ratirita – Positioning Magazine https://positioningmag.com Thailand's Leading Marketing Magazine Fri, 13 Mar 2026 06:24:12 +0000 en-US hourly 1 https://wordpress.org/?v=5.6 167543101 “ฉันจะกินชาเย็นทุกวัน” อยากจะขายชานมเพิ่ม ปีนี้เปิดแบรนด์ใหม่ 2 แบรนด์ ปั้นยอดขายสู่ 200 ล้านบาท https://positioningmag.com/1564044 Thu, 12 Mar 2026 09:10:55 +0000 https://positioningmag.com/?p=1564044
  • ฉันจะกินชาเย็นทุกวัน ปีที่แล้วขายชาเย็นได้ 1 ล้านแก้ว เฉลี่ยเดือนละ 100,000 แก้ว
  • ปีนี้เตรียมเปิดแบรนด์ใหม่ 2 แบรนด์ เป็นแบรนด์ชานมไต้หวัน และแบรนด์เครื่องดื่มอีกแบรนด์ 
  • ตั้งเป้ารายได้ 200 ล้านบาท โดยมาจากชาเย็น 150 ล้านบาท เตรียมขยายสาขาเพิ่มอีก 30 แห่งด้วย
  • เริ่มต้นจากจ๊อดแฟร์ แจ้งเกิดจาก TikTok

    “ฉันจะกินชาเย็นทุกวัน” แบรนด์ชาไทยคลื่นลูกใหม่ที่สร้างปรากฏการณ์บนโลกโซเชียล เพียงแค่ 3 ปี สามารถสร้างรายได้ระดับ 140 ล้าน และขยายสาขาอย่างรวดเร็ว ภายใต้การบริหารของนักธุรกิจรุ่นใหม่วัยเพียงแค่ 28 ปีเท่านั้น

    วิว – พันธ์ทิพย์ ดีเจริญ CEO บริษัท เบทเทอร์บีมฟู้ด จำกัด เริ่มสร้างแบรนด์ฉันจะกินชาเย็นทุกวันตั้งแต่อายุ 24 ปี ตอนนั้นเพิ่งผ่านช่วง COVID-19 มาพอดี ธุรกิจแรกทำเป็นร้านกาแฟทั่วไปก่อน เป็นร้านธรรมดาแต่เริ่มต้นที่ย่านบรรทัดทอง เพราะคุ้นเคย และเติบโตมากับที่นี่ เพราะครอบครัวทำธุรกิจเสื้อผ้าอยู่ในย่านบรรทัดทองเป็นทุนเดิม จึงได้จับจองพื้นที่ในย่านนี้ก่อนที่จะบูมขึ้นมาในภายหลัง

    ฉันจะกินชาเย็นทุกวัน

    เมื่อทำร้านกาแฟแต่พบว่าเมนูเด่นของร้านคือ ชาไทย หรือชาเย็น ลูกค้ามาซื้อซ้ำค่อนข้างเยอะ เลยลองเอาแค่ชาไทยมาออกบูธขายที่ตลาดจ๊อดแฟร์ ตอนแรกลูกค้าก็งงๆ เพราะตอนนั้นชาเย็นยังไม่แมสขนาดนี้ แต่พอเริ่มทำคอนเทนต์บน TikTok ก็เริ่มมีคนรู้จักจนแมสในที่สุด

    พันธ์ทิพย์ เริ่มเล่าว่า เป็นคนชอบกินชาเย็นอยู่แล้ว กินตั้งแต่เด็กๆ คิดค้นสูตรเองเป็นสูตรนครฯ เป็นชาใต้ แต่ได้ปรับสูตรกลางๆ เป็นชาใต้ ผสมชาไทย จึงได้รสชาติเข้มข้น แต่เข้าถึงได้ง่าย ใช้จุดเด่นที่เมนูชาเย็นปั่น และมีไข่มุกเม็ดเล็ก ซึ่งชาเย็นปกติราคาเริ่มต้น 70 ปี เป็นราคาที่เข้าถึงง่าย

    ปี 2566 เริ่มจากบูทเล็กๆ ที่ตลาดจ๊อดแฟร์ พอแบรนด์เริ่มจุดติดเลยขยายมาเปิดหน้าร้านที่บรรทัดทอง ซึ่งเป็นพื้นที่ของร้านกาแฟเดิมที่เคยทำ ใช้งบลงทุน 1 ล้านบาท 

    ฉันจะกินชาเย็นทุกวัน

    จุดเปลี่ยนที่สำคัญของแบรนด์อยู่ในช่วงปี 2567 ที่แบรนด์เติบโตไว ขยายสาขาอย่างรวดเร็ว 10 กว่าสาขา รวมถึงมีโอกาสที่เข้ามาหาเยอะ ทั้งพื้นที่จุดขายดีๆ และแบรนด์ใหญ่ที่เข้ามาคอลแลปด้วย ปัจจุบันมีคอลแลปไปแล้ว 4-5 แบรนด์ 

     

    สำหรับชื่อแบรนด์ “ฉันจะกินชาเย็นทุกวัน” พันธ์ทิพย์บอกว่าก็มาจากอินไซต์ล้วนๆ เพราะขายหน้าร้านได้เห็นพฤติกรรมลูกค้า บางคนกินชาเย็นแล้วติด ต้องกินทุกวัน เหมือนคนกินกาแฟ เลยเอามาตั้งชื่อแบรนด์เลย

    อยากจะขายชานมเพิ่มอีกแบรนด์

    ปัจจุบันฉันจะกินชาเย็นทุกวันมียอดขายเฉลี่ยเดือนละ 100,000 แก้ว หรือ 1 ล้านแก้วต่อปี โดยกลุ่มลูกค้าชอบระดับความหวานที่ 50-70% เป็นหลัก สาขาที่ขายดีที่สุด ได้แก่ เซ็นทรัล ลาดพร้าว, เมกา บางนา และซีคอนบางแค 

    หลังจากประสบความสำเร็จกับแบรนด์ชาเย็นไปแล้ว ก็ได้เปิดแบรนด์ที่ 2 ก็คือ “เข้ม” ยกระดับกาแฟโบราณให้โมเดิร์น เมนูหลักได้แก่กาแฟโบราณ โกโก้ ราคาเริ่มต้น 60 บาท ปัจจุบันมี 2 สาขา บรรทัดทอง และแฟชั่นไอส์แลนด์ 

    เข้ม กาแฟโบราณ

    พันธ์ทิพย์ บอกว่า ปีนี้มีแผนที่จะเปิดแบรนด์ใหม่อีก 2 แบรนด์ เป็นแบรนด์เครื่องดื่มทั้งคู่ แบรนด์แรกเป็นชานมไต้หวัน น่าจะเปิดได้ช่วงไตรมาส 2-3 ส่วนอีกแบรนด์ยังไม่แน่ใจจะเป็นกลุ่มไหน น่าจะเปิดช่วงไตรมาส 4 ของปี แต่ทั้งคู่วางจุดยืนในระดับพรีเมียมแมส ราคาประมาณ 100 บาท 

    ตอนนี้ฉันจะกินชาเย็นทุกวันมีสาขารวม 22 สาขา เริ่มขยายไปต่างจังหวัดแล้ว เช่น นครปฐม และชลบุรี ปีนี้ตั้งเป้าขยายเพิ่มอีก 30 สาขา 

