ratirita – Positioning Magazine https://positioningmag.com Thailand's Leading Marketing Magazine Sun, 05 Apr 2026 06:11:47 +0000 en-US hourly 1 https://wordpress.org/?v=5.6 167543101 จากรันเวย์สู่ “คาเฟ่ อเมซอน” VICKTEERUT รุกหนักทำชุดยูนิฟอร์ม เมื่อตลาดแฟชั่นไม่โต ไทยดีไซเนอร์ต้องมุ่งตลาดองค์กร https://positioningmag.com/1567723 Thu, 02 Apr 2026 09:16:11 +0000 https://positioningmag.com/?p=1567723
  • VICKTEERUT เริ่มปรับโฟกัสเน้นตลาดชุดยูนิฟอร์มองค์กร หลังมีลูกค้าเข้ามาต่อเนื่อง ผนวกตลาดชุดแต่งงาน โดยที่ตลาดแฟชั่นซบเซา ไม่โตเท่าที่ควร
  • ล่าสุดทำชุดยูนิฟอร์มให้คาเฟ่ อเมซอน ล็อตใหญ่ที่สุดเท่าที่เคยทำมา 
  • กลุ่มเสื้อผ้า Ready-to-wear เตรียมเพิ่มไซส์อีก 2 ไซส์ XL กับ 2XL เพราะลูกค้าเดิมโตขึ้นเรื่อย ๆ ไซส์เริ่มเปลี่ยน ใส่ไซส์เดิมไม่ได้
  • แฟชั่นไม่ลบแต่ไม่ดี ยูนิฟอร์มคือทางรอด

    กลายเป็นเทรนด์ใหญ่ในวงการแฟชั่น เมื่อไทยดีไซเนอร์หลายแบรนด์หันมาจับตลาด “ชุดยูนิฟอร์มองค์กร” เพราะหลายปีที่ผ่านมาตลาดแฟชั่นไม่ได้เติบโตแบบหวือหวา จากสภาพเศรษฐกิจทำให้กำลังซื้อในกระเป๋าน้อยลง ในขณะที่กลุ่มองค์กรบริษัทต้องการสร้างแบรนด์ สร้างความน่าเชื่อถือมากขึ้น รวมถึงสร้างเอ็นเกจกับพนักงาน ทำให้ตลาดชุดยูนิฟอร์มกลายเป็นแสงสว่างให้ปลายอุโมงค์ของโลกแฟชั่น

    ที่เห็นตัวอย่างชัดที่สุดเห็นจะเป็นแบรนด์ Asava ที่บุกเบิกตลาดชุดยูนิฟอร์มมา 16 ปีแล้ว ปัจจุบันตั้งยูนิตใหม่ ASAVA Uniform เพราะมีลูกค้าเพิ่มขึ้นทุกปี

    VICKTEERUT

    ในช่วงหลายปีมานี้หลายแบรนด์มองชุดยูนิฟอร์มเป็นเหมือนหน้าตาของบริษัทด้วยเช่นกัน เพราะฉะนั้น แค่เสื้อโปโล หรือเสื้อเชิ้ต แล้วสกรีนโลโก้ไม่เพียงพอแล้ว ต้องมีแบรนด์ดีไซเนอร์ มีสตอรี่ และนวัตกรรม

    VICKTEERUT (วิคธีร์รัฐ) เป็นอีกหนึ่งแบรนด์ไทยดีไซเนอร์แถวหน้าของไทย ที่ทำตลาดมากว่า 18 ปีแล้ว ในปีนี้ก็ได้ทรานส์ฟอร์มตัวเองครั้งใหญ่ด้วยการบุกตลาด “ยูนิฟอร์มองค์กร” และ “ชุดแต่งงาน” อย่างเต็มตัว เพื่อบาลานซ์พอร์ตรายได้ คงจุดแข็งเป็นแบรนด์ที่งานตัดเย็บสไตล์เทเลอริ่งที่ประณีต และเฉียบคม

    VICKTEERUT

    อรประพันธ์ สุทธินรเศรษฐ์ ผู้อำนวยการฝ่ายสร้างสรรค์ VICKTEERUT ยอมรับอย่างตรงไปตรงมาว่า ไตรมาสแรกของปีนี้เป็นช่วงเวลาที่ท้าทายสำหรับแบรนด์แฟชั่น แม้ VICKTEERUT จะเคยครองอันดับหนึ่งบนแพลตฟอร์มออนไลน์ แต่ด้วยกำลังซื้อที่ตกต่ำลงทำให้ยอดสั่งซื้อลดลงอย่างเห็นได้ชัด

    “ยูนิฟอร์มเข้ามาเป็นส่วนช่วยหลักในตอนนี้ เพราะในขณะที่คนซื้อเสื้อผ้าแฟชั่นน้อยลง แต่องค์กรขนาดใหญ่ยังต้องการภาพลักษณ์ที่น่าเชื่อถือ ยูนิฟอร์มคือการบอกตัวตนของบริษัท เราจึงตั้งเป้าดันสัดส่วนรายได้กลุ่มนี้ให้แตะ 20% ของพอร์ตทั้งหมด”

    จากรันเวย์สู่ “คาเฟ่ อเมซอน” และโรงแรมหรูระดับโลก

    VICKTEERUT ได้เริ่มเข้าตลาดยูนิฟอร์มองค์กรได้ราวๆ 4-5 ปี โดยแบรนด์แรกที่ทำก็คือ แมคคาเฟ่ของแมคโด นัลด์ หลังจากนั้นก็เริ่มมีงานเข้ามาเรื่อย ๆ ได้แก่ เกียรตินาคิน, แสนสิริ, ทรูสเฟียร์, อนันตาจิวเวอรี่, Rakxa โดยจุดเปลี่ยนที่สำคัญก็คือโรงแรมเดอะ สแตนดาร์ด หัวหิน ที่ทำให้ชุดยูนิฟอร์มของ VICKTEERUT มีชื่อเสียงขึ้นมา เพราะด้วยสีสัน และลุคที่ดูทะมัดทะแมงของพนักงาน ทำให้หลายองค์กรสนใจ โดยเฉพาะกลุ่มโรงแรม ตอนนี้ได้ทำให้เครือโรงแรมเดอะ สแตนดาร์ด ทั้งหมด 3 ที่ หัวหิน, มัลดีฟส์ และพัทยา 

    ล่าสุด แบรนด์ได้รับโจทย์หินในการออกแบบชุดยูนิฟอร์มให้กับ Café Amazon Experience แฟล็กชิปสโตร์แห่งใหม่ที่อารีย์ รวมถึงร้านที่เป็นสาขาทั่วไปด้วย โดยมียอดสั่งผลิตล็อตแรกสูงถึง 60,000 ชิ้น ซึ่งถือเป็นจำนวนที่มากที่สุดเท่าที่แบรนด์เคยทำมา โจทย์คือการทำให้ชุดดูโมเดิร์น สอดคล้องกับรีเทลยุคใหม่ แต่ยังคงฟังก์ชันที่ทำงานได้สะดวกจริง คาดว่าจะเริ่มเปลี่ยนช่วงกลางปีนี้

    “ยูนิฟอร์มเป็นสิ่งสำคัญที่บ่งบอกว่าเราทำงานที่ไหน อีกทั้งยังบอกตัวตนของบริษัทได้ ทำให้ตอนนี้ไม่ว่าจะบริษัทใหญ่ หรือบริษัทเล็ก ได้ให้ความสำคัญกับการออกแบบยูนิฟอร์มมากขึ้น ตอนนี้แบรนด์เองก็ได้ลูกค้าทำยูนิฟอร์มเพิ่มขึ้นปีละ 2-3 ราย ส่วนใหญ่เป็นกลุ่มโรงแรม หรือบริษัทที่ต้องการความน่าเชื่อถือ” 

    ขยายฐานชุดแต่งงานในราคาที่เอื้อมถึง

    อีกหนึ่งเครื่องยนต์หลักที่จะขับเคลื่อนปี 2569 คือธุรกิจชุดแต่งงาน ภายใต้ชื่อ VICKTEERUT The Marriage โดยแบรนด์เตรียมเปิดโชว์รูมแห่งใหม่ที่สุขุมวิท 93 ในช่วงปลายปีนี้ เพื่อรองรับกลุ่มลูกค้าที่ต้องการดีไซน์ชุดแต่งงานด้วยตัวเอง และได้งานประณีตแบบ VICKTEERUT 

    โดยชุดแต่งงานมีราคาเริ่มต้นเพียง 30,000 บาท จะเป็นชุดเรียบ ๆ ธรรมดา ไปจนถึงงานสั่งตัดพิเศษระดับไฮเอนด์ในราคาหลักแสนบาท ซึ่งถือเป็น Niche Market ที่ยังเติบโตได้ดีแม้เศรษฐกิจจะชะลอตัว

    VICKTEERUT

    อรประพันธ์ บอกว่า ตลาดนี้ยังมีโอกาสอยู่มาก เพราะที่ผ่านมามีลูกค้าหลายคนที่เป็นลูกค้าเดิม ต้องการที่จะให้แบรนด์ทำชุดแต่งงานให้ แล้วปกติเจ้าสาวต้องมีต่ำ ๆ คนละ 3 ชุด ชุดพิธีการ, ชุดงานเลี้ยงฉลอง และชุดปาร์ตี้ ยังไม่รวมชุดถ่ายพรีเว็ดดิ้ง และชุดแม่เจ้าสาว ญาติเจ้าสาวอีก เป็นงานที่ทุกคนยอมจ่ายได้

    เตรียมขยายไซส์.. ให้ลูกค้าเดิมยังใส่ได้

    นอกจากการขยายพอร์ตธุรกิจ VICKTEERUT ยังปรับตัวเข้าหาความเป็นจริงมากขึ้น อรประพันธ์เล่าว่า จากอินไซต์ของลูกค้าเดิมของแบรนด์ พบว่าแต่ละคนมีอายุมากขึ้น และมีสรีระที่เปลี่ยนไป ทำให้ใส่ชุดเดิม ไซส์เดิมไม่ได้แล้ว การที่ออกคอลเลกชั่นใหม่ แต่ไซส์เดิม ทำให้ลูกค้าเดิมซื้อไม่ได้

    โดยเตรียมเพิ่มไซส์ให้ใหญ่ขึ้นอีก 2 ไซส์ ก็คือ XL และ 2XL จากเดิมที่มีมาตรฐานเพียง 4 ไซส์ (XS S M L) แม้จะเป็นเรื่องยากในเชิงโปรดักชั่น และแพตเทิร์น แต่ถือเป็นความใส่ใจเพื่อรักษาฐานลูกค้า เพราะจุดเด่นที่ลูกค้าชอบก็คือทรงสวย ใส่แล้วดูหุ่นดี ไอเทมที่ขายดีที่สุดจะเป็นกางเกงเอวสูง และเชิ้ตแขนกุดอันเป็นเอกลักษณ์ของแบรนด์

    ปัจจุบัน VICKTEERUT ครอบคลุมทั้งช่องทางออฟไลน์และออนไลน์ มีหน้าร้าน 5 สาขา ได้แก่ ทองหล่อ ซอย 4, สยามพารากอน, เอ็มโพเรียม, เซ็นทรัลเวิลด์ และเซ็นทรัลชิดลม เตรียมเปิด VICKTEERUT The Marriage Showroom ที่สุขุมวิท 93 ในช่วงปลายปี 2569 นี้

    โดยในปีนี้ตั้งเป้าการเติบโตที่ 5% โดยแบ่งสัดส่วนรายได้เป็นหน้าร้าน 30% ออนไลน์ 30% ชุดยูนิฟอร์ม (B2B) 20% และชุดแต่งงาน (The Marriage) 20%

    ]]>
    1567723
    ไมเนอร์ฟู้ดเปิดแบรนด์ The Stone อูด้งหม้อหินร้อน ลุยตลาดอาหารญี่ปุ่นครั้งแรก เตรียมขยาย 100 สาขาใน 5 ปี https://positioningmag.com/1566885 Mon, 30 Mar 2026 11:12:32 +0000 https://positioningmag.com/?p=1566885 “ทำไมไมเนอร์ฟู้ดไม่มีร้านอาหารญี่ปุ่นสักที” 
    เป็นประโยคแรกที่ อนุพนธ์ นิธิยานันท์ ประธานเจ้าหน้าที่ฝ่ายปฏิบัติการ เดอะ ไมเนอร์ ฟู้ด กรุ๊ป จำกัด (มหาชน) เริ่มต้นบทสนทนาในครั้งนี้

