่าในสมรภูมิค้าปลีกยุคใหม่ “ความเข้าใจมีมูลค่ามากกว่าความถูก” แบรนด์ที่พึ่งพาเพียงแค่การลดราคาจะติดอยู่ในวงจรที่กำไรถดถอย แต่แบรนด์ที่สามารถสร้าง Experience และความคล่องตัวในการส่งมอบสิ่งที่ใช่ ในเวลาที่ถูกต้อง เหมือนอย่างที่ BEAUTRIUM กำลังทำ คือผู้ที่จะก้าวขึ้นเป็นผู้นำแถวหน้าในยุค Next Normal ของบิวตี้รีเทลไทยอย่างแท้จริง