    โดยกำลังศึกษาโมเดลแฟรนไชส์อยู่ จะช่วยทำให้ขยายสาขาได้เร็วขึ้น รวมถึงการขยายสาขาไปต่างประเทศก็มองโมเดลการขายมาสเตอร์แฟรนไชส์ 

    ฉันจะกินชาเย็นทุกวัน

    เป้ารายได้สู่ 200 ล้านบาท

    ปี 2568 ที่ผ่านมา ฉันจะกินชาเย็นทุกวันมีรายได้รวม 140 ล้าน มีรายได้มาจากทั้งหน้าร้าน, B2B, ขายวัตถุดิบ และออนไลน์ โดยช่องทางเดลิเวอรี่มีสัดส่วน 40% 

    ปีนี้ตั้งเป้ารายได้รวมทั้งหมด 200 ล้าน เป็นกลุ่มชาเย็น 150 ล้านบาท และแบรนด์อื่นๆ อีก 50 ล้านบาท

     

    ในเดือนมีนาคมนี้ ฉันจะกินชาเย็นทุกวันเตรียมเฉลิมฉลองครบรอบ 3 ปี ด้วยการ โอนถ่ายชาเย็นไปสู่รูปแบบอื่นๆ ที่ไม่ใช่แค่เครื่องดื่ม แต่รวมถึงขนม เสียง และคอมมูนิตี้ เพื่อสร้างประสบการณ์ที่ลึกซึ้งกว่าเดิม

    ฉันจะกินชาเย็นทุกวัน

    ปีนี้พันธ์ทิพย์อายุ 28 ปี ขึ้นแท่นอายุน้อยร้อยล้านตัวจริง ถ้าถามว่าอะไรคือความยากกับการเป็นนักธุรกิจอายุน้อย เธอบอกว่า

    “แม้จะเริ่มต้นตั้งแต่อายุยังน้อย และมีประสบการณ์ไม่มากแต่ข้อดีก็คือ มีความกล้าที่จะเรียนรู้และขอความช่วยเหลือเป็นกุญแจสำคัญที่ทำให้ธุรกิจโตไว”

    เจ้าตัวยังบอกอีกว่า ที่ผ่านมามีนายทุน หรือเชนเจ้าใหญ่ๆ มาพูดคุยเพื่อซื้อกิจการเช่นกัน แต่ส่วนตัวยังอยากบริหารอยู่ ยืนยัน “ไม่อยาก Exit” เป้าหมายในตอนนี้คือ ต้องการสร้างแบรนด์ให้แข็งแกร่งจนเป็นอันดับหนึ่งในใจลูกค้า ต้องการสร้างภาพจำ Iconic ของชาเย็น ที่ถ้านึกถึงชาเย็น ต้องนึกถึงแบรนด์นี้เท่านั้น

    ]]>
    1564044
    มหากาพย์ 10 ปี กว่าไทยจะมี Tomorrowland เป็นของตัวเอง แล้วทำไมถึงเลือกไทยเป็นเสาหลักที่ 4 ของโลก https://positioningmag.com/1563735 Wed, 11 Mar 2026 06:27:47 +0000 https://positioningmag.com/?p=1563735
  • ทาง Tomorrowland สนใจประเทศไทยมาเป็นเวลา 10 ปีแล้ว แต่เพิ่งได้ดีลงานจริงจังกัน 2 ปี พิจารณาจากความพร้อมหลายด้าน สถานที่ โรงแรม การเดินทาง ลงตัวที่ Wisdom Valley พัทยา ในวันที่ 11-13 ธันวาคม 2569
  • Tomorrowland ประเทศไทยเป็นที่แรกในเอเชีย และเป็นแห่งที่ 4 ของโลก ต่อจากเบลเยียม ฝรั่งเศส และบราซิล
  • ใช้งบลงทุนร่วม 1,600 ล้านบาท คาดเงินสะพัด 5,000 ล้านบาท มีผู้ร่วมงานวันละ 50,000 คน
  • เป็นอีกหนึ่งงานที่คอ EDM รอคอย ไม่ใช่แค่ชาวไทยอย่างเดียว แต่เป็นคนทั่วโลก สำหรับ Tomorrowland ที่ชัดเจนแล้วว่าปีนี้จะเกิดขึ้นในประเทศไทย ปักหมุดที่ Wisdom Valley พัทยา ในวันที่ 11-13 ธันวาคม 2569

    Tomorrowland แบรนด์เทศกาลดนตรีเบอร์ต้นๆ ของโลกจากเบลเยียม เลือกปักหมุดประเทศไทยเป็นเสาหลักแห่งที่ 4 ของโลก ต่อจากเบลเยียม ฝรั่งเศส และบราซิล ถือว่าเป็นแห่งแรกในเอเชีย เรียกว่าเป็นการสิ้นสุดการรอคอยกว่า 10 ปีก็ว่าได้ 

    ทำไมต้องเป็นไทย? และทำไมต้องใช้เวลาดีลถึง 10 ปี?

    ในงานวันแถลงข่าว Tomorrowland Thailand ทาง Positioning มีโอกาสได้พูดคุยกับ รชต ธันยาวุฒิ กรรมการบริหาร WEAREONE.world Thailand หรือเป็นที่รู้จักกันในนาม ผู้ก่อตั้งและประธานบริหาร บริษัท วัน เอเชีย เวนเจอร์ส จำกัด ผู้มีประสบการณ์งาน SIAM Songkran Music Festival

    รชต เริ่มเล่าว่า ทีมงานจากเบลเยียมใช้เวลาลงพื้นที่ศึกษาลู่ทางในไทยนานกว่า 10 ปี โดยพิจารณาจากหลายปัจจัย

    1. ปัจจัยความพร้อม : ด้วยโครงสร้างพื้นฐานต่างๆ ไทยมีความปลอดภัยสูง มีสิ่งอำนวยความสะดวกพร้อม และมีความเป็นเมืองแห่งความบันเทิง (Entertainment Hub) ที่โดดเด่นในเอเชีย
    2. การเลือกสถานที่ : เดิมมีการพิจารณาภูเก็ต และชลบุรี แต่สุดท้ายเลือก Wisdom Valley พัทยา เนื่องจากเดินทางสะดวก ใกล้สนามบินอู่ตะเภา และใกล้กรุงเทพฯ และลดภาระค่าที่พัก การเดินทางให้นักท่องเที่ยวได้มากกว่าเมื่อเทียบกับภูเก็ต
    3. พันธมิตรที่ใช่ : เกิดจากการพบกันของทีมวัน เอเชีย เวนเจอร์ส ผู้จัดงานสยามสงกรานต์ และฝั่งเบลเยียมผ่านวงกาแฟ ที่ลงตัวทั้งวิสัยทัศน์และความพร้อมในการบริหารงานสเกลใหญ่

    “ทางฝั่ง Tomorrowland มาเซอร์เวย์ดูในไทยเป็นสิบปีแล้ว แต่เริ่มดีลกันจริงจังได้ 2 ปี ที่เขาเลือกไทยเพราะมีทุกอย่างพร้อม บังเอิญได้ดีลธุรกิจในวงกาแฟ ที่เจ้าของงานเฟลกับการผู้จัดงาน EDM อื่นพอดี แล้วเห็นเรามีประสบการณ์จัดงาน 10 กว่าปี หาสถานที่ได้ มีทีมงานพร้อม”