    ในตอนนี้ไมเนอร์ฟู้ดมีแบรนด์ร้านอาหารญี่ปุ่นเข้ามาอยู่ในพอร์ตแล้ว ด้วยแบรนด์ The Stone อูด้งหม้อหินร้อน สร้างจุดแข็งด้วย “หม้อเดือด-เส้นโมจิ” ราคาเริ่มต้น 139 บาท พร้อมเครื่องเคียง 7 อย่างที่เติมได้ไม่อั้น เปิดสาขาแรกที่เซ็นทรัล ปิ่นเกล้า ชั้น 5 คาดว่าจะขยาย 100 สาขาภายใน 5 ปี 

    the stone

    ตลาดร้านอาหารญี่ปุ่นขึ้นชื่อว่ามีการแข่งขันที่ดุเดือดมากอีกตลาดหนึ่ง ด้วยความนิยมของคนไทยที่ชอบทานอาหารญี่ปุ่นเป็นอันดับต้นๆ ทำให้ไม่ว่าเชนรายใหญ่ รายเล็ก ร้านอินดี้ ร้านพรีเมียมตามโรงแรมต้องลงมาจับ ทำให้มีมูลค่าตลาดสูงถึง 50,000 ล้านบาท มีการประเมินว่ามีร้านอาหารญี่ปุ่นมากถึง 5,700 แห่งในประเทศไทย

    เจาะร้านอาหารญี่ปุ่นได้แล้ว

    หากมองไปที่ตลาดร้านอาหารญี่ปุ่นในปัจจุบัน จะพบการแบ่งกลุ่มที่ชัดเจน ตั้งแต่ร้านดั้งเดิม (Traditional), ซูชิ-ซาชิมิที่ขยายจากหรูมาสู่แมส, ไปจนถึงชาบู และสุกี้ ซึ่งในสายตาของนักพัฒนาแบรนด์ หากเดินเกมแบบเดิมคงยากจะแทรกตัวได้ The Stone จึงเลือกเดินเกมแบบ Specialist โดยหยิบ “อูด้ง” มาตีความใหม่ในรูปแบบ Premium Mass ที่เน้นประสบการณ์มากกว่าแค่ความอิ่มท้อง

    the stone

    ไมเนอร์ฟู้ดจึงใช้เวลาราว 6 เดือนในการดีไซน์คอนเซ็ปต์ร้าน โดยใช้จุดขายที่ “อูด้งหม้อหินร้อน” เป็นตัวชูโรง สร้างจริตใหม่ในการทานอูด้ง ความเดือดปุดๆ ของหม้อหินนี่แหละ จะช่วยสร้างไวรัลได้อย่างดี โดยจุดแข็ง 3 อย่าง

    • ประสบการณ์ : เสิร์ฟในหม้อหินร้อนจัดที่ให้เสียงเดือดปุดๆ และกลิ่นหอมกรุ่นตั้งแต่วางลงบนโต๊ะ สร้างความตื่นตาตื่นใจที่หาได้ยากในร้านทั่วไป
    • จับเทรนด์เส้นโมจิ อูด้ง : ในขณะที่คนไทยคุ้นเคยกับเส้นราเมงทั่วไป แต่ The Stone พัฒนาเส้นอูด้ง มีให้เลือก 3 แบบ ได้แก่ Inaniwa Udon เส้นบาง รูปทรงแบน เรียบเนียน รับประทานง่าย, Sanuki Udon เส้นหนาปานกลาง รูปทรงเหลี่ยม เหนียวนุ่มพิเศษ และ Mochi Udon เส้นหนาพิเศษ เหนียวนุ่ม คล้ายโมจิให้มีความเหนียวนุ่มหนึบแบบเทรนด์โมจิ 
    • เน้นความคุ้มค่าในราคาที่สัมผัสได้ :โดยมีค่าเฉลี่ยต่อบิลอยู่ที่ 300 บาท พร้อมหมัดเด็ด เครื่องเคียงเติมไม่อั้น 7 อย่าง เพื่อมัดใจลูกค้าทุกกลุ่ม

    จากโอเปอเรเตอร์ สู่อินโนเวเตอร์

    ถ้าดูพอร์ตของไมเนอร์ฟู้ดจะพบว่าแบรนด์ดั้งเดิมที่ทำตลาดมายาวนาน ล้วนเป็นการซื้อแฟรนไชส์เข้ามาในไทย ซึ่งแต่ละแบรนด์ล้วนมี Perfomance ที่ดีทั้งสิ้น ไม่ว่าจะเป็น The Pizza Company, Swensen’s, Burger King, Dairy Queen และอื่นๆ อีกมากมาย 

    แต่ในช่วงหลายปีที่ผ่านมานี้ไมเนอร์ได้เริ่มเปลี่ยนบทบาทจากผู้ดำเนินธุรกิจเพียงอย่างเดียว นำเข้าแบรนด์อย่างเดียว เป็นผู้คิดค้นแบรนด์ใหม่ โมเดลใหม่ เพราะตลาดร้านอาหารมีการแข่งขันกันดุเดือดมากขึ้น เห็นได้จากการเปิดตัวแบรนด์ใหม่ทั้ง The Steak & More, กร๊อบ กรอบ หรือ Sizzler Sun & Moon ที่เป็นโมเดลใหม่อีกด้วย

    The Stone ก็เป็นอีกหนึ่งผลผลิตของการเป็น Innovator ในการคิดค้นอะไรใหม่ๆ ซึ่งหากไม่ประสบความสำเร็จ    ก็แค่ลองใหม่ ในช่วงแรกอาจจะยังไม่โฟกัสที่กำไร เน้นที่จำนวนคนเข้าร้าน ถ้าหากไปได้ด้วยดี เตรียมขยาย 100 สาขาภายใน 5 ปีข้างหน้านี้แน่นอน

    ]]>
    1566885
    Christian Toetzke จากนักกีฬาทศกรีฑา สู่ CEO แห่งอาณาจักรงานแข่งคนฟิต HYROX https://positioningmag.com/1565601 Mon, 23 Mar 2026 04:21:04 +0000 https://positioningmag.com/?p=1565601 จากอดีตนักกีฬาทศกรีฑาหรือ Decathlete ที่ผันตัวมาเป็นผู้บริหารดูแลการจัดการแข่งขันกีฬามูลค่าหลายพันล้านดอลลาร์ให้กับบริษัทยักษ์ใหญ่ Christian Toetzke ตัดสินใจทิ้งตำแหน่งที่หลายคนใฝ่ฝัน เพื่อก่อร่างอาณาจักรของตัวเอง บนคำถามเรียบง่ายแต่ทรงพลังว่า “ทำไมคนที่ออกกำลังกายในยิม ถึงไม่มีกีฬาให้ลงแข่งเหมือนนักวิ่งมาราธอนหรือนักปั่นจักรยาน?”
    คำถามนี้นำไปสู่การก่อตั้ง HYROX การแข่งขันความฟิต (Fitness Racing) ที่ผสมผสานการวิ่ง 8 กิโลเมตรเข้ากับการออกกำลังกาย 8 ฐาน ซึ่งออกแบบมาให้ทุกคนสามารถเข้าถึงได้ ธุรกิจนี้เริ่มต้นจากการรับเงินทุนก้อนเดียวในปี 2019 และใช้กำไรหมุนเวียน สร้างการเติบโตมาตลอด

    จนกระทั่งปัจจุบัน แฟรนไซส์ HYROX ขยายสเกลงานจนมีกำหนดการจัดแข่งขันถึง 125 งาน และคาดว่าจะมีผู้เข้าร่วมแข่งขันทะลุ 1.5 ล้านคนทั่วโลก แต่ความตั้งใจของ Christian ไม่ได้หยุดอยู่แค่นี้ เพราะเป้าหมายต่อไปคือการนำ HYROX ถ่ายทอดสดผ่านจอแก้ว และผลักดันกีฬานี้เข้าสู่มหกรรมกีฬาโอลิมปิกปี 2032 ที่บริสเบน

    นอกเหนือจากความสำเร็จทางธุรกิจแล้ว อีกสิ่งที่น่าทึ่งของ Christian คือแนวคิดในการใช้ชีวิต หนุ่ม Christian ยังคงจัดตารางฝึกซ้อมให้ตัวเองวันละ 1 ชั่วโมงเป็นประจำ โดยมองว่าการบริหาร HYROX ไม่ใช่ “งาน” แต่เป็นเสมือนงานอดิเรกและรางวัลของชีวิต

    นี่คือเรื่องราวของชายผู้สร้างกีฬาชนิดใหม่ของโลก พลิกโฉมอุตสาหกรรมฟิตเนส และเป็นหนึ่งในคีย์แมนของงาน HYROX Bangkok 2026 ที่จัดขึ้นที่ไบเทค บางนา ระหว่างวันที่ 20–22 มีนาคม 2026 ซึ่งมีคนดังในวงการบันเทิงเข้าแข่งขันโชว์ความฟิตมากมาย ตั้งแต่ณเดชน์ คูกิมิยะ, แอน ทองประสม, ชมพู่ อารยา, เจมส์ จิรายุ และอีกหลายคน

    กำเนิด HYROX เมื่อการออกกำลังกายในยิมคือกีฬา

    ตามประวัติแล้ว Christian Toetzke ก่อตั้ง HYROX ร่วมกับ Moritz Fürste หลังจากพบกันครั้งแรกเมื่อประมาณ 10 ปีที่แล้ว ตอนที่ร่วมกันผลักดันแคมเปญให้เยอรมนีได้เป็นเจ้าภาพโอลิมปิก 2024 ที่เมืองฮัมบูร์ก แต่โครงการนั้นล้มเหลว เพราะชาวเมืองโหวตคัดค้านในปี 2015 หลังจากนั้น ทั้งคู่ยังคงคุยกันเรื่องโอกาสความร่วมมือต่อไป จนกระทั่งทั้งคู่พบสถิติที่ว่าคนส่วนใหญ่นิยามการออกกำลังกายในยิมว่าคือ “กีฬา” ของตัวเอง นั่นคือจุดเริ่มต้นของ HYROX

    คำว่า HY กับ ROX มาจากคำว่า Hybrid + Rockstar ทั้ง Christian และ Moritz ต่างเรียก HYROX ว่า  “Marathon of Fitness” โดยวางบทบาทที่ต่างกันในการบริหาร HYROX ฝั่ง Christian ที่ขึ้นเป็น CEO นั้นเป็นผู้เชี่ยวชาญด้านการจัดงานอีเวนต์สำหรับคนจำนวนมากหรือ mass participation event ระดับนานาชาติ ทั้งไซคลิง มาราธอน และไตรกีฬา เรียกว่ารับหน้าที่เป็นคนออกแบบโมเดลธุรกิจและโครงสร้างการแข่งขัน

    ฝ่าย Moritz ที่นั่งเก้าอี้ CMO นั้นเป็นนักฮอกกี้สนามชาวเยอรมัน เหรียญทองโอลิมปิก 2008 และ 2012 รวมถึงแชมป์โลก โดยเป็นหน้าตาของแบรนด์และดึงความน่าเชื่อถือเรื่องกีฬา ซึ่งแผนอนาคต มีรายงานว่า Christian วางแผนส่งไม้ต่อตำแหน่ง CEO ไว้แล้ว โดย Fürste ซึ่งอายุน้อยกว่า (40 ปี) จะขึ้นมารับตำแหน่งต่อเมื่อถึงเวลา

    จากวิดีโอสัมภาษณ์ในพอดแคสต์ Opening Bid ของ Yahoo Finance ดำเนินรายการโดย Brian Sozzi ที่พูดคุยกับ Christian Toetzke ผู้ร่วมก่อตั้งและ CEO ของ HYROX อธิบายว่า HYROX คือ “การแข่งขันความฟิต” (Fitness Racing) ซึ่งเป็นเวทีการแข่งขันที่ผสมผสานระหว่างการวิ่งและการออกกำลังกายแบบฟังก์ชันนอล (Functional Workouts) เข้าด้วยกัน เป้าหมายคือการเปลี่ยนพฤติกรรมการออกกำลังกายในยิมที่คนมักจะมองว่าเป็นเพียงแค่ “การฝึกซ้อม” ให้ยกระดับกลายมาเป็น “ชนิดกีฬา” อย่างแท้จริง

    “การแข่งขันถูกออกแบบมาให้เป็นวิธีการฝึกซ้อมที่ดีต่อสุขภาพที่สุด โดยผู้เข้าแข่งขันใช้เวลาฝึกซ้อมเพียง 1 ชั่วโมงต่อวัน ก็เพียงพอที่จะทำให้มีผลงานที่ดีในการแข่งขันได้แล้ว”

    Christian มองว่าจุดเด่นของ HYROX คือท่าออกกำลังกายจะเป็นการเคลื่อนไหวที่เป็นธรรมชาติ ไม่มีความซับซ้อนจนเกินไป เพื่อให้ทุกคนสามารถเข้าถึงและเข้าร่วมได้ นอกจากนี้ HYROX ยังเป็นการแข่งขันที่มีมาตรฐานเดียวกันทั่วโลก ซึ่งจับเวลาในรูปแบบที่คล้ายคลึงกับการวิ่งมาราธอน ทำให้ผู้เข้าแข่งขันสามารถนำเวลาที่ทำได้ในนิวยอร์ก ไปเปรียบเทียบกับผู้เข้าแข่งขันในลอสแอนเจลิส มุมไบ หรือโอซาก้าได้อย่างเท่าเทียม

