เข้าสู่ปีที่ 4 สำหรับ EARTH JUMP 2026 งานฟอรัมระดับประเทศด้านความยั่งยืนที่จัดโดย ธนาคารกสิกรไทย ร่วมกับพันธมิตรระดับโลก ภายใต้แนวคิด “A Bridge to Empowered Actions” ท่ามกลางกระแสความตื่นตัวของนักธุรกิจและผู้ประกอบการ SME ไทยที่หลั่งไหลเข้าร่วมงานกว่า 3,500 คน ตลอดระยะเวลาการจัดงานเต็มอิ่ม 2 วัน 2 เวที ในวันที่ 9-10 มิถุนายน 2569 ที่ผ่านมา ณ พารากอน ฮอลล์ ศูนย์การค้าสยามพารากอน พร้อมผู้เชี่ยวชาญและผู้นำจากหลากหลายภาคส่วนร่วมแบ่งปันประสบการณ์กว่า 60 ท่าน

ความพิเศษของปีนี้คือการเป็นสะพานเชื่อมโยงนโยบายระดับโลกสู่การปฏิบัติจริง โดยประเทศไทยได้รับเกียรติเป็นเจ้าภาพร่วมกับ World Bank Group ในการจัดงาน 8th Global Policy Forum on Natural Capital 2026 เพื่อร่วมกันหาคำตอบในการออกแบบนโยบาย เศรษฐกิจ และระบบการเงิน โดยมอง "ธรรมชาติเป็นทุนสำคัญของประเทศ" (Natural Capital) ผลักดันให้เกิดเม็ดเงินลงทุนและความยืดหยุ่นทางเศรษฐกิจในระยะยาว
SME Clinic ถอดรหัส 3 ธุรกิจรุ่นใหม่ ในสนามความยั่งยืน
หนึ่งในเซสชันไฮไลต์ที่ได้รับความสนใจอย่างล้นหลามคือ "SME Clinic : เช็กสุขภาพธุรกิจสีเขียวก่อนออกเดินทาง" ซึ่งเปรียบเสมือนการตรวจคนไข้โดยทีม "คุณหมอทางธุรกิจ" ระดับแถวหน้าของเมืองไทย ประกอบด้วย:
- ม.ล.ดิศปนัดดา ดิศกุล (เลขาธิการ และประธานเจ้าหน้าที่บริหาร มูลนิธิแม่ฟ้าหลวง ในพระบรมราชูปถัมภ์) - กูรูด้านความยั่งยืน
- ชนาพรรณ จึงรุ่งเรืองกิจ (รองประธานกรรมการอาวุโส กลุ่มไทยซัมมิท) - กูรูด้านกลยุทธ์การเติบโตของธุรกิจ
- รวิศ หาญอุตสาหะ (ประธานเจ้าหน้าที่บริหาร บจก. ศรีจันทร์สหโอสถ และ Mission to the Moon) - กูรูด้านการสร้างแบรนด์ และการตลาด
- ดร.กรินทร์ บุญเลิศวณิชย์ (รองผู้จัดการใหญ่ ธนาคารกสิกรไทย) - กูรูด้านการเงินเพื่อความยั่งยืน และโซลูชันเพื่อการเปลี่ยนผ่านของธุรกิจ

กูรูทั้ง 4 ท่านได้ร่วมกันเอ็กซเรย์ และให้คำปรึกษาเจาะลึกแก่ 3 ผู้ประกอบการ ซึ่งทาง Positioning ได้สรุปมาให้แล้ว เพื่อเป็นแนวทางสำหรับธุรกิจ SME อื่นๆ
นำขยะทะเลมาแปรรูป แต่เจอปัญหาค่าแรงสูง
กรณีศึกษาที่ 1 บริษัท พูนสุข ไพโรจน์ จำกัด โดยพรหมโรจน์ วิมลกุล