    ยิ่งเมื่อบอกว่าไทยเป็นการจัดงานแห่งแรกในเอเชีย ยิ่งทำให้ Tomorrowland Thailand ดูขลังมากขึ้นไปอีก ซึ่งรชตบอกถึงสิ่งที่ทำให้ไทยชนะประเทศมหาอำนาจอย่างญี่ปุ่น จีน สิงคโปร์ และอื่นๆ ในการจัดงาน นอกจากโครงสร้างพื้นฐาน ยังมีเรื่องสเกลสถานที่ และข้อจำกัดเรื่องเครื่องดื่มแอลกอฮอล์ด้วย บางประเทศจุคนได้แค่หมื่นคน และห้ามขายเครื่องดื่มแอลกอฮอล์

    เปิดบริษัทใหม่ ไม่ได้ซื้อลิขสิทธิ์

    ในช่วงหลายปีที่ผ่านมานี้ ประเทศไทยมีการจัดงานมิวสิค เฟสติวัลระดับโลกหลายงาน เพราะเห็นจากความนิยม และโอกาสทางธุรกิจ โดยส่วนใหญ่จะเป็นโมเดลการซื้อไลเซนส์งานเข้ามา แล้วนำธีม หรือศิลปินบางส่วนของงานที่จัดในต่างประเทศมา แต่ใช้งบลงทุนสูง เพราะค่าไลเซนส์ ค่าตัวศิลปินเพิ่มขึ้นทุกปี

    Tomorrowland แตกต่างจากงานอื่นด้วยการจัดตั้งบริษัทใหม่ WEAREONE.world ด้วยทุนจดทะเบียน 100 ล้านบาท แล้วถือหุ้นตามสัดส่วน โดยมี Bruno Vanwelsenaers เป็น CEO บริษัท และรชต เป็นกรรมการบริหาร

    Tomorrowland

    รชตบอกว่า ตอนแรกจะเป็นโมเดลซื้อไลเซนส์เหมือนกัน แต่มองว่ามันไม่ยั่งยืน การซื้อไลเซนส์มา แค่เอาเงินไปจ่ายทางเมืองนอก เป็นทางลัดในการซื้อความสำเร็จ เลยคุยกับทางเบลเยียมว่าอยากทำให้ยั่งยืน เปิดเป็นบริษัทใหม่ แล้วแบ่งรายได้ตามสัดส่วนดีกว่า”

    ซึ่งงานสเกลใหญ่ระดับ 1,600 ล้านบาท ไม่สามารถพึ่งพาจากค่าบัตรได้อย่างเดียว งานนี้ต้องพึ่งพารัฐบาลในการช่วยส่งเสริม ให้การท่องเที่ยวแห่งประเทศไทยช่วยหาสปอนเซอร์ให้เพิ่ม 

    โปรดักชันอลัง ยก 3 เวทีจากเบลเยียมมาไว้ที่ชลบุรี

    ปัจจุบัน Tomorrowland มีการเตรียมความพร้อมของงานคืบหน้าไปแล้วกว่า 40-50% อยู่ในช่วงการปรับภูมิทัศน์พื้นที่ 400 ไร่ และการคัดเลือกศิลปิน โดยที่ศิลปินได้ล็อคตัวแล้วกว่า 80% รวมถึงเลือกดีเจไทยที่จะไปแสดงด้วย

    นอกจากการปรับภูมิทัศน์ยังเริ่มสร้างทีมทั้งทีมไทย และทีมเบลเยียม ปัจจุบันมีทีมรวมกันกว่า 46 คน 

    Tomorrowland 2025 | Zondag 27 juli 2025 | Photo’s by Nunes dos Anjos Fotografie

    “ทางเบลเยียมเป็นห่วงเรื่องความปลอดภัยเป็นหลัก กังวลเรื่องการเดินทาง กลัวเรื่องรถติด เพราะจัดงานปีแรกเลยกลัวแบรนด์มีผลตอบรับด้านลบ”

    ในด้านโปรดักชัน งานนี้มีด้วยกัน 6 เวทีระดับโลก โดย 3 เวทีจะถอดแบบมาจากงานต้นฉบับ (รวมถึงเวที CORE และ Freedom) ขนส่งมาจากเบลเยียมกว่า 120 ตู้คอนเทนเนอร์ ส่วนที่เหลือจะดีไซน์ใหม่โดยผสมผสานวัฒนธรรมไทยเข้าไป

    คาดคนเข้างานวันละ 50,000 คน

    ตอนนี้บัตร Tomorrowland ได้ขายหมดแล้ว ราคาบัตรเริ่มต้นที่ 12,500 บาท สำหรับ GA (3 วัน) โดยเน้นความโปร่งใส เป็นราคานี้รวมทุกอย่างแล้ว โดยมี Hotel Packages ที่มีทั้งบัตร โรงแรม และรถรับส่ง ซึ่งขายหมดภายในไม่กี่ชั่วโมง

    ในช่วงที่เปิด Pre-registration ก่อนซื้อ พบว่าคนที่สนใจซื้อบัตรแบ่งเป็นคนไทย 40% และชาวต่างชาติ 60% โดยมีนักท่องเที่ยวกว่า 116 ประเทศ ส่วนใหญ่เป็นกลุ่มเอเชีย, สแกนดิเนเวีย, ลาตินอเมริกา และอินเดีย

    คาดว่าจะมีผู้เข้าร่วมงาน 50,000 คนต่อวัน หรือรวมทั้งหมด 150,000 คนตลอด 3 วัน คาดการณ์กระตุ้นเศรษฐกิจปีแรกกว่า 5,000 ล้านบาท และสร้างงานเพิ่มกว่า 1,900 ตำแหน่ง

    รชต ปิดท้ายถึงเป้าหมายในอนาคต อยากให้ Tomorrowland เติบโตอย่างยั่งยืนเหมือนที่เบลเยียม โดยหวังจะขยายการจัดงานเป็น 2 สัปดาห์ และเพิ่มโซน Camping เหมือนงานที่เบลเยียมในอนาคต

    ]]>
    1563735
    S2O ปีนี้ คนไทย 60% ครั้งแรกในรอบ 5 ปี เดบิวต์สถานที่ใหม่ S2O LAND รัชดา แตกไลน์ K2O สายเกาหลี https://positioningmag.com/1563583 Tue, 10 Mar 2026 11:58:49 +0000 https://positioningmag.com/?p=1563583
  • ก้าวเข้าสู่ปีที่ 11 กับ S2O Songkran Music Festival ปีนี้ย้ายสถานที่ S2O LAND ย่านรัชดา      จุคนได้วันละ 30,000 คน ปรับวันเป็น 11-13 เมษายน 69
  • ปีนี้เดบิวต์งาน K2O ครั้งแรกที่ศิลปินเกาหลี ปะทะเทศกาลสงกรานต์ จัด 14 เมษายน 69
  • ไฮไลต์ไลน์อัปอย่าง Alan Walker b2b Steve Aoki ที่เกิดขึ้นเป็นครั้งแรกของโลก พร้อมดึงดีเจดังระดับโลกอย่าง Kygo กลับมาเยือนไทยอีกครั้งในรอบหลายปี
  • หลังจากปีที่แล้วที่ S2O Songkran Music Festival เทศกาลดนตรีสงกรานต์ของไทย ได้ทำอะไรใหม่ๆ ด้วยการย้ายที่จัดไปสนามราชมังคลากีฬาสถาน เพื่อฉลองครบรอบ 10 ปี ในปีนี้ได้ทำอะไรใหม่ๆ เพิ่มอีก ด้วยการย้ายที่จัดอีกเช่นกัน สร้างแลนด์มาร์กใหม่ S2O LAND 