    จุดเริ่มต้นที่ทำให้ Christian ตกผลึกกับ HYROX เช่นนี้คือประสบการณ์ เรื่องนี้ Christian เล่าย้อนว่าจากที่เป็นนักกีฬาทศกรีฑามาก่อน ต่อมาได้ก่อตั้งธุรกิจด้านกีฬาที่เน้นให้คนจำนวนมากได้มีส่วนร่วม (Mass Participation) เช่น การแข่งจักรยาน ไตรกีฬา และมาราธอน จากนั้นจึงได้ขายบริษัทและเข้าไปรับตำแหน่งเป็น CEO ระดับโลกของ Lagardère Sports ดูแลการจัดอีเวนต์กีฬายักษ์ใหญ่มากมาย

    อย่างไรก็ตาม Christian พบว่าตัวเองมีสายเลือดผู้ประกอบการมากกว่าจึงตัดสินใจลาออก และไอเดียของ HYROX จึงเกิดขึ้นเมื่อได้สังเกตเห็นว่า อุตสาหกรรมยิมและฟิตเนสนั้นมีขนาดใหญ่ที่สุดในโลก แต่กลับไม่มีการแข่งขันใดเลยที่สร้างมาเพื่อคนกลุ่มนี้ได้ทดสอบสมรรถภาพของตัวเอง

    “อุตสาหกรรมฟิตเนสมีขนาดใหญ่มาก โดยมีสมาชิกยิมทั่วโลกถึง 270 ล้านคน และมีมูลค่าธุรกิจกว่า 1.25 แสนล้านดอลลาร์ แต่ที่ผ่านมากลับไม่มีการจัดการแข่งขันเพื่อทดสอบสมรรถภาพสำหรับคนกลุ่มนี้เลยแม้แต่รายการเดียว”

    รับเงินทุนจากภายนอกครั้งเดียว

    Christian ยังเล่าถึงการเติบโตทางธุรกิจและแหล่งเงินทุน HYROX ว่ามีการรับเงินทุนจากภายนอกเพียงครั้งเดียวในช่วงเริ่มต้นปี 2019 เป็นจำนวนเงินที่ไม่มากนัก หลังจากนั้นเมื่อบริษัทเริ่มทำกำไรในตลาดกลุ่มแรก และได้นำรายได้มาหมุนเวียนและลงทุนเพื่อสร้างการเติบโตต่อทันทีโดยไม่ต้องพึ่งพาเงินทุนรอบอื่น

    “ในช่วง 12 เดือนข้างหน้า (ฤดูกาล 2025-2026) HYROX จะจัดการแข่งขันมากถึง 125 งาน โดยคาดว่าจะมีผู้เข้าร่วมแข่งขันสูงถึง 1.5 ล้านคน ซึ่งผู้เข้าร่วมเหล่านี้จ่ายค่าตั๋วเข้าแข่งขันโดยเฉลี่ยที่ประมาณ 110 ดอลลาร์สหรัฐ”

    Christian ย้ำว่า HYROX ยังคงมีแผนที่จะขยายฐานเพิ่มไปยังทวีปอเมริกาใต้ อย่างประเทศอาร์เจนตินาและชิลี โดย HYROX ไม่ต้องการจัดงานให้เกลื่อนตลาด แต่ต้องการทำให้ทุกงานพรีเมียมมากขึ้นด้วยการเพิ่มวันจัดการแข่งขัน วิสัยทัศน์คือการยกระดับสถานที่จัดการแข่งขันให้เป็นการผสมผสานกันระหว่างความยิ่งใหญ่ของงานวิ่งนิวยอร์กมาราธอน การแข่งขันเทนนิสระดับโลกอย่าง US Open และมีกลิ่นอายความสนุกสนานสไตล์เทศกาลดนตรี Coachella รวมอยู่ด้วย

    ความน่าสนใจของงานแข่งทำให้ HYROX ประสบความสำเร็จอย่างมากจากการใช้โซเชียลมีเดีย โดยเฉพาะการลงคลิปวิดีโอสั้นๆ ตลอดจนการสตรีมมิ่งการแข่งขันระดับอีลีทผ่าน YouTube อย่างไรก็ตาม Christian ยอมรับว่าทีม HYROX เตรียมจะพลิกโฉมหน้าประวัติศาสตร์ในอีก 12 เดือนข้างหน้าด้วยการผลักดันการแข่งขันเข้าสู่การถ่ายทอดสดทางหน้าจอโทรทัศน์แบบดั้งเดิม และหวังนำกีฬาชนิดนี้เข้าสู่การแข่งขันกีฬาโอลิมปิกปี 2032 ที่เมืองบริสเบน โดยกำลังเตรียมตัวประกาศความร่วมมืออย่างเป็นทางการกับสหพันธ์โอลิมปิก (Olympic federation) ในอีกไม่กี่สัปดาห์ข้างหน้านี้

    “หากนำไปจัดแข่งในโอลิมปิก จะใช้รูปแบบที่เรียกว่า “Grid Style Racing” ซึ่งจัดแข่งในพื้นที่ขนาดเล็กระดับสนามบาสเกตบอล เพื่อให้ผู้ชมบนอัฒจันทร์สามารถมองเห็นแอคชั่นของนักกีฬาชั้นนำทั้ง 15-20 คนได้ทุกวินาที”

    เพื่อรับมือกับผู้เข้าร่วมแข่งขันนับพันคน Christian วางแผนให้ HYROX อาศัยระบบการจัดการคิวอย่างเป็นระบบ โดยจะปล่อยตัวผู้แข่งขันเป็นกลุ่มๆ กลุ่มละ 50-80 คนในทุกๆ 10 นาที การทำเช่นนี้รวมถึงการคำนวณพื้นที่และจำนวนอุปกรณ์ ช่วยหลีกเลี่ยงปัญหาคนล้นหรือการรอคิวเล่นอุปกรณ์แต่ละฐานด้วย

    Christian แชร์ด้วยว่าสูตรการวิ่ง 8 กิโลเมตรและฐานออกกำลังกาย 8 ฐานล้วนมาจากหลักวิทยาศาสตร์การกีฬา ที่ถูกออกแบบมาให้เป็นวิธีการฝึกซ้อมที่ดีต่อสุขภาพที่สุด ฝึกร่างกายครบทุกส่วนโดยไม่เน้นหนักท่าใดท่าหนึ่งมากเกินไป และผู้เข้าแข่งขันสามารถทำเวลาได้ดีด้วยการฝึกซ้อมเพียงวันละ 1 ชั่วโมง เรียกว่าเป็นมิตรกับผู้เข้าแข่งขันหน้าใหม่ทุกระดับ

    หลักคิดของ Christian คือการออกแบบการแข่งขันไม่ให้น่ากลัวหรือดูเป็นมืออาชีพจนเกินไป โดยแยกผู้เข้าแข่งขันออกเป็น รุ่น Open (ใช้น้ำหนักอุปกรณ์เบากว่า) และรุ่น Pro (ใช้น้ำหนักอุปกรณ์หนักกว่า) รวมถึงมีการแยกการแข่งขันของกลุ่มผู้ชายและผู้หญิงออกจากกัน สิ่งนี้ช่วยสร้างบรรยากาศที่เป็นมิตรและลดความกดดันให้ผู้เข้าแข่งขันทั่วไปไม่รู้สึกเกร็งเมื่อต้องมาแข่งร่วมกับนักกีฬามืออาชีพ

    เมื่อถามถึงจุดเปลี่ยนความสำเร็จระดับโลก Christian บอกว่าจุดที่ทำให้มั่นใจว่า HYROX จะเติบโตอย่างยิ่งใหญ่มี 2 เหตุการณ์หลัก คือ การที่ตั๋วแข่งขันในลอนดอนถูกขายหมดเกลี้ยงโดยมีคนมาร่วมถึง 4,500 คนในเดือนเมษายนปี 2022 หลังจากหยุดชะงักไปช่วงวิกฤตโควิด และอีกงานที่นิวยอร์กซึ่งสามารถดึงดูดคนมาร่วมงานได้ถึง 15,000 คนภายในระยะเวลา 3 วัน ซึ่งพิสูจน์ให้เห็นว่าธุรกิจนี้สามารถประสบความสำเร็จได้ทุกที่หากสามารถเอาชนะในมหานครอย่างนิวยอร์กได้

    ในด้านชีวิตส่วนตัว Christian ยอมรับว่าเป็นคนที่รักความสมดุลระหว่างชีวิตและการทำงานเป็นอย่างมาก (Work-life balance) โดยจัดตารางฝึกซ้อม 5 วันต่อสัปดาห์ วันละ 1 ชั่วโมงเหมือนกับการจดนัดหมายสำคัญลงปฏิทิน และลงแข่งปีละ 10-12 งาน โดยมากมักแข่งแบบคู่กับลูกชายหรือเพื่อน

    “การทำงานนี้ถือเป็นสิทธิพิเศษ เพราะงานนี้คือสิ่งที่ผมรัก และเหมือนได้ทำสิ่งที่ชอบเป็นงานอดิเรก ผมจึงไม่เคยมองว่างานเป็นการลงโทษแต่เป็นการให้รางวัลกับชีวิต”

    วันนี้รางวัลของ Christian ออกผลเป็นธุรกิจที่มีอีโคซิสเต็มหรือระบบนิเวศทางธุรกิจที่ยิ่งใหญ่ เพราะ HYROX    มีการเติบโตจากผู้เข้าแข่งขันที่เพิ่มขึ้นทุกปี ในขณะที่บัตรขายหมดภายในไม่กี่ชั่วโมง และบางครั้งต้องใช้ระบบลอต    เตอรี

    HYROX สามารถโกยรายได้ประมาณ 140 ล้านดอลลาร์ในปี 2025 จากค่าสมัครแข่ง, ค่าสมาชิกยิม และสินค้าที่เกี่ยวข้อง โดยเครือข่ายยิมที่เข้าร่วมเป็น Affiliate กับ HYROX มีมากกว่า 5,000 แห่งทั่วโลก ซึ่งเฉพาะปี 2024 เติบโตถึง 260% และมียิมใหม่เข้าร่วมกว่า 2,300 แห่งในปีเดียว

    ในแง่สปอนเซอร์ แบรนด์ที่เป็นผู้สนับสนุน HYROX ในฤดูกาลนี้มีตั้งแต่ AirAsia, Cigna, BYD และ USAA นอกจากนี้ยังมี PUMA และ Red Bull ซึ่งเป็นไปได้สูงมากที่รายชื่อแบรนด์จะยิ่งหนาตาขึ้นอีก หากเป้าหมายของ  Christian ในการเพิ่มผู้เข้าแข่งขันเกินล้านคนในงานแข่งเกิน 100 ครั้งทั่วโลกตลอดปีนี้เป็นจริง

    เมื่อนั้น อาณาจักรงานแข่งคนฟิตของ HYROX จะยิ่งใหญ่ขึ้นอีกหลายเท่าตัวแน่นอน

    ที่มา : YouTube, HYROX, SBO, Morning Chalk Up, Marketingbrew, Puma, Gym-Flooring

    ]]>
    1565601
    MR. D.I.Y. เปิดครบ 77 จังหวัดแล้ว ฝ่าพันโค้งไปเปิดแม่ฮ่องสอน-พังงา สถานีต่อไปมุ่งสู่ 1,500 สาขาในปีหน้า https://positioningmag.com/1564757 Tue, 17 Mar 2026 08:50:02 +0000 https://positioningmag.com/?p=1564757 ในปี 2568 นอกจากจะครบ 10 ปีที่ MR. D.I.Y. (มิสเตอร์. ดี.ไอ.วาย.) ทำตลาดในประเทศไทยแล้ว ยังสามารถขยายสาขาครอบคลุม 77 จังหวัดทั่วไทย โดยฝ่าหลายพันโค้งไปเปิด 2 จังหวัดสุดท้ายที่แม่ฮ่องสอน และพังงา ทำให้ปัจจุบันมี 1,127 สาขา

    เป้าหมายใหญ่ต่อไปก็คือ การเปิดครบ 1,500 สาขาในปี 2570 หรือปีหน้านั่นเอง ในปีนี้ได้ประกาศงบลงทุน 4,000 ล้านบาท ออกเป็น 2 ส่วนหลัก ขยาย 210 สาขาใหม่ ด้วยงบ 2,100 ล้าน เน้นรูปแบบ Stand-alone มากถึง 90% เนื่องจากเข้าถึงชุมชนได้ดีกว่า และสร้างรายได้หลักถึง 70% ของพอร์ต

    ส่วนอีก 1,900 ล้านบาท เป็นการลงทุนสร้างคลังสินค้าอัตโนมัติ บนพื้นที่ 160 ไร่ (บางนา-ตราด กม. 28) เพื่อรองรับการขยายสาขาได้ถึง 3,000 สาขาในอนาคต 

    MR. D.I.Y.