พูนสุข ไพโรจน์ เป็นกลุ่มธุรกิจวิสาหกิจชุมชน (Social Enterprise) จากจังหวัดภูเก็ต ก่อตั้งโดย อู๋ - พรหมโรจน์ ที่แต่เดิมเป็นนักออกแบบผลิตภัณฑ์อยู่ที่ออสเตรเลีย แต่ช่วงหลังวิกฤต COVID-19 ทำให้ได้กลับมาบ้านเกิดที่ภูเก็ต จึงค้นพบว่าที่นี่มีขยะทางทะเลเยอะมาก จึงเริ่มต้นจากความต้องการแก้ปัญหาขยะทะเล นำขยะมาอัพไซเคิล และดีไซน์เป็นสินค้าแฟชั่น-ของที่ระลึกมูลค่าสูง เช่น แผ่นสเก็ตบอร์ด, พวงกุญแจ NFC จากถุงปูน
ยุคแรกเริ่มธุรกิจเติบโตจากระดมทุนจากงานประกวดต่างๆ และมีรายได้จากการสอนในการจัดการขยะ หลังจากนั้นได้เริ่มวางเครือข่ายในการเก็บขยะทั่วเกาะ ก็สามารถเก็บขยะได้มากขึ้น ปีละหลักร้อยกิโลกรัม โดยตั้งเป้าว่าในปี 2030 จะเก็บขยะเพิ่มขึ้นเป็น 1 ล้านกิโลกรัม
โดยคาดหวังในยุคต่อไป อยากพาธุรกิจเข้ากลุ่มโรงแรม เช่น ทำโปรดักส์ต่างๆ แต่ปัจจุบันประสบปัญหาใหญ่ในเรื่องค่าแรงในภูเก็ตค่อนข้างสูง ค่าแรงขั้นต่ำวันละ 700-1,000 บาท รวมถึงการคัดแยกขยะมีความลำบาก แรงงานในจังหวัดภูเก็ตมีทักษะด้านนี้น้อย ส่วนใหญ่จะมีทักษะเชิงท่องเที่ยว การโรงแรม จึงขอคำแนะนำจากกูรู ในการที่จะทำให้ธุรกิจเติบโตมากขึ้น

สรุปใบสั่งยาจากกูรู
ม.ล.ดิศปนัดดา ได้เตือนเรื่องความเสี่ยงที่ธุรกิจยึดติดกับตัวเจ้าของมากเกินไป แนะนำให้มองภาพใหญ่ในเชิงขายส่ง และลองศึกษาโมเดล SE ในต่างประเทศที่ใช้ระบบบริหารแบบ "แฟรนไชส์" แม้รายได้ต่อหน่วยจะน้อยลง แต่สามารถสเกลธุรกิจ และกระจายงานได้กว้างขึ้นโดยไม่ต้องแบกค่าแรงเองทั้งหมด
ชนาพรรณแนะนำให้เน้นการขายส่ง (Wholesale) เช่นเดียวกัน ที่มียอดสั่งซื้อมากพอ และต่อเนื่อง เนื่องจากธุรกิจเน้นงานดีไซน์เฉพาะกลุ่ม ไม่ใช่การผลิตแบบอุตสาหกรรม (Mass Production) เรื่องค่าแรงแพงในภูเก็ตถือเป็นเรื่องกลไกตลาด แต่โจทย์คือจะทำอย่างไรให้แรงงานฝีมือเหล่านี้อยู่กับแบรนด์ได้นานที่สุด
รวิศแนะนำให้ชูจุดเด่นเรื่อง Storytelling สินค้าทุกชิ้นต้องระบุให้ชัดว่าเก็บขยะไปเท่าไหร่ เซฟปะการังไปได้แค่ไหนแล้ว ดึงมูลค่าตรงนี้มาใช้มัดใจลูกค้ากลุ่มโรงแรม
เอเจนซี่โฆษณา กับการขยายสู่การเป็นที่ปรึกษาความยั่งยืน
กรณีศึกษาที่ 2 บริษัท นิวสเปคทีฟ กรุ๊ป จำกัด โดย ณัฐภูมิ รัฐชยากร

นิวสเปคทีฟ กรุ๊ป ดำเนินธุรกิจเอเจนซี่โฆษณา และออนไลน์มา 20 ปี ก่อตั้งโดยณัฐภูมิ รัฐชยากร เขาบอกว่าบริษัทมีจุดเด่นที่มีการบริหารงานยืดหยุ่นสไตล์อมีบา ปัจจุบันแตกไลน์เป็น 6 ยูนิต ได้แก่ อีเวนต์, สื่อท้องถิ่น OOH, สำนักข่าว, ผลิตสินค้าเมอร์เชนไดส์, ทำ CEO Branding และที่ปรึกษาให้ธุรกิจ SME
บริษัทมีการปรับตัวไวตามยุคสมัย ได้นำเทคโนโลยี AI เข้ามาช่วยทำข่าว และหาข้อมูล ทำให้ลดกำลังคนจาก 50 คนเหลือ 25 คน ทว่ากำลังมองหาโมเดลที่ยั่งยืนขึ้นในยุคที่เอเจนซี่โดนดิสรัปต์ และเตรียมรับมือกับ พ.ร.บ. Climate Change
สรุปใบสั่งยาจากกูรู
รวิศได้ตั้งข้อสังเกตว่า การมีหน่วยธุรกิจแตกย่อยมากเกินไปในองค์กรขนาดนี้ อาจทำให้ทรัพยากร และโฟกัสกระจัดกระจาย ยุคนี้ลูกค้ามักคิดว่าทำเองถูกกว่า ธุรกิจต้องตอบให้ได้ว่าสิ่งไหนที่ลูกค้าทำเองไม่ได้ และ AI จะเข้ามาดิสรัปต์ส่วนไหนอีก