    โดย 2 ผู้จัด วู้ดดี้ – วุฒิธร มิลินทจินดา” ผู้ก่อตั้งเทศกาลดนตรี S2O และ “ปุลิน มิลินทจินดา” กรรมการ      ผู้อำนวยการฝ่ายปฏิบัติการ ผู้ร่วมก่อตั้ง S2O ได้เล่าถึงการจัดงานในครั้งนี้ ซึ่งมีความแปลกใหม่จากเดิมไม่น้อย

    ปั้น S2O LAND กรุยทาง ถางหญ้าใหม่ แต่ยังติดใจราชมังฯ อยู่

    S2O ก้าวเข้าสู่ปีที่ 11 ในการจัดเทศกาลสงกรานต์ที่ขึ้นชื่อว่าใหญ่เบอร์ต้นๆ ในไทย สามารถกระตุ้นการท่องเที่ยว และทำให้งานดนตรี EDM บูมขึ้นในไทยอย่างมาก ที่ผ่านมามีการใช้สถานที่มาแล้ว 4 แห่ง ได้แก่ S2O Factory RCA, OASIS Arena (Show DC), Life Park พระรามเก้า และล่าสุดกับสนามราชมังคลากีฬาสถาน

    ปีนี้ S2O ก็ได้ทำการโยกย้ายอีกครั้งสู่พื้นที่ใหม่ S2O LAND ย่านรัชดา เป็นพื้นที่ของ อสมท. อยู่ข้างศูนย์วัฒนธรรม แต่พื้นที่นี้เป็นพื้นที่เปล่า ไม่ได้เป็นพื้นที่สำหรับจัดงานอะไร ซึ่งทั้ง 2 ผู้จัดก็มองว่าเหมาะกับการจัดในปีนี้ เพียงแต่ต้องลงทุนใหม่ บุกเบิกทำพื้นที่เปล่า 50 ไร่ เป็นพื้นที่จัดงานเฟส! ทั้งบดดิน ถางหญ้า ราดยางมะตอย เรียกว่าต้องใช้งบลงทุนเพิ่มขึ้น 3 เท่า

    ปุลิน มิลินทจินดา เริ่มเล่าถึงโปรเจกต์นี้ว่า 

    “ปีที่แล้วจัดที่ราชมังฯ พอปีนี้จะจัดต่อก็มีเรื่องของคิวแข่งกีฬาที่ทำให้ไม่มั่นใจว่าจะจัดได้หรือไม่ แต่ด้วยความที่เราต้องดีลดีเจ ศิลปิน บางคนต้องล็อกล่วงหน้า 7 เดือน ทำให้ต้องหาสถานที่ใหม่ ตอนนั้นก็ขับรถมาเจอที่ตรงนี้ ได้มาคุยกับทาง อสมท. ก็พบว่าจัดงานได้ แต่ต้องลงทุนเองใหม่ทั้งหมด ส่วนตัวก็มองว่า Vibe ได้ เป็นโลเคชั่นใจกลางเมือง จุคนวันละ 30,000 คนได้ มีการคุยเพิ่มว่าจะจัดงานอื่นที่นี่ด้วย”

    S2O

    ด้วยความเป็นสถานที่ใหม่ อะไรก็ใหม่ทำให้ต้องเพิ่มงบลงทุนจากเดิม 3 เท่า ทั้งทำสถานที่ และเตรียมพนักงานเพื่อดูแลความปลอดภัย และอำนวยความสะดวกเพิ่มขึ้นอีก 

    แต่ในความทุลักทุเล ก็มีความพิเศษตรงที่พอเป็นพื้นที่เปล่า จึงเป็นปีแรกที่ได้ระเบิดไอเดียออกแบบเวที และประสบการณ์ของผู้เข้างานแบบใหม่ๆ สามารถออกแบบสเปซการระบายน้ำ แสง สี เสียง และทางเข้า-ออกได้อย่างอิสระ และสถานที่นี้หันหน้าทางทิศใต้ ไม่มีปัญหาเรื่องเสียงรบกวนคนในชุมชน ที่สำคัญสามารถเดินทางด้วยรถไฟฟ้า MRT ได้

    แม้ว่าจะลงทุนไปเยอะ ผู้จัดทั้ง 2 ก็ไม่ได้กะมองว่า S2O LAND จะเป็นพื้นที่จัดงานระยะยาว เพราะยังมีความรู้สึกว่าสนามราชมังฯ ก็ยังเป็นตัวเลือกที่ดีที่สุดอยู่

    S2O

     

    ปุลินบอกว่า “สนามราชมังฯ ยังเป็นตัวเลือกอันดับต้นๆ ในการจัดงานใหญ่ เพราะมีการจัดงานมาหลายงานแล้ว มีระบบหลายๆ อย่างพร้อม เก็บเสียงด้วย เรียกว่ายังเป็นตัวเลือกที่ดีในการจัดงาน ถ้าปีหน้ามีโอกาสก็คงกลับไปจัดที่ราชมังฯ” 

    ปีนี้มองว่ามีผู้เข้าร่วมงานวันละ 30,000 คน จำกัดคนไว้ที่เท่านี้ เพราะเป็นปีแรกกับสถานที่ใหม่ 

    เดบิวต์ K2O ปั้นเวทีสงกรานต์ให้สายเกาฯ 

    ปีนี้ S2O ขยับวันเป็นวันที่ 11-13 เมษายน 69 ส่วนวันที่ 14 เมษายน 69 เป็นวันของแบรนด์น้องใหม่อย่าง K2O ที่จะเปิดตัวครั้งแรก เพื่อตอบโจทย์กลุ่มแฟนคลับเกาหลีที่อยากสัมผัสบรรยากาศสงกรานต์แบบ S2O

    วู้ดดี้เสริมว่า โปรเจกต์นี้เคยวางแผนไว้ตั้งแต่ปีก่อนตั้งแต่ครบรอบ 10 ปี ว่าจะยังไงต่อดี พอตอนนี้ขยายไปหลายประเทศแล้ว มีความพร้อมหลายๆ อย่าง อีกทั้งเคยมีทางเกาหลีมาคุยว่าอยากมีศิลปินเกาหลีขึ้นเวที S2O แต่เรามองว่ากลุ่มคนฟังคนละกลุ่มกับ EDM เลยแยกเวทีกันดีกว่า เลยทำเป็น K2O ซึ่งยังมีจริตเหมือนกัน

    K2O มีศิลปินไฮไลต์ 4 วงดังอย่าง RIIZE, KISS OF LIFE, FIFTY FIFTY, LONGSHOT และศิลปิน T-Pop DAOU x OFFROAD

    แต่ K2O จะไม่มีจำหน่ายเครื่องดื่มแอลกอฮอล์ เนื่องจากมองว่ามีแฟนคลับเด็กๆ เข้างานเยอะ งานนี้ไม่ได้จำกัดอายุ แต่ถ้าอายุต่ำกว่า 13 ปีต้องมากับผู้ปกครองด้วย เริ่มตั้งแต่ 18.00 – 23.00 น.