    แอนดี้ ชิน ประธานเจ้าหน้าที่บริหาร บริษัท มิสเตอร์. ดี.ไอ.วาย. โฮลดิ้ง (ประเทศไทย) จำกัด (มหาชน) บอกว่า

    “ปีนี้มีการลงทุนเยอะขึ้นจากปีก่อนเพราะทำคลังสินค้าใหม่ เนื่องด้วยประเทศไทยเป็นตลาดสำคัญ เพราะเป็นประเทศแรกที่ขยายธุรกิจนอกมาเลเซีย และยังมีการเติบโตต่อเนื่อง”

    แอนดี้มองว่าตลาดในประเทศไทยยังมีโอกาสเติบโตได้อีก เมื่อเทียบจำนวนประชากร กับจำนวนสาขาแล้ว ยังไปต่อได้อีก

    ในปี 2568 MR. D.I.Y. มีรายได้รวม 20,100 ล้านบาท เติบโตขึ้น 24% ในขณะที่กำไรสุทธิเพิ่มขึ้น 48% อยู่ที่ 2,600 ล้านบาท ปัจจุบันลูกค้ามียอดการใช้จ่ายเฉลี่ย 165 บาทต่อบิล หรือซื้อของประมาณ 4 ชิ้น สาขาในศูนย์การ ค้าจะมียอดการใช้จ่ายสูงกว่าสาขาสแตนด์อะโลนเล็กน้อย เพราะลูกค้ามีกำลังซื้อมากกว่า

    MR. D.I.Y.

    ปัจจุบันมีสินค้ารวมทั้งหมดกว่า 16,000 รายการ สินค้าโลคอล 30% และสินค้านำเข้า 70% มีแบรนด์ไทยจำหน่าย 350 แบรนด์ สินค้าแบ่งเป็น 6 กลุ่มหลัก ได้แก่ สินค้าใช้ในบ้าน 37% อุปกรณ์ช่าง 16% เครื่องใช้ไฟฟ้า 9% เครื่องเขียนและอุปกรณ์กีฬา 8% ของเล่น 6% และอื่นๆ 24% 

    โดยยอดขายมาจากสินค้า Private Label หรือสินค้าแบรนด์ของร้านเองถึง 45% ได้แก่ MR. D.I.Y., MR. D.I.Y. Premium, Day’s, Hoja, ADOREA และสินค้าลิขสิทธิ์ต่างๆ ซึ่งสินค้ากลุ่มนี้มีราคาถูกกว่าแบรนด์ทั่วไปถึง 27% 

    สำหรับประเด็นต้นทุนเพิ่มขึ้น หรือปัญหาความขัดแย้งที่ตะวันออกกลาง แอนดี้บอกว่ายังไม่ได้รับผลกระทบมากนัก เพราะ MR. D.I.Y. ใช้จุดแข็งของการเป็น Global Brand ที่มีสาขารวมกว่า 6,000 แห่งใน 14 ประเทศ ทำให้มี Economy of Scale สามารถสั่งผลิตครั้งละมหาศาล โดย 75% เป็นสินค้านำเข้าจากต่างประเทศ เช่น จีน อินเดีย อินโดนีเซีย และอีก 25% ผลิตในประเทศไทยจาก 300 ผู้ผลิต

    ส่วนปัจจัยเรื่องพลังงาน หรือน้ำมัน แอนดี้บอกว่าปกติแล้วค่าใช้จ่ายด้านโลจิสติกส์ของบริษัทอยู่ในสัดส่วน 1-1.5% ทำให้ตอนนี้ยังไม่ได้กระทบมากเท่าที่ควร

    ]]>
    1564757
    “ฉันจะกินชาเย็นทุกวัน” อยากจะขายชานมเพิ่ม ปีนี้เปิดแบรนด์ใหม่ 2 แบรนด์ ปั้นยอดขายสู่ 200 ล้านบาท https://positioningmag.com/1564044 Thu, 12 Mar 2026 09:10:55 +0000 https://positioningmag.com/?p=1564044
  • ฉันจะกินชาเย็นทุกวัน ปีที่แล้วขายชาเย็นได้ 1 ล้านแก้ว เฉลี่ยเดือนละ 100,000 แก้ว
  • ปีนี้เตรียมเปิดแบรนด์ใหม่ 2 แบรนด์ เป็นแบรนด์ชานมไต้หวัน และแบรนด์เครื่องดื่มอีกแบรนด์ 
  • ตั้งเป้ารายได้ 200 ล้านบาท โดยมาจากชาเย็น 150 ล้านบาท เตรียมขยายสาขาเพิ่มอีก 30 แห่งด้วย
  • เริ่มต้นจากจ๊อดแฟร์ แจ้งเกิดจาก TikTok

    “ฉันจะกินชาเย็นทุกวัน” แบรนด์ชาไทยคลื่นลูกใหม่ที่สร้างปรากฏการณ์บนโลกโซเชียล เพียงแค่ 3 ปี สามารถสร้างรายได้ระดับ 140 ล้าน และขยายสาขาอย่างรวดเร็ว ภายใต้การบริหารของนักธุรกิจรุ่นใหม่วัยเพียงแค่ 28 ปีเท่านั้น

    วิว – พันธ์ทิพย์ ดีเจริญ CEO บริษัท เบทเทอร์บีมฟู้ด จำกัด เริ่มสร้างแบรนด์ฉันจะกินชาเย็นทุกวันตั้งแต่อายุ 24 ปี ตอนนั้นเพิ่งผ่านช่วง COVID-19 มาพอดี ธุรกิจแรกทำเป็นร้านกาแฟทั่วไปก่อน เป็นร้านธรรมดาแต่เริ่มต้นที่ย่านบรรทัดทอง เพราะคุ้นเคย และเติบโตมากับที่นี่ เพราะครอบครัวทำธุรกิจเสื้อผ้าอยู่ในย่านบรรทัดทองเป็นทุนเดิม จึงได้จับจองพื้นที่ในย่านนี้ก่อนที่จะบูมขึ้นมาในภายหลัง

    ฉันจะกินชาเย็นทุกวัน

    เมื่อทำร้านกาแฟแต่พบว่าเมนูเด่นของร้านคือ ชาไทย หรือชาเย็น ลูกค้ามาซื้อซ้ำค่อนข้างเยอะ เลยลองเอาแค่ชาไทยมาออกบูธขายที่ตลาดจ๊อดแฟร์ ตอนแรกลูกค้าก็งงๆ เพราะตอนนั้นชาเย็นยังไม่แมสขนาดนี้ แต่พอเริ่มทำคอนเทนต์บน TikTok ก็เริ่มมีคนรู้จักจนแมสในที่สุด

    พันธ์ทิพย์ เริ่มเล่าว่า เป็นคนชอบกินชาเย็นอยู่แล้ว กินตั้งแต่เด็กๆ คิดค้นสูตรเองเป็นสูตรนครฯ เป็นชาใต้ แต่ได้ปรับสูตรกลางๆ เป็นชาใต้ ผสมชาไทย จึงได้รสชาติเข้มข้น แต่เข้าถึงได้ง่าย ใช้จุดเด่นที่เมนูชาเย็นปั่น และมีไข่มุกเม็ดเล็ก ซึ่งชาเย็นปกติราคาเริ่มต้น 70 ปี เป็นราคาที่เข้าถึงง่าย

    ปี 2566 เริ่มจากบูทเล็กๆ ที่ตลาดจ๊อดแฟร์ พอแบรนด์เริ่มจุดติดเลยขยายมาเปิดหน้าร้านที่บรรทัดทอง ซึ่งเป็นพื้นที่ของร้านกาแฟเดิมที่เคยทำ ใช้งบลงทุน 1 ล้านบาท 

    ฉันจะกินชาเย็นทุกวัน

    จุดเปลี่ยนที่สำคัญของแบรนด์อยู่ในช่วงปี 2567 ที่แบรนด์เติบโตไว ขยายสาขาอย่างรวดเร็ว 10 กว่าสาขา รวมถึงมีโอกาสที่เข้ามาหาเยอะ ทั้งพื้นที่จุดขายดีๆ และแบรนด์ใหญ่ที่เข้ามาคอลแลปด้วย ปัจจุบันมีคอลแลปไปแล้ว 4-5 แบรนด์ 

     

    สำหรับชื่อแบรนด์ “ฉันจะกินชาเย็นทุกวัน” พันธ์ทิพย์บอกว่าก็มาจากอินไซต์ล้วนๆ เพราะขายหน้าร้านได้เห็นพฤติกรรมลูกค้า บางคนกินชาเย็นแล้วติด ต้องกินทุกวัน เหมือนคนกินกาแฟ เลยเอามาตั้งชื่อแบรนด์เลย

    อยากจะขายชานมเพิ่มอีกแบรนด์

    ปัจจุบันฉันจะกินชาเย็นทุกวันมียอดขายเฉลี่ยเดือนละ 100,000 แก้ว หรือ 1 ล้านแก้วต่อปี โดยกลุ่มลูกค้าชอบระดับความหวานที่ 50-70% เป็นหลัก สาขาที่ขายดีที่สุด ได้แก่ เซ็นทรัล ลาดพร้าว, เมกา บางนา และซีคอนบางแค 

    หลังจากประสบความสำเร็จกับแบรนด์ชาเย็นไปแล้ว ก็ได้เปิดแบรนด์ที่ 2 ก็คือ “เข้ม” ยกระดับกาแฟโบราณให้โมเดิร์น เมนูหลักได้แก่กาแฟโบราณ โกโก้ ราคาเริ่มต้น 60 บาท ปัจจุบันมี 2 สาขา บรรทัดทอง และแฟชั่นไอส์แลนด์ 

    เข้ม กาแฟโบราณ

    พันธ์ทิพย์ บอกว่า ปีนี้มีแผนที่จะเปิดแบรนด์ใหม่อีก 2 แบรนด์ เป็นแบรนด์เครื่องดื่มทั้งคู่ แบรนด์แรกเป็นชานมไต้หวัน น่าจะเปิดได้ช่วงไตรมาส 2-3 ส่วนอีกแบรนด์ยังไม่แน่ใจจะเป็นกลุ่มไหน น่าจะเปิดช่วงไตรมาส 4 ของปี แต่ทั้งคู่วางจุดยืนในระดับพรีเมียมแมส ราคาประมาณ 100 บาท 

    ตอนนี้ฉันจะกินชาเย็นทุกวันมีสาขารวม 22 สาขา เริ่มขยายไปต่างจังหวัดแล้ว เช่น นครปฐม และชลบุรี ปีนี้ตั้งเป้าขยายเพิ่มอีก 30 สาขา 

    โดยกำลังศึกษาโมเดลแฟรนไชส์อยู่ จะช่วยทำให้ขยายสาขาได้เร็วขึ้น รวมถึงการขยายสาขาไปต่างประเทศก็มองโมเดลการขายมาสเตอร์แฟรนไชส์ 

    ฉันจะกินชาเย็นทุกวัน

    เป้ารายได้สู่ 200 ล้านบาท

    ปี 2568 ที่ผ่านมา ฉันจะกินชาเย็นทุกวันมีรายได้รวม 140 ล้าน มีรายได้มาจากทั้งหน้าร้าน, B2B, ขายวัตถุดิบ และออนไลน์ โดยช่องทางเดลิเวอรี่มีสัดส่วน 40% 

    ปีนี้ตั้งเป้ารายได้รวมทั้งหมด 200 ล้าน เป็นกลุ่มชาเย็น 150 ล้านบาท และแบรนด์อื่นๆ อีก 50 ล้านบาท

     

    ในเดือนมีนาคมนี้ ฉันจะกินชาเย็นทุกวันเตรียมเฉลิมฉลองครบรอบ 3 ปี ด้วยการ โอนถ่ายชาเย็นไปสู่รูปแบบอื่นๆ ที่ไม่ใช่แค่เครื่องดื่ม แต่รวมถึงขนม เสียง และคอมมูนิตี้ เพื่อสร้างประสบการณ์ที่ลึกซึ้งกว่าเดิม

    ฉันจะกินชาเย็นทุกวัน

    ปีนี้พันธ์ทิพย์อายุ 28 ปี ขึ้นแท่นอายุน้อยร้อยล้านตัวจริง ถ้าถามว่าอะไรคือความยากกับการเป็นนักธุรกิจอายุน้อย เธอบอกว่า

    “แม้จะเริ่มต้นตั้งแต่อายุยังน้อย และมีประสบการณ์ไม่มากแต่ข้อดีก็คือ มีความกล้าที่จะเรียนรู้และขอความช่วยเหลือเป็นกุญแจสำคัญที่ทำให้ธุรกิจโตไว”

    เจ้าตัวยังบอกอีกว่า ที่ผ่านมามีนายทุน หรือเชนเจ้าใหญ่ๆ มาพูดคุยเพื่อซื้อกิจการเช่นกัน แต่ส่วนตัวยังอยากบริหารอยู่ ยืนยัน “ไม่อยาก Exit” เป้าหมายในตอนนี้คือ ต้องการสร้างแบรนด์ให้แข็งแกร่งจนเป็นอันดับหนึ่งในใจลูกค้า ต้องการสร้างภาพจำ Iconic ของชาเย็น ที่ถ้านึกถึงชาเย็น ต้องนึกถึงแบรนด์นี้เท่านั้น