ชนาพรรณมองว่า สปิริตการเป็นบริษัทขนาดเล็ก หรือสตาร์ทอัพตลอดไปเป็นเรื่องดี แต่บริษัทขนาดกลางจะอยู่รอดยากที่สุดในยุคนี้ ดังนั้นต้องเลือกว่าจะโตไปเป็นบริษัทใหญ่ หรือจะคงไซส์ให้เล็กเพื่อความคล่องตัวสูงสุดในการขับเคลื่อน
ม.ล.ดิศปนัดดาชี้ว่า บริษัทยังขาดจุดแข็งเฉพาะ แนะนำให้สร้างมูลค่าเพิ่มโดยการนำเรื่อง Green Transition มาขายลูกค้า สื่อให้เห็นชัดๆ ว่าถ้าใช้บริการเรา จะช่วยลดงบประมาณ และลดคาร์บอนฟุตพริ้นท์ให้องค์กรลูกค้าได้อย่างไร
ทางด้าน ดร.กรินทร์ แห่ง KBank ได้เสนอทางรอดใหม่ ให้ผันตัวจากสื่อ และเอเจนซี่โฆษณาแบบเดิม ไปสู่การเป็น ESG Transformation Partner หรือที่ปรึกษาที่ช่วยซีอีโอ และองค์กรปรับเปลี่ยนโครงสร้างภายในให้ถูกต้องตามเกณฑ์กรีน ซึ่งจะกลายเป็นการสร้างรายได้ในลักษณะโซลูชันคอนซัลแทนท์ที่มีคู่แข่งน้อยกว่า
เมื่อบ๊วยเจ้าตลาดในจีน อยากแตกไลน์ธุรกิจอื่น
กรณีศึกษาที่ 3 บริษัท เวย์ตาน่า จำกัด โดยนนทกช ปัญญาปัทม์

บ๊วย Mag Mag หรือ aka ในชื่อบ๊วยคืนชีพ เป็นผู้เปิดตลาดผลไม้ไทยในจีนจนปัจจุบันกลายเป็นเจ้าตลาดบ๊วยแปรรูปในจีนไปแล้วเรียบร้อย ตลาดนี้มีมูลค่าตลาดรวมกว่า 200,000 ล้านบาท ใช้จุดแข็งด้านวัตถุดิบจาก "บ๊วยป่า" ออร์แกนิก ที่ไม่ใช้สารเคมี
ซึ่งคนจีนมองบ๊วยเป็นสินค้าเพื่อสุขภาพ และยังมีโอกาสเติบโตได้อีกหลายเท่าตัว แต่นนทกชมีความต้องการอยากแตกไลน์ธุรกิจไปยังกลุ่มอื่นให้มากกว่าบ๊วย ปัจจุบันแตกไลน์เป็นน้ำบ๊วยซ่า และกำลังศึกษาในการสกัดเม็ดบ๊วยเพื่อต่อยอดสู่ธุรกิจเครื่องสำอาง โดยต้องการสร้าง Ecosystem ของบ๊วยให้มากขึ้น โดยเขาตั้งคำถามถึงโครงสร้างธุรกิจที่ควรจะเป็นในการขยายพอร์ตโฟลิโอแบบแบรนด์เทคโนโลยี เช่น โมเดลของ Xiaomi ที่มีหลายธุรกิจ

สรุปใบสั่งยาจากกูรู
รวิศชื่นชมในความเชี่ยวชาญด้านผลิตภัณฑ์ แต่เตือนว่าการขยายไลน์สินค้าใหม่ๆ แม้จะดูคล้ายกัน แต่มีความยาก และบริบทการตลาดที่ต่างกันสิ้นเชิง แนะนำให้ทำสิ่งที่ถนัดที่สุดให้สุดทางก่อน แล้วจึงค่อยขยายอย่างระมัดระวัง
ทางด้าน ดร.กรินทร์ แห่ง KBank แนะนำโมเดล Venture Studio ในการนำผลไม้ไทยไปบุกจีน โดยต้องนิยามตัวเองใหม่ว่า "เราไม่ใช่บริษัททำบ๊วย แต่เราคือผู้เชี่ยวชาญที่รู้กฎหมาย และเข้าใจพฤติกรรมตลาดจีน" แล้วใช้จุดแข็งนี้ทดลองลุยในกลุ่ม Food Products อื่นๆ ก่อนจะกระโดดไปข้ามสายอย่างเครื่องสำอาง ซึ่งทางกสิกรไทยพร้อมสนับสนุนด้านเงินทุน และความยั่งยืนอย่างเต็มที่
ทิศทางธุรกิจไทยในขอบฟ้ากรีน