    ปีนี้คนไทย 60% คนโลคอลเข้าถึงได้ง่าย

    ปุลินบอกว่า จากตัวเลขการซื้อบัตรในปีนี้พบว่ามีคนไทยสัดส่วนถึง 60% เป็นตัวเลขที่คนไทยสูงสุดในรอบ 5 ปี  ส่วนคนต่างชาติ 40% ส่วนใหญ่เป็นกลุ่มประเทศใกล้เคียงที่เดินทางมาง่าย เช่น มาเลเซีย สิงคโปร์ เวียดนาม อินโดนีเซีย ฮ่องกง ไต้หวัน และเห็นกลุ่มรัสเซีย ตะวันออกกลาง อินเดียเพิ่มขึ้นด้วยเช่นกัน 

    เหตุผลที่คนไทยเพิ่มขึ้น ปุลินมองว่า ส่วนหนึ่งเป็นเพราะเข้าถึงบัตรได้ง่ายขึ้น เพราะปีก่อนๆ อาจจะมีเอเจนต์ต่างชาติที่กดบัตรให้แก่กลุ่มต่างชาติ ทำให้คนไทยซื้อบัตรได้น้อย ซึ่งสัดส่วนคนไทย 60% ถือเป็นตัวเลขที่พอใจ

    อีกเหตุผลหนึ่งอาจจะเป็นเพราะว่า S2O ได้ขยายอาณาจักรไปต่างประเทศทั้งญี่ปุ่น, เกาหลี, ออสเตรเลีย, ไต้หวัน, ฮ่องกง, จีน และสหรัฐอเมริกา ทำให้กลุ่มต่างชาติไม่มาที่ไทยก็เป็นได้

    การกลับมาของ Kygo

    ในปีนี้ S2O ยังเดินหน้าสร้างความแข็งแรงของแบรนด์ผ่านไลน์อัปศิลปินระดับโลกที่ตอกย้ำสถานะของเทศกาลในระดับสากล ไม่ว่าจะเป็นไฮไลต์อย่าง Alan Walker b2b Steve Aoki ที่เกิดขึ้นเป็นครั้งแรกของโลก 

    รวมถึงการกลับมาของศิลปินระดับแถวหน้าของวงการ EDM อย่าง Kygo ซึ่งสะท้อนความมุ่งมั่นของผู้จัดในการรักษามาตรฐานโปรดักชัน การคัดเลือกศิลปิน และการส่งมอบประสบการณ์ที่แตกต่างให้กับแฟน S2O อย่างจัดเต็ม โดยไฮไลต์โต๊ะแพงที่สุดในปีนี้อยู่ที่ ราคา 1,500,000 บาทต่อวัน

    ปุลินบอกว่า การเลือกศิลปินในปีนี้เกิดจากความชอบ และรสนิยมส่วนตัวเป็นหลัก ทั้ง S2O และ K2O โดยเน้นศิลปินที่ฟังวนได้ไม่เบื่อ เพื่อให้มั่นใจว่าคนที่มางานจะได้รับความฟินสูงสุด ในราคาที่คุ้มค่ากับประสบการณ์โปรดักชันที่อัปเกรดขึ้นกว่าเดิม 3 เท่า

    ]]>
    1563583
    บริหารพอร์ตเครื่องดื่มชูกำลังแบบ “โอสถสภา” “M150” แมส “ลิโพ” คนเมือง “ฉลาม” คนใต้-เหนือ “โสมอินซัม” คนอีสาน https://positioningmag.com/1563359 Mon, 09 Mar 2026 16:27:15 +0000 https://positioningmag.com/?p=1563359 ตลาดเครื่องดื่มชูกำลังขึ้นชื่อว่าเป็นอีกหนึ่งตลาดที่เรื่องราคามีความเซนซิทีฟ เพราะกลุ่มกลู่มค้าหลักเป็นกลุ่มแมสทั่วประเทศ การขึ้นราคาเพียง 1-2 บาท ก็ส่งผลกระทบต่อเงินในกระเป๋าอย่างมาก

    เมื่อปี 2565 แบรนด์เครื่องดื่มชูกำลังในประเทศไทยได้ปรับราคาขึ้นส่วนใหญ่อยู่ในระดับ 2 บาท จาก 10 บาท เป็น 12 บาท ปัจจัยหลักมาจากต้นทุนที่สูงขึ้น แน่นอนว่าสำหรับคนที่หารายได้รายวัน อาจจะกระทบอยู่บ้าง จากแบงค์ 20 บาท ได้ทอน 10 บาท กลับได้ทอนน้อยลง

    ตลาดเครื่องดื่มชูกำลังปี 2568 มีมูลค่า 22,600 ล้านบาท เติบโตลดลง -0.1% ตลาดมีมูลค่าทรงๆ มา 5-6 ปีแล้ว เพราะสินค้ามูลค่าไม่ได้สูงขึ้น เราจึงได้เห็นหลายแบรนด์ขยับออกสินค้าใหม่เพื่ออัปราคา เพิ่มมูลค่าให้สูงขึ้น

    “โอสถสภา” เป็นผู้นำในตลาดเครื่องดื่มชูกำลัง โดยมี 4 แบรนด์ในพอร์ต ได้แก่ M150, ลิโพ, ฉลาม และโสมอินซัม มีส่วนแบ่งการตลาดรวม 44.2% แบรนด์แฟลกชิปยังคงเป็น M150 ที่ครองส่วนแบ่ง 33% และลิโพครองส่วนแบ่ง 9%

    โอสถสภาใช้กลยุทธ์สร้างพอร์ตสินค้าให้มีความหลากหลาย ทั้งในด้านสูตร และราคา โดยทั้ง 4 แบรนด์มีคาแรกเตอร์ที่แตกต่างกัน และมีการจับกลุ่มลูกค้าที่ชัดเจน

    นันทนา ขาวปลื้ม Chief Domestic Beverage Officer – Consumer & Category Management บริษัท โอสถสภา จำกัด (มหาชน) บอกว่า

    “เครื่องดื่มชูกำลังเป็นตลาดใหญ่แต่ช่วงหลายปีที่ผ่านมาไม่มีการเติบโต เพราะสินค้าไม่ได้มีราคาแพง และไม่ได้ขึ้นราคา หลายแบรนด์ต้องหันไปจับตลาดพรีเมียม โอสถสภาเป็นพอร์ต คอมพานี มีสินค้าหลายแบรนด์ ทำให้ต้องมีคาแรกเตอร์ชัด ตอนนี้โสมอินซัม และฉลามมีความเป็นภูมิภาคสูง โสมเก่งที่อีสาน ฉลามจับคนใต้ และคนเหนือ ส่วน    ลิโพจะจับคนเมืองหน่อย ภาคกลาง และกรุงเทพฯ ส่วน M150 แมสสุด ไปทั่วประเทศ”