    ]]>
    1564044
    มหากาพย์ 10 ปี กว่าไทยจะมี Tomorrowland เป็นของตัวเอง แล้วทำไมถึงเลือกไทยเป็นเสาหลักที่ 4 ของโลก https://positioningmag.com/1563735 Wed, 11 Mar 2026 06:27:47 +0000 https://positioningmag.com/?p=1563735
  • ทาง Tomorrowland สนใจประเทศไทยมาเป็นเวลา 10 ปีแล้ว แต่เพิ่งได้ดีลงานจริงจังกัน 2 ปี พิจารณาจากความพร้อมหลายด้าน สถานที่ โรงแรม การเดินทาง ลงตัวที่ Wisdom Valley พัทยา ในวันที่ 11-13 ธันวาคม 2569
  • Tomorrowland ประเทศไทยเป็นที่แรกในเอเชีย และเป็นแห่งที่ 4 ของโลก ต่อจากเบลเยียม ฝรั่งเศส และบราซิล
  • ใช้งบลงทุนร่วม 1,600 ล้านบาท คาดเงินสะพัด 5,000 ล้านบาท มีผู้ร่วมงานวันละ 50,000 คน
  • เป็นอีกหนึ่งงานที่คอ EDM รอคอย ไม่ใช่แค่ชาวไทยอย่างเดียว แต่เป็นคนทั่วโลก สำหรับ Tomorrowland ที่ชัดเจนแล้วว่าปีนี้จะเกิดขึ้นในประเทศไทย ปักหมุดที่ Wisdom Valley พัทยา ในวันที่ 11-13 ธันวาคม 2569

    Tomorrowland แบรนด์เทศกาลดนตรีเบอร์ต้นๆ ของโลกจากเบลเยียม เลือกปักหมุดประเทศไทยเป็นเสาหลักแห่งที่ 4 ของโลก ต่อจากเบลเยียม ฝรั่งเศส และบราซิล ถือว่าเป็นแห่งแรกในเอเชีย เรียกว่าเป็นการสิ้นสุดการรอคอยกว่า 10 ปีก็ว่าได้ 

    ทำไมต้องเป็นไทย? และทำไมต้องใช้เวลาดีลถึง 10 ปี?

    ในงานวันแถลงข่าว Tomorrowland Thailand ทาง Positioning มีโอกาสได้พูดคุยกับ รชต ธันยาวุฒิ กรรมการบริหาร WEAREONE.world Thailand หรือเป็นที่รู้จักกันในนาม ผู้ก่อตั้งและประธานบริหาร บริษัท วัน เอเชีย เวนเจอร์ส จำกัด ผู้มีประสบการณ์งาน SIAM Songkran Music Festival

    รชต เริ่มเล่าว่า ทีมงานจากเบลเยียมใช้เวลาลงพื้นที่ศึกษาลู่ทางในไทยนานกว่า 10 ปี โดยพิจารณาจากหลายปัจจัย

    1. ปัจจัยความพร้อม : ด้วยโครงสร้างพื้นฐานต่างๆ ไทยมีความปลอดภัยสูง มีสิ่งอำนวยความสะดวกพร้อม และมีความเป็นเมืองแห่งความบันเทิง (Entertainment Hub) ที่โดดเด่นในเอเชีย
    2. การเลือกสถานที่ : เดิมมีการพิจารณาภูเก็ต และชลบุรี แต่สุดท้ายเลือก Wisdom Valley พัทยา เนื่องจากเดินทางสะดวก ใกล้สนามบินอู่ตะเภา และใกล้กรุงเทพฯ และลดภาระค่าที่พัก การเดินทางให้นักท่องเที่ยวได้มากกว่าเมื่อเทียบกับภูเก็ต
    3. พันธมิตรที่ใช่ : เกิดจากการพบกันของทีมวัน เอเชีย เวนเจอร์ส ผู้จัดงานสยามสงกรานต์ และฝั่งเบลเยียมผ่านวงกาแฟ ที่ลงตัวทั้งวิสัยทัศน์และความพร้อมในการบริหารงานสเกลใหญ่

    “ทางฝั่ง Tomorrowland มาเซอร์เวย์ดูในไทยเป็นสิบปีแล้ว แต่เริ่มดีลกันจริงจังได้ 2 ปี ที่เขาเลือกไทยเพราะมีทุกอย่างพร้อม บังเอิญได้ดีลธุรกิจในวงกาแฟ ที่เจ้าของงานเฟลกับการผู้จัดงาน EDM อื่นพอดี แล้วเห็นเรามีประสบการณ์จัดงาน 10 กว่าปี หาสถานที่ได้ มีทีมงานพร้อม”

    ยิ่งเมื่อบอกว่าไทยเป็นการจัดงานแห่งแรกในเอเชีย ยิ่งทำให้ Tomorrowland Thailand ดูขลังมากขึ้นไปอีก ซึ่งรชตบอกถึงสิ่งที่ทำให้ไทยชนะประเทศมหาอำนาจอย่างญี่ปุ่น จีน สิงคโปร์ และอื่นๆ ในการจัดงาน นอกจากโครงสร้างพื้นฐาน ยังมีเรื่องสเกลสถานที่ และข้อจำกัดเรื่องเครื่องดื่มแอลกอฮอล์ด้วย บางประเทศจุคนได้แค่หมื่นคน และห้ามขายเครื่องดื่มแอลกอฮอล์

    เปิดบริษัทใหม่ ไม่ได้ซื้อลิขสิทธิ์

    ในช่วงหลายปีที่ผ่านมานี้ ประเทศไทยมีการจัดงานมิวสิค เฟสติวัลระดับโลกหลายงาน เพราะเห็นจากความนิยม และโอกาสทางธุรกิจ โดยส่วนใหญ่จะเป็นโมเดลการซื้อไลเซนส์งานเข้ามา แล้วนำธีม หรือศิลปินบางส่วนของงานที่จัดในต่างประเทศมา แต่ใช้งบลงทุนสูง เพราะค่าไลเซนส์ ค่าตัวศิลปินเพิ่มขึ้นทุกปี

    Tomorrowland แตกต่างจากงานอื่นด้วยการจัดตั้งบริษัทใหม่ WEAREONE.world ด้วยทุนจดทะเบียน 100 ล้านบาท แล้วถือหุ้นตามสัดส่วน โดยมี Bruno Vanwelsenaers เป็น CEO บริษัท และรชต เป็นกรรมการบริหาร

    Tomorrowland

    รชตบอกว่า ตอนแรกจะเป็นโมเดลซื้อไลเซนส์เหมือนกัน แต่มองว่ามันไม่ยั่งยืน การซื้อไลเซนส์มา แค่เอาเงินไปจ่ายทางเมืองนอก เป็นทางลัดในการซื้อความสำเร็จ เลยคุยกับทางเบลเยียมว่าอยากทำให้ยั่งยืน เปิดเป็นบริษัทใหม่ แล้วแบ่งรายได้ตามสัดส่วนดีกว่า”

    ซึ่งงานสเกลใหญ่ระดับ 1,600 ล้านบาท ไม่สามารถพึ่งพาจากค่าบัตรได้อย่างเดียว งานนี้ต้องพึ่งพารัฐบาลในการช่วยส่งเสริม ให้การท่องเที่ยวแห่งประเทศไทยช่วยหาสปอนเซอร์ให้เพิ่ม 

    โปรดักชันอลัง ยก 3 เวทีจากเบลเยียมมาไว้ที่ชลบุรี

    ปัจจุบัน Tomorrowland มีการเตรียมความพร้อมของงานคืบหน้าไปแล้วกว่า 40-50% อยู่ในช่วงการปรับภูมิทัศน์พื้นที่ 400 ไร่ และการคัดเลือกศิลปิน โดยที่ศิลปินได้ล็อคตัวแล้วกว่า 80% รวมถึงเลือกดีเจไทยที่จะไปแสดงด้วย

    นอกจากการปรับภูมิทัศน์ยังเริ่มสร้างทีมทั้งทีมไทย และทีมเบลเยียม ปัจจุบันมีทีมรวมกันกว่า 46 คน 

    Tomorrowland 2025 | Zondag 27 juli 2025 | Photo’s by Nunes dos Anjos Fotografie

    “ทางเบลเยียมเป็นห่วงเรื่องความปลอดภัยเป็นหลัก กังวลเรื่องการเดินทาง กลัวเรื่องรถติด เพราะจัดงานปีแรกเลยกลัวแบรนด์มีผลตอบรับด้านลบ”

    ในด้านโปรดักชัน งานนี้มีด้วยกัน 6 เวทีระดับโลก โดย 3 เวทีจะถอดแบบมาจากงานต้นฉบับ (รวมถึงเวที CORE และ Freedom) ขนส่งมาจากเบลเยียมกว่า 120 ตู้คอนเทนเนอร์ ส่วนที่เหลือจะดีไซน์ใหม่โดยผสมผสานวัฒนธรรมไทยเข้าไป

    คาดคนเข้างานวันละ 50,000 คน

    ตอนนี้บัตร Tomorrowland ได้ขายหมดแล้ว ราคาบัตรเริ่มต้นที่ 12,500 บาท สำหรับ GA (3 วัน) โดยเน้นความโปร่งใส เป็นราคานี้รวมทุกอย่างแล้ว โดยมี Hotel Packages ที่มีทั้งบัตร โรงแรม และรถรับส่ง ซึ่งขายหมดภายในไม่กี่ชั่วโมง

    ในช่วงที่เปิด Pre-registration ก่อนซื้อ พบว่าคนที่สนใจซื้อบัตรแบ่งเป็นคนไทย 40% และชาวต่างชาติ 60% โดยมีนักท่องเที่ยวกว่า 116 ประเทศ ส่วนใหญ่เป็นกลุ่มเอเชีย, สแกนดิเนเวีย, ลาตินอเมริกา และอินเดีย

    คาดว่าจะมีผู้เข้าร่วมงาน 50,000 คนต่อวัน หรือรวมทั้งหมด 150,000 คนตลอด 3 วัน คาดการณ์กระตุ้นเศรษฐกิจปีแรกกว่า 5,000 ล้านบาท และสร้างงานเพิ่มกว่า 1,900 ตำแหน่ง

    รชต ปิดท้ายถึงเป้าหมายในอนาคต อยากให้ Tomorrowland เติบโตอย่างยั่งยืนเหมือนที่เบลเยียม โดยหวังจะขยายการจัดงานเป็น 2 สัปดาห์ และเพิ่มโซน Camping เหมือนงานที่เบลเยียมในอนาคต

    ]]>
    1563735
    S2O ปีนี้ คนไทย 60% ครั้งแรกในรอบ 5 ปี เดบิวต์สถานที่ใหม่ S2O LAND รัชดา แตกไลน์ K2O สายเกาหลี https://positioningmag.com/1563583 Tue, 10 Mar 2026 11:58:49 +0000 https://positioningmag.com/?p=1563583
  • ก้าวเข้าสู่ปีที่ 11 กับ S2O Songkran Music Festival ปีนี้ย้ายสถานที่ S2O LAND ย่านรัชดา      จุคนได้วันละ 30,000 คน ปรับวันเป็น 11-13 เมษายน 69
  • ปีนี้เดบิวต์งาน K2O ครั้งแรกที่ศิลปินเกาหลี ปะทะเทศกาลสงกรานต์ จัด 14 เมษายน 69
  • ไฮไลต์ไลน์อัปอย่าง Alan Walker b2b Steve Aoki ที่เกิดขึ้นเป็นครั้งแรกของโลก พร้อมดึงดีเจดังระดับโลกอย่าง Kygo กลับมาเยือนไทยอีกครั้งในรอบหลายปี
  • หลังจากปีที่แล้วที่ S2O Songkran Music Festival เทศกาลดนตรีสงกรานต์ของไทย ได้ทำอะไรใหม่ๆ ด้วยการย้ายที่จัดไปสนามราชมังคลากีฬาสถาน เพื่อฉลองครบรอบ 10 ปี ในปีนี้ได้ทำอะไรใหม่ๆ เพิ่มอีก ด้วยการย้ายที่จัดอีกเช่นกัน สร้างแลนด์มาร์กใหม่ S2O LAND 

    โดย 2 ผู้จัด วู้ดดี้ – วุฒิธร มิลินทจินดา” ผู้ก่อตั้งเทศกาลดนตรี S2O และ “ปุลิน มิลินทจินดา” กรรมการ      ผู้อำนวยการฝ่ายปฏิบัติการ ผู้ร่วมก่อตั้ง S2O ได้เล่าถึงการจัดงานในครั้งนี้ ซึ่งมีความแปลกใหม่จากเดิมไม่น้อย

    ปั้น S2O LAND กรุยทาง ถางหญ้าใหม่ แต่ยังติดใจราชมังฯ อยู่

    S2O ก้าวเข้าสู่ปีที่ 11 ในการจัดเทศกาลสงกรานต์ที่ขึ้นชื่อว่าใหญ่เบอร์ต้นๆ ในไทย สามารถกระตุ้นการท่องเที่ยว และทำให้งานดนตรี EDM บูมขึ้นในไทยอย่างมาก ที่ผ่านมามีการใช้สถานที่มาแล้ว 4 แห่ง ได้แก่ S2O Factory RCA, OASIS Arena (Show DC), Life Park พระรามเก้า และล่าสุดกับสนามราชมังคลากีฬาสถาน