ในช่วงท้ายของฟอรัม เหล่ากูรูได้ฝากแง่คิดสำคัญทิ้งท้ายไว้ให้ SME ไทย โดยรวิศ ให้กำลังใจผู้ประกอบการพร้อมแนะให้เน้นการคุมต้นทุนควบคู่ไปกับการมองภาพยาวในเศรษฐกิจสีเขียว (Green Economy) ขณะที่ ม.ล.ดิศปนัดดา เตือนว่าในยุคที่กติกาโลกคาดเดายาก มิติสิ่งแวดล้อมโดยเฉพาะเรื่อง "น้ำ" จะกลายเป็นปัจจัยที่วิกฤตที่สุดที่ต้องวางแผนล่วงหน้า ส่วนชนาพรรณ เน้นย้ำว่าแรงบันดาลใจอย่างเดียวไม่พอ ต้องใช้เครื่องมือวัดผล ESG เข้ามาผสานในกระบวนการทำงานทุกวันอย่างสม่ำเสมอ
และในส่วนของ ดร.กรินทร์ ได้กล่าวสรุปทิศทางว่า ธนาคารในยุคนี้ไม่ได้มีหน้าที่แค่ปล่อยเงินกู้แค่อย่างเดียว แต่ต้องทำหน้าที่ Empower หรือเสริมพลังให้ธุรกิจทำงานง่ายขึ้น ต้นทุนถูกลง ผ่านพาร์ทเนอร์ และเครือข่ายสตาร์ทอัพ เพื่อให้ธุรกิจขนาดใหญ่ และ SME ไทยสามารถจับมือเดินหน้าเปลี่ยนผ่านและเติบโตไปด้วยกันอย่างไม่ทิ้งใครไว้ข้างหลัง
สำหรับงาน EARTH JUMP 2026 นอกจากจะอัดแน่นด้วยองค์ความรู้จากนักธุรกิจชั้นนำกว่า 60 ราย ปีนี้ธนาคารกสิกรไทยยังจัดเต็มการสนับสนุนการลงมือทำครบทุกมิติด้วย K-Climate Solutions ตั้งแต่
1. ESG Readiness Check เครื่องมือประเมินความพร้อมธุรกิจในด้านสิ่งแวดล้อม พลังงาน และ Supply Chain ภายในไม่กี่นาที พร้อม Action Plan และโซลูชันที่ตอบโจทย์ภายในงาน
2. KCLIMATE 1.5 แพลตฟอร์มคำนวณการปล่อยก๊าซเรือนกระจก เก็บข้อมูลเพื่อนำไปใช้วางแผนการจัดการลดก๊าซเรือนกระจกต่อไป
3. K-Climate ESG Advisory บริการให้คำปรึกษาเรื่องความยั่งยืนโดยผู้เชี่ยวชาญ
4. Net Zero CEO และ Net Zero Leader หลักสูตรผู้บริหาร เพื่อก้าวสู่การเป็นหนึ่งในผู้นำด้านความยั่งยืนของไทย
5. Financial Solution เปิดตัวบริการใหม่ “สินเชื่อ SME ยิ่งกรีน ยิ่งได้” (Sustainability-Linked Loan for SME) มอบส่วนลดดอกเบี้ยพิเศษเมื่อทำได้ตามเป้าหมาย เช่น ลดการใช้พลังงานหรือได้ใบรับรองธุรกิจสีเขียว รวมถึงยังมีสินเชื่อธุรกิจเพื่อป้องกันความเสี่ยงน้ำท่วม (K-Climate Shield Loan) สนับสนุนการลงทุนในเทคโนโลยี และอุปกรณ์ป้องกันน้ำท่วม เพื่อลดความเสียหายต่อทรัพย์สินและรักษาความต่อเนื่องของธุรกิจ ด้วยอัตราดอกเบี้ยพิเศษอีกด้วย
ธุรกิจที่สนใจปรับตัวสู่เศรษฐกิจคาร์บอนต่ำ สามารถดูรายละเอียด K-Climate Solutions ได้ที่ www.kasikornbank.com/k_gogreen