    M150 พลังแมส จับใจคนทั่วประเทศ

    M150 เป็นแบรนด์ใหญ่ที่สุดของโอสถสภา แค่ 3 แบรนด์ M150, ลิโพ และ C-Vitt ทำรายได้ 80% ให้ทั้งพอร์ตของบริษัทแล้ว 

    ในปีนี้ M150 มีอายุครบ 41 ปี มีการอัปเกรดการสื่อสารใหม่ จากการเน้นการทำงานแบบ “คนสู้ชีวิต” เป็นการทำงานแบบไปใช้ชีวิต เหมือนเป็นการสร้างทัศนคติใหม่ ทำให้แบรนด์ไม่ได้ดูรากหญ้า และดูสู้ชีวิตเกินไป พร้อมกับทำแคมเปญสะสมแต้มเพื่อร่วมกิจกรรม และคอนเสิร์ตหมอลำ มีการใช้พรีเซ็นเตอร์เป็นคนรุ่นใหม่ ทั้ง “หนุ่ม กรรชัย” และวง “ไททศมิตร” 

    ปัจจุบัน M150 มีสินค้าหลัก 3 สูตร ได้แก่ สูตรหอมน้ำผึ้งฝาเหลือง ราคา 10 บาท, สูตรพรีเมียม 12 บาท และสูตรกระชายดำ หลังจากมีการขึ้นราคาเป็น 12 บาท โอสถสภาก็ได้ออกตัว 10 บาทมาเพิ่ม โดยเป็นสูตรฝาเหลือง อาจจะมีการปรับลดสาร หรือวิตามินบางอย่าง เน้นความหวาน ส่วน 12 บาทเป็นการอัปเกรดเป็นพรีเมียมขึ้น โดยล่าสุดมีการเพิ่มดีไรโบส และแอล-อาร์จินีน พร้อมใช้ฉลากสีทอง มีการเคลมว่าสูตรนี้พรีเมียมขึ้น ดีดไวขึ้น!

    นันทนาเสริมว่า คนดื่มชูกำลังมีลอยัลตี้สูง รสชาติกับราคามาคู่กันเลย แต่คนจะดื่มเพราะติดเรื่องรสชาติ แต่ต้องทำ 10 บาทเพื่อรับรองตลาด มาเสริมสำหรับคนที่มีกำลังซื้อน้อย แต่อย่างไรแล้วตัว 12 บาทก็ยังขายดีสุด

    ในตลาดกลุ่ม 10 บาทมีสัดส่วน 50% 12 บาท สัดส่วน 45% และพรีเมียม 15 บาท สัดส่วน 5%

    “ลิโพ” เน้นจับคนเมือง

    ลิโพเป็นอีกหนึ่งแบรนด์เก่าแก่ของโอสถสภา เริ่มทำตลาดตั้งแต่ปี 2508 ได้จับมือกับพาร์ทเนอร์ประเทศญี่ปุ่น คาแรกเตอร์ของลิโพมีความพรีเมียมสูง ด้วยความเป็นญี่ปุ่นรสชาติจะคล้ายยาหน่อยๆ คนดื่มส่วนใหญ่จึงเป็นกลุ่มคนทำงานในเมือง ทำงานออฟฟิศ นักศึกษา รวมถึงคนขับรถทางไกล

    ปีนี้ลิโพได้ปรับไลน์สินค้าใหม่เช่นกัน เปิดตัวสินค้าใหม่ 2 ตัว ได้แก่ สูตรน้ำตาล 0% ราคา 12 บาท และขนาด 150 ml. ราคา 15 บาท

    “โสมอินซัม” ขวัญใจชาวอีสาน

    โสมอินซัมวางจุดยืนเป็นแบรนด์ที่เก่งในภูมิภาค โดยแข็งแกร่งทางด้านภาคอีสาน ในปีที่ผ่านมาได้ใช้ “ลำไย ไหทองคำ” เป็นพรีเซ็นเตอร์ เป็นตัวแทนความฟิตแอนด์เฟิร์ม เพราะลำไยขึ้นชื่อว่ามีงานแน่นทั้งปี แต่ละวันมีงาน 2-3 งาน แต่ได้โสมอินซัมเป็นตัวช่วย

    เน้นทำตลาดผ่านพรีเซ็นเตอร์ และ KOL ท้องถิ่นในการสื่อสารเป็นหลัก

    “ฉลาม” บุกใต้

    ฉลามเป็นแบรนด์ที่แข็งแกร่งในโซนภาคใต้ และภาคเหนือตอนบน เน้นทำตลาดแบบ Localize ผ่านประเพณีพื้นบ้านต่างๆ รวมไปถึงสิ่งที่คนท้องถิ่นชอบ เน้นทำสื่อโฆษณาในท้องถิ่น 

    นันทนา บอกอีกว่า จริงๆ ตอนแรกทุกแบรนด์ก็ทำตลาดแบบแมสทั่วประเทศ แต่พอทำตลาดแล้วเรามาดูดาต้าก็จะพบว่าแต่ละแบรนด์ขายได้ที่โซนไหน แข็งแกร่งที่ไหนเป็นพิเศษ หลังจากนั้นก็เจาะเป็นโซนๆ ไป ทำให้เรามีแบรนด์ที่แข็งแรงทุกโซนในประเทศ

    ]]>
    1563359
    เส้นทาง “สยามบัวขาว” จากเภสัชกรนักสู้ สู่เจ้าของอาณาจักรสมุนไพร 200 ล้านบาท https://positioningmag.com/1562922 Fri, 06 Mar 2026 09:20:15 +0000 https://positioningmag.com/?p=1562922
  • รีแบรนด์ครั้งใหญ่จากบัวขาวเฮิร์บ สู่สยามบัวขาว เพื่อสร้างภาพลักษณ์ให้ทันสมัย และอินเตอร์มากขึ้น
  • ตั้งเป้ารายได้ 200 ล้านบาทในปีนี้ จากแบรนด์ตัวเอง และรับจ้างผลิต
  • อยากเป็น Soft Power ให้ประเทศไทย ชูคุณภาพสมุนไพรส่งออกไปทั่วโลก
  • “สยามบัวขาว” ไม่ได้เกี่ยวกับบัวขาวที่เป็นนักมวย แค่เริ่มต้นจากการเป็นร้านขายยาที่ซอยบัวขาวในพื้นที่พัทยาเท่านั้น แค่สตอรี่เริ่มต้น ก็สัมผัสได้ถึงความจริงใจของแบรนด์ ที่ไม่ได้มีความซับซ้อนแล้ว

    จากจุดเริ่มต้นในร้านขายยาขนาดเล็กซอยบัวขาว ใจกลางเมืองพัทยา เมื่อ 13 ปีที่แล้ว ปัจจุบันสยามบัวขาวเป็นผู้ผลิตสมุนไพรไทยที่มีสินค้ามากกว่า 285 รายการ วันนี้ บริษัท บัวขาว เทรดดิ้ง จำกัด ภายใต้การนำของ ภญ. ภัทรธมน หาญอนันทสุข ได้ประกาศยกระดับแบรนด์ครั้งสำคัญจาก “บัวขาวเฮิร์บ” สู่ “สยามบัวขาว” พร้อมแผนรุกตลาด Modern Trade ทั่วประเทศ และขยายฐานการส่งออกไปไกลถึงยุโรป และอาหรับ