    ปีนี้ S2O ก็ได้ทำการโยกย้ายอีกครั้งสู่พื้นที่ใหม่ S2O LAND ย่านรัชดา เป็นพื้นที่ของ อสมท. อยู่ข้างศูนย์วัฒนธรรม แต่พื้นที่นี้เป็นพื้นที่เปล่า ไม่ได้เป็นพื้นที่สำหรับจัดงานอะไร ซึ่งทั้ง 2 ผู้จัดก็มองว่าเหมาะกับการจัดในปีนี้ เพียงแต่ต้องลงทุนใหม่ บุกเบิกทำพื้นที่เปล่า 50 ไร่ เป็นพื้นที่จัดงานเฟส! ทั้งบดดิน ถางหญ้า ราดยางมะตอย เรียกว่าต้องใช้งบลงทุนเพิ่มขึ้น 3 เท่า

    ปุลิน มิลินทจินดา เริ่มเล่าถึงโปรเจกต์นี้ว่า 

    “ปีที่แล้วจัดที่ราชมังฯ พอปีนี้จะจัดต่อก็มีเรื่องของคิวแข่งกีฬาที่ทำให้ไม่มั่นใจว่าจะจัดได้หรือไม่ แต่ด้วยความที่เราต้องดีลดีเจ ศิลปิน บางคนต้องล็อกล่วงหน้า 7 เดือน ทำให้ต้องหาสถานที่ใหม่ ตอนนั้นก็ขับรถมาเจอที่ตรงนี้ ได้มาคุยกับทาง อสมท. ก็พบว่าจัดงานได้ แต่ต้องลงทุนเองใหม่ทั้งหมด ส่วนตัวก็มองว่า Vibe ได้ เป็นโลเคชั่นใจกลางเมือง จุคนวันละ 30,000 คนได้ มีการคุยเพิ่มว่าจะจัดงานอื่นที่นี่ด้วย”

    S2O

    ด้วยความเป็นสถานที่ใหม่ อะไรก็ใหม่ทำให้ต้องเพิ่มงบลงทุนจากเดิม 3 เท่า ทั้งทำสถานที่ และเตรียมพนักงานเพื่อดูแลความปลอดภัย และอำนวยความสะดวกเพิ่มขึ้นอีก 

    แต่ในความทุลักทุเล ก็มีความพิเศษตรงที่พอเป็นพื้นที่เปล่า จึงเป็นปีแรกที่ได้ระเบิดไอเดียออกแบบเวที และประสบการณ์ของผู้เข้างานแบบใหม่ๆ สามารถออกแบบสเปซการระบายน้ำ แสง สี เสียง และทางเข้า-ออกได้อย่างอิสระ และสถานที่นี้หันหน้าทางทิศใต้ ไม่มีปัญหาเรื่องเสียงรบกวนคนในชุมชน ที่สำคัญสามารถเดินทางด้วยรถไฟฟ้า MRT ได้

    แม้ว่าจะลงทุนไปเยอะ ผู้จัดทั้ง 2 ก็ไม่ได้กะมองว่า S2O LAND จะเป็นพื้นที่จัดงานระยะยาว เพราะยังมีความรู้สึกว่าสนามราชมังฯ ก็ยังเป็นตัวเลือกที่ดีที่สุดอยู่

    S2O

     

    ปุลินบอกว่า “สนามราชมังฯ ยังเป็นตัวเลือกอันดับต้นๆ ในการจัดงานใหญ่ เพราะมีการจัดงานมาหลายงานแล้ว มีระบบหลายๆ อย่างพร้อม เก็บเสียงด้วย เรียกว่ายังเป็นตัวเลือกที่ดีในการจัดงาน ถ้าปีหน้ามีโอกาสก็คงกลับไปจัดที่ราชมังฯ” 

    ปีนี้มองว่ามีผู้เข้าร่วมงานวันละ 30,000 คน จำกัดคนไว้ที่เท่านี้ เพราะเป็นปีแรกกับสถานที่ใหม่ 

    เดบิวต์ K2O ปั้นเวทีสงกรานต์ให้สายเกาฯ 

    ปีนี้ S2O ขยับวันเป็นวันที่ 11-13 เมษายน 69 ส่วนวันที่ 14 เมษายน 69 เป็นวันของแบรนด์น้องใหม่อย่าง K2O ที่จะเปิดตัวครั้งแรก เพื่อตอบโจทย์กลุ่มแฟนคลับเกาหลีที่อยากสัมผัสบรรยากาศสงกรานต์แบบ S2O

    วู้ดดี้เสริมว่า โปรเจกต์นี้เคยวางแผนไว้ตั้งแต่ปีก่อนตั้งแต่ครบรอบ 10 ปี ว่าจะยังไงต่อดี พอตอนนี้ขยายไปหลายประเทศแล้ว มีความพร้อมหลายๆ อย่าง อีกทั้งเคยมีทางเกาหลีมาคุยว่าอยากมีศิลปินเกาหลีขึ้นเวที S2O แต่เรามองว่ากลุ่มคนฟังคนละกลุ่มกับ EDM เลยแยกเวทีกันดีกว่า เลยทำเป็น K2O ซึ่งยังมีจริตเหมือนกัน

    K2O มีศิลปินไฮไลต์ 4 วงดังอย่าง RIIZE, KISS OF LIFE, FIFTY FIFTY, LONGSHOT และศิลปิน T-Pop DAOU x OFFROAD

    แต่ K2O จะไม่มีจำหน่ายเครื่องดื่มแอลกอฮอล์ เนื่องจากมองว่ามีแฟนคลับเด็กๆ เข้างานเยอะ งานนี้ไม่ได้จำกัดอายุ แต่ถ้าอายุต่ำกว่า 13 ปีต้องมากับผู้ปกครองด้วย เริ่มตั้งแต่ 18.00 – 23.00 น.

    ปีนี้คนไทย 60% คนโลคอลเข้าถึงได้ง่าย

    ปุลินบอกว่า จากตัวเลขการซื้อบัตรในปีนี้พบว่ามีคนไทยสัดส่วนถึง 60% เป็นตัวเลขที่คนไทยสูงสุดในรอบ 5 ปี  ส่วนคนต่างชาติ 40% ส่วนใหญ่เป็นกลุ่มประเทศใกล้เคียงที่เดินทางมาง่าย เช่น มาเลเซีย สิงคโปร์ เวียดนาม อินโดนีเซีย ฮ่องกง ไต้หวัน และเห็นกลุ่มรัสเซีย ตะวันออกกลาง อินเดียเพิ่มขึ้นด้วยเช่นกัน 

    เหตุผลที่คนไทยเพิ่มขึ้น ปุลินมองว่า ส่วนหนึ่งเป็นเพราะเข้าถึงบัตรได้ง่ายขึ้น เพราะปีก่อนๆ อาจจะมีเอเจนต์ต่างชาติที่กดบัตรให้แก่กลุ่มต่างชาติ ทำให้คนไทยซื้อบัตรได้น้อย ซึ่งสัดส่วนคนไทย 60% ถือเป็นตัวเลขที่พอใจ

    อีกเหตุผลหนึ่งอาจจะเป็นเพราะว่า S2O ได้ขยายอาณาจักรไปต่างประเทศทั้งญี่ปุ่น, เกาหลี, ออสเตรเลีย, ไต้หวัน, ฮ่องกง, จีน และสหรัฐอเมริกา ทำให้กลุ่มต่างชาติไม่มาที่ไทยก็เป็นได้

    การกลับมาของ Kygo

    ในปีนี้ S2O ยังเดินหน้าสร้างความแข็งแรงของแบรนด์ผ่านไลน์อัปศิลปินระดับโลกที่ตอกย้ำสถานะของเทศกาลในระดับสากล ไม่ว่าจะเป็นไฮไลต์อย่าง Alan Walker b2b Steve Aoki ที่เกิดขึ้นเป็นครั้งแรกของโลก 

    รวมถึงการกลับมาของศิลปินระดับแถวหน้าของวงการ EDM อย่าง Kygo ซึ่งสะท้อนความมุ่งมั่นของผู้จัดในการรักษามาตรฐานโปรดักชัน การคัดเลือกศิลปิน และการส่งมอบประสบการณ์ที่แตกต่างให้กับแฟน S2O อย่างจัดเต็ม โดยไฮไลต์โต๊ะแพงที่สุดในปีนี้อยู่ที่ ราคา 1,500,000 บาทต่อวัน

    ปุลินบอกว่า การเลือกศิลปินในปีนี้เกิดจากความชอบ และรสนิยมส่วนตัวเป็นหลัก ทั้ง S2O และ K2O โดยเน้นศิลปินที่ฟังวนได้ไม่เบื่อ เพื่อให้มั่นใจว่าคนที่มางานจะได้รับความฟินสูงสุด ในราคาที่คุ้มค่ากับประสบการณ์โปรดักชันที่อัปเกรดขึ้นกว่าเดิม 3 เท่า

    ]]>
    1563583
    บริหารพอร์ตเครื่องดื่มชูกำลังแบบ “โอสถสภา” “M150” แมส “ลิโพ” คนเมือง “ฉลาม” คนใต้-เหนือ “โสมอินซัม” คนอีสาน https://positioningmag.com/1563359 Mon, 09 Mar 2026 16:27:15 +0000 https://positioningmag.com/?p=1563359 ตลาดเครื่องดื่มชูกำลังขึ้นชื่อว่าเป็นอีกหนึ่งตลาดที่เรื่องราคามีความเซนซิทีฟ เพราะกลุ่มกลู่มค้าหลักเป็นกลุ่มแมสทั่วประเทศ การขึ้นราคาเพียง 1-2 บาท ก็ส่งผลกระทบต่อเงินในกระเป๋าอย่างมาก

    เมื่อปี 2565 แบรนด์เครื่องดื่มชูกำลังในประเทศไทยได้ปรับราคาขึ้นส่วนใหญ่อยู่ในระดับ 2 บาท จาก 10 บาท เป็น 12 บาท ปัจจัยหลักมาจากต้นทุนที่สูงขึ้น แน่นอนว่าสำหรับคนที่หารายได้รายวัน อาจจะกระทบอยู่บ้าง จากแบงค์ 20 บาท ได้ทอน 10 บาท กลับได้ทอนน้อยลง

    ตลาดเครื่องดื่มชูกำลังปี 2568 มีมูลค่า 22,600 ล้านบาท เติบโตลดลง -0.1% ตลาดมีมูลค่าทรงๆ มา 5-6 ปีแล้ว เพราะสินค้ามูลค่าไม่ได้สูงขึ้น เราจึงได้เห็นหลายแบรนด์ขยับออกสินค้าใหม่เพื่ออัปราคา เพิ่มมูลค่าให้สูงขึ้น

    “โอสถสภา” เป็นผู้นำในตลาดเครื่องดื่มชูกำลัง โดยมี 4 แบรนด์ในพอร์ต ได้แก่ M150, ลิโพ, ฉลาม และโสมอินซัม มีส่วนแบ่งการตลาดรวม 44.2% แบรนด์แฟลกชิปยังคงเป็น M150 ที่ครองส่วนแบ่ง 33% และลิโพครองส่วนแบ่ง 9%

    โอสถสภาใช้กลยุทธ์สร้างพอร์ตสินค้าให้มีความหลากหลาย ทั้งในด้านสูตร และราคา โดยทั้ง 4 แบรนด์มีคาแรกเตอร์ที่แตกต่างกัน และมีการจับกลุ่มลูกค้าที่ชัดเจน

    นันทนา ขาวปลื้ม Chief Domestic Beverage Officer – Consumer & Category Management บริษัท โอสถสภา จำกัด (มหาชน) บอกว่า

    “เครื่องดื่มชูกำลังเป็นตลาดใหญ่แต่ช่วงหลายปีที่ผ่านมาไม่มีการเติบโต เพราะสินค้าไม่ได้มีราคาแพง และไม่ได้ขึ้นราคา หลายแบรนด์ต้องหันไปจับตลาดพรีเมียม โอสถสภาเป็นพอร์ต คอมพานี มีสินค้าหลายแบรนด์ ทำให้ต้องมีคาแรกเตอร์ชัด ตอนนี้โสมอินซัม และฉลามมีความเป็นภูมิภาคสูง โสมเก่งที่อีสาน ฉลามจับคนใต้ และคนเหนือ ส่วน    ลิโพจะจับคนเมืองหน่อย ภาคกลาง และกรุงเทพฯ ส่วน M150 แมสสุด ไปทั่วประเทศ”

    M150 พลังแมส จับใจคนทั่วประเทศ

    M150 เป็นแบรนด์ใหญ่ที่สุดของโอสถสภา แค่ 3 แบรนด์ M150, ลิโพ และ C-Vitt ทำรายได้ 80% ให้ทั้งพอร์ตของบริษัทแล้ว 

    ในปีนี้ M150 มีอายุครบ 41 ปี มีการอัปเกรดการสื่อสารใหม่ จากการเน้นการทำงานแบบ “คนสู้ชีวิต” เป็นการทำงานแบบไปใช้ชีวิต เหมือนเป็นการสร้างทัศนคติใหม่ ทำให้แบรนด์ไม่ได้ดูรากหญ้า และดูสู้ชีวิตเกินไป พร้อมกับทำแคมเปญสะสมแต้มเพื่อร่วมกิจกรรม และคอนเสิร์ตหมอลำ มีการใช้พรีเซ็นเตอร์เป็นคนรุ่นใหม่ ทั้ง “หนุ่ม กรรชัย” และวง “ไททศมิตร” 

    ปัจจุบัน M150 มีสินค้าหลัก 3 สูตร ได้แก่ สูตรหอมน้ำผึ้งฝาเหลือง ราคา 10 บาท, สูตรพรีเมียม 12 บาท และสูตรกระชายดำ หลังจากมีการขึ้นราคาเป็น 12 บาท โอสถสภาก็ได้ออกตัว 10 บาทมาเพิ่ม โดยเป็นสูตรฝาเหลือง อาจจะมีการปรับลดสาร หรือวิตามินบางอย่าง เน้นความหวาน ส่วน 12 บาทเป็นการอัปเกรดเป็นพรีเมียมขึ้น โดยล่าสุดมีการเพิ่มดีไรโบส และแอล-อาร์จินีน พร้อมใช้ฉลากสีทอง มีการเคลมว่าสูตรนี้พรีเมียมขึ้น ดีดไวขึ้น!