    จุดกำเนิดจาก “ร้านยา” และจิตวิญญาณ “นักขาย”

    เส้นทางของสยามบัวขาวไม่ได้โรยด้วยกลีบกุหลาบ ภญ. ภัทรธมน หาญอนันทสุข หรือ พลอย เริ่มต้นจากการเป็นผู้แทนยา (Detailer) นาน 2 ปี ก่อนจะผันตัวมาเปิดร้านขายยาเล็กๆ ที่พัทยา เพราะจบด้านเภสัชศาสตร์โดยตรง มีความรักในยา และรักการขาย มีจิตวิญญาณของการเป็นเซลส์ บวกกับการสังเกตอินไซต์ลูกค้า เธอพบว่านักท่องเที่ยวต่างชาติมักถามหายาหม่องสีเขียวยี่ห้อหนึ่งที่ “ขายเฉพาะกลุ่มไกด์”

    ความขบถ และหัวการค้าทำให้เธอตัดสินใจทำภารกิจหนึ่ง เพื่อแกะรอยหาโรงงานผลิตยาหม่องจนสำเร็จ และเริ่มทำตลาดขายส่งทั่วประเทศตั้งแต่อำเภอแม่สายไปจนถึงภาคใต้ แต่เมื่อเจอวิกฤตการตัดราคาจากกลุ่มไกด์จนกำไรแทบไม่เหลือ เธอจึงตัดสินใจสร้างแบรนด์ของตัวเองในชื่อ “ยาหม่องพญางู” (ยาหม่องดำ) ซึ่งกลายเป็นจุดเริ่มต้นของความสำเร็จที่มียอดสั่งซื้อพุ่งจาก 10 ลัง เป็น 200 ลังต่อเดือนในเวลาเพียงปีเดียว

    เมื่อธุรกิจเติบโตจนโรงงานผลิตให้ไม่ทัน เริ่มเจอปัญหาที่ว่าโรงงานที่เคยผลิตให้ ปิดไลน์การผลิต ต้องวุ่นกับการหาโรงงานใหม่ บ้างก็เจอโรงงานเอาสูตรไปผลิตเอง ภัทรธมนจึงตัดสินใจลงทุนครั้งใหญ่กว่า 12 ล้านบาท สร้างโรงงานของตนเองในปี 2560 ที่หนองปรือ พัทยา เพื่อควบคุมคุณภาพและรักษาความลับของสูตรยา ภายใต้มาตรฐาน GMP และ ISO-9001

    “มีช่วงที่ขายดีมาก จนต้องหยุดผลิตไป เพราะมีปัญหาเรื่องการผลิตหลายอย่าง เลยคิดว่าต้องหาตัวป้องกันไม่ให้เกิดประวัติศาสตร์ซ้ำรอย เลยพัฒนาสูตรให้ตรงสูตรเดิม แล้วเปิดโรงงานเล็กๆ เมื่อปี 2560 ที่พัทยา ด้วยเงินลงทุนที่ดิน 10 ล้าน และสร้างโรงงาน 2 ล้าน ทำจนแบรนด์กลับมาติดตลาดอีกครั้ง มีร้านขายยารับไปขาย รวมถึงร้านขายของที่ระลึกด้วย”

    รีแบรนด์สู่สยามบัวขาว อัพภาพสากล

    ในปี 2568 ที่ผ่านมา ภัทรธมนได้ตัดสินใจรีแบรนด์ครั้งใหญ่ จากบัวขาวเฮิร์บเป็น “สยามบัวขาว” เพื่อความเป็นสากล และแก้ปัญหาการมีชื่อแบรนด์ย่อยเยอะเกินไป เช่น พญางู, หมอชีวก โดยปัจจุบันแบ่งกลุ่มสินค้าออกเป็น 5 หมวดหลัก:

    1. สมุนไพรทั่วไป : ยาหม่อง, ยาดม, น้ำมันนวด, พิมเสน และครีมนวดแก้ปวดเมื่อย
    2. Skin Care : แทนนิ่งออยล์ (ขวัญใจชาวอาหรับ), เจลว่านหางจระเข้ และครีมกล้วยทาส้นเท้า
    3. Bath & Body : ยาสีฟันสมุนไพรสูตรไม่แสบปาก มีแผนที่จะทำแชมพู และครีมอาบน้ำเพิ่ม
    4. เครื่องหอม : เครื่องหอม และสเปรย์ปรับอากาศกลิ่นสมุนไพร
    5. อาหาร : เครื่องต้มยำแห้ง และชาสมุนไพร เจาะกลุ่มลูกค้าชาวรัสเซีย

    ปัจจุบันสัดส่วนรายได้หลักยังคงเป็นกลุ่มสมุนไพร 50% รองลงมาเป็นกลุ่มอาหาร 20% ที่เหลืออีก 3 กลุ่มแบ่งสัดส่วนอย่างละ 10% โดยภัทรธมนบอกว่าอยากดันตลาดสกินแคร์ให้โตมากขึ้น เพราะมีโอกาสในธุรกิจเยอะ 

    สมุนไพรไทยทะเลแดงเดือด แต่ยังมีศักยภาพ

    ภัทรธมนมองว่าตลาดสมุนไพรไทยในตอนนี้เข้าสู่ Red Ocean มีการแข่งขันสูง ผู้เล่นเยอะ แต่ยังมีศักยภาพสูง คนทั่วโลกให้การตอบรับ ยังมีช่องว่างให้เล่นอีกเยอะ เห็นช่องว่างในการแก้ไขปัญหาต่างๆ หรือพัฒนาสูตรให้ตอบโจทย์แก้ปัญหาสุขภาพได้มากกว่านี้ ยกตัวอย่างเช่น ยาสีฟันสมุนไพร ในตลาดตอนนี้ส่วนใหญ่ใช้แล้วแสบเหงือก กัดเหงือก แต่สามารถแก้ปัญหาฟันเหลือง คราบพลัคได้ ถ้าพัฒนาสูตรให้ไม่แรงเกินไป แก้ปัญหากลิ่นปากได้ดี ผู้บริโภคก็ตอบรับมากกว่านี้

    “ตลาดสมุนไพรไทยยังคงเติบโตอย่างต่อเนื่อง อย่างในปี 2567 ที่ผ่านมา สมุนไพรไทยครองแชมป์อันดับ 1 ในอาเซียน ด้วยมูลค่ากว่า 63,045 ล้านบาท และเชื่อว่าในปี 2568 อัตราการเติบโตจะเพิ่มมากขึ้น ด้วยความโดดเด่นของสมุนไพรไทยที่ต่างชาติให้การยอมรับ เป็น Soft Power ไม่แพ้ อาหารไทย นวดไทย และ วัฒนธรรมไทย จึงเป็นโอกาสที่ดีให้กับสมุนไพรไทยและสินค้าจากสมุนไพรไทย ซึ่งที่ผ่านมาบัวขาวเฮิร์บ ได้ผลิตสินค้าประเภท Herb & Beauty จำหน่ายให้กับกลุ่มนักท่องเที่ยวช่างชาติที่มาท่องเที่ยวในประเทศไทย ผ่านร้านค้าของเรา รวมถึงการรับผลิต OEM , Wholesale factory สินค้ากลุ่ม Herb & Beauty ซึ่งก็ได้รับการตอบรับดีมากจากกลุ่มลูกค้าทั้งชาวรัสเซีย จีน อาหรับ และอื่นๆ”