    นันทนาเสริมว่า คนดื่มชูกำลังมีลอยัลตี้สูง รสชาติกับราคามาคู่กันเลย แต่คนจะดื่มเพราะติดเรื่องรสชาติ แต่ต้องทำ 10 บาทเพื่อรับรองตลาด มาเสริมสำหรับคนที่มีกำลังซื้อน้อย แต่อย่างไรแล้วตัว 12 บาทก็ยังขายดีสุด

    ในตลาดกลุ่ม 10 บาทมีสัดส่วน 50% 12 บาท สัดส่วน 45% และพรีเมียม 15 บาท สัดส่วน 5%

    “ลิโพ” เน้นจับคนเมือง

    ลิโพเป็นอีกหนึ่งแบรนด์เก่าแก่ของโอสถสภา เริ่มทำตลาดตั้งแต่ปี 2508 ได้จับมือกับพาร์ทเนอร์ประเทศญี่ปุ่น คาแรกเตอร์ของลิโพมีความพรีเมียมสูง ด้วยความเป็นญี่ปุ่นรสชาติจะคล้ายยาหน่อยๆ คนดื่มส่วนใหญ่จึงเป็นกลุ่มคนทำงานในเมือง ทำงานออฟฟิศ นักศึกษา รวมถึงคนขับรถทางไกล

    ปีนี้ลิโพได้ปรับไลน์สินค้าใหม่เช่นกัน เปิดตัวสินค้าใหม่ 2 ตัว ได้แก่ สูตรน้ำตาล 0% ราคา 12 บาท และขนาด 150 ml. ราคา 15 บาท

    “โสมอินซัม” ขวัญใจชาวอีสาน

    โสมอินซัมวางจุดยืนเป็นแบรนด์ที่เก่งในภูมิภาค โดยแข็งแกร่งทางด้านภาคอีสาน ในปีที่ผ่านมาได้ใช้ “ลำไย ไหทองคำ” เป็นพรีเซ็นเตอร์ เป็นตัวแทนความฟิตแอนด์เฟิร์ม เพราะลำไยขึ้นชื่อว่ามีงานแน่นทั้งปี แต่ละวันมีงาน 2-3 งาน แต่ได้โสมอินซัมเป็นตัวช่วย

    เน้นทำตลาดผ่านพรีเซ็นเตอร์ และ KOL ท้องถิ่นในการสื่อสารเป็นหลัก

    “ฉลาม” บุกใต้

    ฉลามเป็นแบรนด์ที่แข็งแกร่งในโซนภาคใต้ และภาคเหนือตอนบน เน้นทำตลาดแบบ Localize ผ่านประเพณีพื้นบ้านต่างๆ รวมไปถึงสิ่งที่คนท้องถิ่นชอบ เน้นทำสื่อโฆษณาในท้องถิ่น 

    นันทนา บอกอีกว่า จริงๆ ตอนแรกทุกแบรนด์ก็ทำตลาดแบบแมสทั่วประเทศ แต่พอทำตลาดแล้วเรามาดูดาต้าก็จะพบว่าแต่ละแบรนด์ขายได้ที่โซนไหน แข็งแกร่งที่ไหนเป็นพิเศษ หลังจากนั้นก็เจาะเป็นโซนๆ ไป ทำให้เรามีแบรนด์ที่แข็งแรงทุกโซนในประเทศ

    ]]>
    1563359
    เส้นทาง “สยามบัวขาว” จากเภสัชกรนักสู้ สู่เจ้าของอาณาจักรสมุนไพร 200 ล้านบาท https://positioningmag.com/1562922 Fri, 06 Mar 2026 09:20:15 +0000 https://positioningmag.com/?p=1562922
  • รีแบรนด์ครั้งใหญ่จากบัวขาวเฮิร์บ สู่สยามบัวขาว เพื่อสร้างภาพลักษณ์ให้ทันสมัย และอินเตอร์มากขึ้น
  • ตั้งเป้ารายได้ 200 ล้านบาทในปีนี้ จากแบรนด์ตัวเอง และรับจ้างผลิต
  • อยากเป็น Soft Power ให้ประเทศไทย ชูคุณภาพสมุนไพรส่งออกไปทั่วโลก
  • “สยามบัวขาว” ไม่ได้เกี่ยวกับบัวขาวที่เป็นนักมวย แค่เริ่มต้นจากการเป็นร้านขายยาที่ซอยบัวขาวในพื้นที่พัทยาเท่านั้น แค่สตอรี่เริ่มต้น ก็สัมผัสได้ถึงความจริงใจของแบรนด์ ที่ไม่ได้มีความซับซ้อนแล้ว

    จากจุดเริ่มต้นในร้านขายยาขนาดเล็กซอยบัวขาว ใจกลางเมืองพัทยา เมื่อ 13 ปีที่แล้ว ปัจจุบันสยามบัวขาวเป็นผู้ผลิตสมุนไพรไทยที่มีสินค้ามากกว่า 285 รายการ วันนี้ บริษัท บัวขาว เทรดดิ้ง จำกัด ภายใต้การนำของ ภญ. ภัทรธมน หาญอนันทสุข ได้ประกาศยกระดับแบรนด์ครั้งสำคัญจาก “บัวขาวเฮิร์บ” สู่ “สยามบัวขาว” พร้อมแผนรุกตลาด Modern Trade ทั่วประเทศ และขยายฐานการส่งออกไปไกลถึงยุโรป และอาหรับ

    จุดกำเนิดจาก “ร้านยา” และจิตวิญญาณ “นักขาย”

    เส้นทางของสยามบัวขาวไม่ได้โรยด้วยกลีบกุหลาบ ภญ. ภัทรธมน หาญอนันทสุข หรือ พลอย เริ่มต้นจากการเป็นผู้แทนยา (Detailer) นาน 2 ปี ก่อนจะผันตัวมาเปิดร้านขายยาเล็กๆ ที่พัทยา เพราะจบด้านเภสัชศาสตร์โดยตรง มีความรักในยา และรักการขาย มีจิตวิญญาณของการเป็นเซลส์ บวกกับการสังเกตอินไซต์ลูกค้า เธอพบว่านักท่องเที่ยวต่างชาติมักถามหายาหม่องสีเขียวยี่ห้อหนึ่งที่ “ขายเฉพาะกลุ่มไกด์”

    ความขบถ และหัวการค้าทำให้เธอตัดสินใจทำภารกิจหนึ่ง เพื่อแกะรอยหาโรงงานผลิตยาหม่องจนสำเร็จ และเริ่มทำตลาดขายส่งทั่วประเทศตั้งแต่อำเภอแม่สายไปจนถึงภาคใต้ แต่เมื่อเจอวิกฤตการตัดราคาจากกลุ่มไกด์จนกำไรแทบไม่เหลือ เธอจึงตัดสินใจสร้างแบรนด์ของตัวเองในชื่อ “ยาหม่องพญางู” (ยาหม่องดำ) ซึ่งกลายเป็นจุดเริ่มต้นของความสำเร็จที่มียอดสั่งซื้อพุ่งจาก 10 ลัง เป็น 200 ลังต่อเดือนในเวลาเพียงปีเดียว

    เมื่อธุรกิจเติบโตจนโรงงานผลิตให้ไม่ทัน เริ่มเจอปัญหาที่ว่าโรงงานที่เคยผลิตให้ ปิดไลน์การผลิต ต้องวุ่นกับการหาโรงงานใหม่ บ้างก็เจอโรงงานเอาสูตรไปผลิตเอง ภัทรธมนจึงตัดสินใจลงทุนครั้งใหญ่กว่า 12 ล้านบาท สร้างโรงงานของตนเองในปี 2560 ที่หนองปรือ พัทยา เพื่อควบคุมคุณภาพและรักษาความลับของสูตรยา ภายใต้มาตรฐาน GMP และ ISO-9001

    “มีช่วงที่ขายดีมาก จนต้องหยุดผลิตไป เพราะมีปัญหาเรื่องการผลิตหลายอย่าง เลยคิดว่าต้องหาตัวป้องกันไม่ให้เกิดประวัติศาสตร์ซ้ำรอย เลยพัฒนาสูตรให้ตรงสูตรเดิม แล้วเปิดโรงงานเล็กๆ เมื่อปี 2560 ที่พัทยา ด้วยเงินลงทุนที่ดิน 10 ล้าน และสร้างโรงงาน 2 ล้าน ทำจนแบรนด์กลับมาติดตลาดอีกครั้ง มีร้านขายยารับไปขาย รวมถึงร้านขายของที่ระลึกด้วย”

    รีแบรนด์สู่สยามบัวขาว อัพภาพสากล

    ในปี 2568 ที่ผ่านมา ภัทรธมนได้ตัดสินใจรีแบรนด์ครั้งใหญ่ จากบัวขาวเฮิร์บเป็น “สยามบัวขาว” เพื่อความเป็นสากล และแก้ปัญหาการมีชื่อแบรนด์ย่อยเยอะเกินไป เช่น พญางู, หมอชีวก โดยปัจจุบันแบ่งกลุ่มสินค้าออกเป็น 5 หมวดหลัก:

    1. สมุนไพรทั่วไป : ยาหม่อง, ยาดม, น้ำมันนวด, พิมเสน และครีมนวดแก้ปวดเมื่อย
    2. Skin Care : แทนนิ่งออยล์ (ขวัญใจชาวอาหรับ), เจลว่านหางจระเข้ และครีมกล้วยทาส้นเท้า
    3. Bath & Body : ยาสีฟันสมุนไพรสูตรไม่แสบปาก มีแผนที่จะทำแชมพู และครีมอาบน้ำเพิ่ม
    4. เครื่องหอม : เครื่องหอม และสเปรย์ปรับอากาศกลิ่นสมุนไพร
    5. อาหาร : เครื่องต้มยำแห้ง และชาสมุนไพร เจาะกลุ่มลูกค้าชาวรัสเซีย

    ปัจจุบันสัดส่วนรายได้หลักยังคงเป็นกลุ่มสมุนไพร 50% รองลงมาเป็นกลุ่มอาหาร 20% ที่เหลืออีก 3 กลุ่มแบ่งสัดส่วนอย่างละ 10% โดยภัทรธมนบอกว่าอยากดันตลาดสกินแคร์ให้โตมากขึ้น เพราะมีโอกาสในธุรกิจเยอะ 

    สมุนไพรไทยทะเลแดงเดือด แต่ยังมีศักยภาพ

    ภัทรธมนมองว่าตลาดสมุนไพรไทยในตอนนี้เข้าสู่ Red Ocean มีการแข่งขันสูง ผู้เล่นเยอะ แต่ยังมีศักยภาพสูง คนทั่วโลกให้การตอบรับ ยังมีช่องว่างให้เล่นอีกเยอะ เห็นช่องว่างในการแก้ไขปัญหาต่างๆ หรือพัฒนาสูตรให้ตอบโจทย์แก้ปัญหาสุขภาพได้มากกว่านี้ ยกตัวอย่างเช่น ยาสีฟันสมุนไพร ในตลาดตอนนี้ส่วนใหญ่ใช้แล้วแสบเหงือก กัดเหงือก แต่สามารถแก้ปัญหาฟันเหลือง คราบพลัคได้ ถ้าพัฒนาสูตรให้ไม่แรงเกินไป แก้ปัญหากลิ่นปากได้ดี ผู้บริโภคก็ตอบรับมากกว่านี้

    “ตลาดสมุนไพรไทยยังคงเติบโตอย่างต่อเนื่อง อย่างในปี 2567 ที่ผ่านมา สมุนไพรไทยครองแชมป์อันดับ 1 ในอาเซียน ด้วยมูลค่ากว่า 63,045 ล้านบาท และเชื่อว่าในปี 2568 อัตราการเติบโตจะเพิ่มมากขึ้น ด้วยความโดดเด่นของสมุนไพรไทยที่ต่างชาติให้การยอมรับ เป็น Soft Power ไม่แพ้ อาหารไทย นวดไทย และ วัฒนธรรมไทย จึงเป็นโอกาสที่ดีให้กับสมุนไพรไทยและสินค้าจากสมุนไพรไทย ซึ่งที่ผ่านมาบัวขาวเฮิร์บ ได้ผลิตสินค้าประเภท Herb & Beauty จำหน่ายให้กับกลุ่มนักท่องเที่ยวช่างชาติที่มาท่องเที่ยวในประเทศไทย ผ่านร้านค้าของเรา รวมถึงการรับผลิต OEM , Wholesale factory สินค้ากลุ่ม Herb & Beauty ซึ่งก็ได้รับการตอบรับดีมากจากกลุ่มลูกค้าทั้งชาวรัสเซีย จีน อาหรับ และอื่นๆ”

    นอกจากผู้เล่นที่มีในตลาดมากมายมหาศาลแล้ว สิ่งที่หลายคนกังวลมากที่สุดก็คงจะเป็นสินค้าจากประเทศจีนเข้ามาในประเทศไทย นอกจากจะมีการตัดราคาแล้ว สินค้ายังไม่มีคุณภาพเท่าที่ควร แต่จุดแข็งของแบรนด์ไทย สมุนไพรไทย ก็คือคุณภาพ อย่างอโลเวร่าก็สามารถก๊อปได้ แต่บางตัวที่เฉพาะทางก็ก๊อปไม่ได้

    เป้า 200 ล้านบาท พร้อมบุกตลาดโลก

    ปัจจุบันสยามบัวขาวมีรายได้รวม 70 ล้านบาท แบ่งเป็นรายได้จากแบรนด์ 80% และรับจ้างผลิต OEM 20% ในปีนี้ตั้งเป้ารายได้พุ่งสู่ 200 ล้านบาท แบ่งเป็นรายได้จากในประเทศ 90% และต่างประเทศ 10%

    มีแผนขยายสาขาเพิ่มเป็นจุดขาย ทั้งร้านขายยา หน้าโรงงานที่หนองปรือ ช่องทางออนไลน์ แห่งท่องเที่ยวในชลบุรี และภาคใต้ รวมถึงมีแผนที่จะนำสินค้าเข้าโมเดิร์นเทรดทั่วประเทศ ให้เป็นที่รู้จัก และอาจจะขยายบัวขาวฟามาซีมากขึ้นในโซนพัทยา 

    “สมุนไพรไทยคือ Red Ocean ที่ศักยภาพสูงมาก ความท้าทายคือการทำให้คนเชื่อมั่นว่าเราใช้ของแท้ และแก้ปัญหาได้จริง ไม่ใช่แค่ยาหม่องทั่วไป แต่คือศาสตร์และศิลป์แห่งการรักษา” ภญ. ภัทรธมน กล่าวทิ้งท้าย

    ]]>
    1562922
    เจาะตลาดดีเจโลก 2026 เศรษฐกิจพันล้าน โอกาสกระจุก รายได้กระจาย https://positioningmag.com/1561890 Mon, 02 Mar 2026 10:29:14 +0000 https://positioningmag.com/?p=1561890 ยังคงเติบโตไม่หยุดสำหรับเม็ดเงินในระบบเศรษฐกิจรอบวงการดีเจและดนตรีอิเล็กทรอนิกส์หรือ EDM  ทั่วโลก แนวโน้มล่าสุดชี้ว่าอุตสาหกรรม EDM โลกปี 2026 จะมีมูลค่าประมาณ 11,200 ล้านดอลลาร์สหรัฐ ตามรายงานจาก Persistence Market Research

    มีการคาดการณ์ว่าตลาดจะพุ่งไปถึง 17,000-19,000 ล้านดอลลาร์ภายในปี 2032-2033 ด้วยอัตราเติบโตเฉลี่ยต่อปี 7.8-8.3%

    ตัวเลขเหล่านี้ทำให้หลายคนตื่นเต้น เพราะเทศกาลดนตรีขนาดใหญ่อย่าง Tomorrowland, Ultra, EDC ล้วนขายบัตรหมดเกลี้ยง พร้อมกับยอดสตรีมมิงบนแพลตฟอร์มอย่าง Spotify หรือ Beatport ที่พุ่งทะยาน ท่ามกลางแฟนเพลงกลุ่มใหม่จากเอเชีย แอฟริกา และลาตินอเมริกา ที่กำลังทะลักเข้ามาอีกหลายล้านคน

    แต่ข้อมูลจาก Resident Advisor ซึ่งเป็นฐานข้อมูลคลับดีเจชั้นนำระดับโลก ณ เดือนพฤษภาคม 2025 พบว่ามีโปรไฟล์ดีเจทั่วโลกมากถึง 134,147 คน แต่มีดีเจที่ยังแอคทีฟ คือมีงานแสดงอย่างน้อย 1 งานในอนาคตอยู่ราว 21,351 คน หรือประมาณ 16% เท่านั้น

    และหากดูเฉพาะกลุ่มท็อปสุด ที่มีงานแสดง 5 งานขึ้นไป นั้นมีจำนวนเพียง 2,175 คน หรือ 1.6%

    สถิตินี้สะท้อนความจริงของเม็ดเงินรอบตัวดีเจในปี 2026 ที่มีโอกาสกระจุกตัวอยู่กับคนกลุ่มเล็กมาก เหมือนอุตสาหกรรมครีเอทีฟอื่น ๆ ที่มี “ผู้ชนะ” ปักหลักกวาดกินเรียบหมด

    ถามว่าทำไมจึงเป็นแบบนี้? คำตอบคือเพราะเทคโนโลยีมีส่วนทำให้ทุกคนเริ่มต้นการเป็นดีเจได้ง่ายขึ้นมาก จากยุคที่ต้องมีแผ่นไวนิลราคาแพง และต้องฝึกฝนหนัก ตอนนี้แค่แล็ปท็อปกับคอนโทรลเลอร์ราคาไม่กี่หมื่น ก็เปิดเพลงได้แล้ว ความเสรีนี้เองที่ทำให้จำนวนดีเจเพิ่มขึ้นแบบก้าวกระโดด แต่จำนวนสล็อตงานแสดงในคลับ เทศกาล หรืออีเวนต์นั้น ไม่ได้เพิ่มขึ้นตาม การแข่งขันจึงโหดร้ายไม่ใช่น้อย

    ทางรอดและทางโต

    การสำรวจล่าสุดพบว่าดีเจส่วนใหญ่มีรายได้ไม่ยั่งยืน ดีเจที่รอดและเติบโตล้วนเป็นกลุ่มที่ปรับตัวต่อเนื่อง โดยหลายคนต้องมีงานประจำนอกวงการเพลงถึงจะอยู่ได้

    ดีเจ (DJ) นั้นย่อมาจากคำว่า Disc Jockey หมายถึง ผู้จัดรายการเพลง ผู้เลือกเพลง และเปิดเพลงเพื่อความบันเทิงแก่ผู้ฟัง โดยมีหน้าที่สร้างสรรค์บรรยากาศผ่านเสียงเพลง ทั้งในสถานีวิทยุ คลับ ผับ งานอีเวนต์ หรือผ่านแพลตฟอร์มออนไลน์ โดยใช้ทักษะการมิกซ์เพลง (Mixing) และการสแครชแผ่น (Scratching) เพื่อเชื่อมโยงเพลงให้ต่อเนื่องและน่าสนใจ

    ดีเจสามารถแบ่งประเภทได้ 5 กลุ่มหลัก คือ

    1. Radio DJ หรือดีเจจัดรายการวิทยุ พูดคุย เล่าเรื่องราวเกี่ยวกับเพลงและข้อมูลที่น่าสนใจ
    2. Club DJ ดีเจผู้เปิดเพลงตามคลับ ไนต์คลับ หรืองานปาร์ตี้ เน้นความสนุกสนานต่อเนื่อง
    3. Mobile DJ ดีเจผู้รับงานนอกสถานที่ เช่น งานแต่งงาน งานเลี้ยง งานอีเวนต์
    4. Producer/Remixer DJ ดีเจที่ทำเพลงเองหรือรีมิกซ์เพลงใหม่ ให้เหมาะกับการใช้งาน
    5. Turntablist ดีเจที่เน้นทักษะการสแครชแผ่น (Scratch) เพื่อสร้างจังหวะใหม่

    ตามหลักการแล้ว หน้าที่หลักของดีเจคือการคัดเลือกเพลงให้ตรงกับบรรยากาศ สถานที่ และกลุ่มผู้ฟัง จากนั้นจะมิกซ์เสียง เชื่อมโยงเพลงต่อเพลงให้ต่อเนื่องกัน โดยไม่สะดุด สร้างบรรยากาศ ใช้ดนตรีควบคุมอารมณ์คนฟังในปาร์ตี้

    อย่างไรก็ตาม การสำรวจของ Toolroom Academy พบว่า 76% ของศิลปินอิเล็กทรอนิกส์บอกว่ารายได้ไม่ยั่งยืน และ 82% ต้องมีงานประจำนอกวงการเพลงถึงจะอยู่ได้ โดยดีเจที่ทำงานเต็มเวลามีสัดส่วนถึง 56%

    ทางรอดของดีเจวันนี้คือการปรับตัวในหลายด้าน หนึ่งในนั้นคือการย้ายไปอยู่เมืองที่เป็นศูนย์กลางขนาดใหญ่ เช่น ลอนดอนที่มีโปรไฟล์ดีเจมากที่สุด 14,284 คน แอคทีฟ 18.8% ยังมีเบอร์ลิน และอัมสเตอร์ดัม ที่มีสถิติสูงมาก และการอยู่ในเมืองเหล่านี้ก็ย่อมเพิ่มโอกาสชัดเจน

    ดีเจบางรายเลือกสร้างโอกาสเองด้วยการจัดปาร์ตี้ หรืออีเวนต์ชั่วคราว ยังมีคลับอินดี้ที่ดีเจหลายคนหันมาจัดเองแบบไม่รอให้คนอื่นจ้าง เพราะโซเชียลมีเดียทำให้โปรโมตง่ายขึ้นมาก

    การสำรวจพบว่าดีเจวันนี้ไม่พึ่งพาแค่ค่าตัวงานแสดง แต่กว่า 16% ผลิตเพลงให้คนอื่น, 13% ทำซาวด์เอ็นจิเนียร์, 8% สอนคอร์สดีเจหรือโปรดักชัน ทั้งหมดเป็นการสร้างพอร์ตในอาชีพที่ยั่งยืนระดับหนึ่ง

    และที่สำคัญมากในปี 2026 คือการผลิตเพลง เนื่องจากดีเจที่โปรดิวซ์เพลงเอง จะได้เครดิตและงานมากกว่า แม้แต่ Jay Carder จาก Erbium Records ยังบอกว่าการมีเพลงปล่อยช่วยให้ได้งาน แต่ความเก่งในการทำดีเจและความเรียลส่วนตัว ก็สำคัญไม่แพ้กัน

    ดีเจตัวท็อป ทรงอิทธิพลโลก

    หากดูที่ชั้นบนสุดของพีระมิด พบว่าตัวเลขรายได้ปี 2025 ที่ดีเจระดับท็อปของโลกทำได้นั้นน่าสนใจมาก จากข้อมูลล่าสุดพบว่า Fred Again มีรายได้สูงสุดถึง 1.2 ล้านดอลลาร์ต่อคืน ขณะที่ Calvin Harris มีเรทที่ 1 ล้านเหรียญสหรัฐต่อคืน

    ยังมี David Guetta ที่ทำได้ 800,000 เหรียญ Martin Garrix และ Swedish House Mafia ที่ถูกบันทึกว่ามีรายได้ 750,000 เหรียญ มากกว่า Marshmello, Skrillex และ Alesso ที่ทำได้ 700,000 720,000 และ 350,000 เหรียญต่อคืนตามลำดับ

    นี่อาจเป็นเหตุผลที่เทศกาลใหญ่ยอมจ่ายแพง เพราะดีเจเหล่านี้สร้างช่วงเวลาหรือ moment ที่คุ้มค่ากับการแชร์บนโซเชียล กลายเป็นกระแส และดึงดูดผู้ชมหลักแสนคนได้จริง

    สำหรับดีเจส่วนใหญ่ ปี 2026 ย่อมเป็นปีแห่งการปรับตัว ด้วยการใช้ปัญญาประดิษฐ์ (AI) ช่วยสร้างประสบการณ์ ขณะเดียวกันก็ต้องขยายตลาด และหันมาสร้าง community แทนการแข่งขันแบบเดิม

    โครงสร้างตลาดดีเจโลก 2026 จึงเติบโตเป็นเศรษฐกิจพันล้านต่อไป

    ที่มา : Attackmagazine, Persistence Market Research, Furtados School of Music, Tribune, Doubleclap

    ]]>
    1561890