    นอกจากผู้เล่นที่มีในตลาดมากมายมหาศาลแล้ว สิ่งที่หลายคนกังวลมากที่สุดก็คงจะเป็นสินค้าจากประเทศจีนเข้ามาในประเทศไทย นอกจากจะมีการตัดราคาแล้ว สินค้ายังไม่มีคุณภาพเท่าที่ควร แต่จุดแข็งของแบรนด์ไทย สมุนไพรไทย ก็คือคุณภาพ อย่างอโลเวร่าก็สามารถก๊อปได้ แต่บางตัวที่เฉพาะทางก็ก๊อปไม่ได้

    เป้า 200 ล้านบาท พร้อมบุกตลาดโลก

    ปัจจุบันสยามบัวขาวมีรายได้รวม 70 ล้านบาท แบ่งเป็นรายได้จากแบรนด์ 80% และรับจ้างผลิต OEM 20% ในปีนี้ตั้งเป้ารายได้พุ่งสู่ 200 ล้านบาท แบ่งเป็นรายได้จากในประเทศ 90% และต่างประเทศ 10%

    มีแผนขยายสาขาเพิ่มเป็นจุดขาย ทั้งร้านขายยา หน้าโรงงานที่หนองปรือ ช่องทางออนไลน์ แห่งท่องเที่ยวในชลบุรี และภาคใต้ รวมถึงมีแผนที่จะนำสินค้าเข้าโมเดิร์นเทรดทั่วประเทศ ให้เป็นที่รู้จัก และอาจจะขยายบัวขาวฟามาซีมากขึ้นในโซนพัทยา 

    “สมุนไพรไทยคือ Red Ocean ที่ศักยภาพสูงมาก ความท้าทายคือการทำให้คนเชื่อมั่นว่าเราใช้ของแท้ และแก้ปัญหาได้จริง ไม่ใช่แค่ยาหม่องทั่วไป แต่คือศาสตร์และศิลป์แห่งการรักษา” ภญ. ภัทรธมน กล่าวทิ้งท้าย

    ]]>
    1562922
    เจาะตลาดดีเจโลก 2026 เศรษฐกิจพันล้าน โอกาสกระจุก รายได้กระจาย https://positioningmag.com/1561890 Mon, 02 Mar 2026 10:29:14 +0000 https://positioningmag.com/?p=1561890 ยังคงเติบโตไม่หยุดสำหรับเม็ดเงินในระบบเศรษฐกิจรอบวงการดีเจและดนตรีอิเล็กทรอนิกส์หรือ EDM  ทั่วโลก แนวโน้มล่าสุดชี้ว่าอุตสาหกรรม EDM โลกปี 2026 จะมีมูลค่าประมาณ 11,200 ล้านดอลลาร์สหรัฐ ตามรายงานจาก Persistence Market Research

    มีการคาดการณ์ว่าตลาดจะพุ่งไปถึง 17,000-19,000 ล้านดอลลาร์ภายในปี 2032-2033 ด้วยอัตราเติบโตเฉลี่ยต่อปี 7.8-8.3%

    ตัวเลขเหล่านี้ทำให้หลายคนตื่นเต้น เพราะเทศกาลดนตรีขนาดใหญ่อย่าง Tomorrowland, Ultra, EDC ล้วนขายบัตรหมดเกลี้ยง พร้อมกับยอดสตรีมมิงบนแพลตฟอร์มอย่าง Spotify หรือ Beatport ที่พุ่งทะยาน ท่ามกลางแฟนเพลงกลุ่มใหม่จากเอเชีย แอฟริกา และลาตินอเมริกา ที่กำลังทะลักเข้ามาอีกหลายล้านคน

    แต่ข้อมูลจาก Resident Advisor ซึ่งเป็นฐานข้อมูลคลับดีเจชั้นนำระดับโลก ณ เดือนพฤษภาคม 2025 พบว่ามีโปรไฟล์ดีเจทั่วโลกมากถึง 134,147 คน แต่มีดีเจที่ยังแอคทีฟ คือมีงานแสดงอย่างน้อย 1 งานในอนาคตอยู่ราว 21,351 คน หรือประมาณ 16% เท่านั้น

    และหากดูเฉพาะกลุ่มท็อปสุด ที่มีงานแสดง 5 งานขึ้นไป นั้นมีจำนวนเพียง 2,175 คน หรือ 1.6%

    สถิตินี้สะท้อนความจริงของเม็ดเงินรอบตัวดีเจในปี 2026 ที่มีโอกาสกระจุกตัวอยู่กับคนกลุ่มเล็กมาก เหมือนอุตสาหกรรมครีเอทีฟอื่น ๆ ที่มี “ผู้ชนะ” ปักหลักกวาดกินเรียบหมด

    ถามว่าทำไมจึงเป็นแบบนี้? คำตอบคือเพราะเทคโนโลยีมีส่วนทำให้ทุกคนเริ่มต้นการเป็นดีเจได้ง่ายขึ้นมาก จากยุคที่ต้องมีแผ่นไวนิลราคาแพง และต้องฝึกฝนหนัก ตอนนี้แค่แล็ปท็อปกับคอนโทรลเลอร์ราคาไม่กี่หมื่น ก็เปิดเพลงได้แล้ว ความเสรีนี้เองที่ทำให้จำนวนดีเจเพิ่มขึ้นแบบก้าวกระโดด แต่จำนวนสล็อตงานแสดงในคลับ เทศกาล หรืออีเวนต์นั้น ไม่ได้เพิ่มขึ้นตาม การแข่งขันจึงโหดร้ายไม่ใช่น้อย

    ทางรอดและทางโต

    การสำรวจล่าสุดพบว่าดีเจส่วนใหญ่มีรายได้ไม่ยั่งยืน ดีเจที่รอดและเติบโตล้วนเป็นกลุ่มที่ปรับตัวต่อเนื่อง โดยหลายคนต้องมีงานประจำนอกวงการเพลงถึงจะอยู่ได้

    ดีเจ (DJ) นั้นย่อมาจากคำว่า Disc Jockey หมายถึง ผู้จัดรายการเพลง ผู้เลือกเพลง และเปิดเพลงเพื่อความบันเทิงแก่ผู้ฟัง โดยมีหน้าที่สร้างสรรค์บรรยากาศผ่านเสียงเพลง ทั้งในสถานีวิทยุ คลับ ผับ งานอีเวนต์ หรือผ่านแพลตฟอร์มออนไลน์ โดยใช้ทักษะการมิกซ์เพลง (Mixing) และการสแครชแผ่น (Scratching) เพื่อเชื่อมโยงเพลงให้ต่อเนื่องและน่าสนใจ

    ดีเจสามารถแบ่งประเภทได้ 5 กลุ่มหลัก คือ

    1. Radio DJ หรือดีเจจัดรายการวิทยุ พูดคุย เล่าเรื่องราวเกี่ยวกับเพลงและข้อมูลที่น่าสนใจ
    2. Club DJ ดีเจผู้เปิดเพลงตามคลับ ไนต์คลับ หรืองานปาร์ตี้ เน้นความสนุกสนานต่อเนื่อง
    3. Mobile DJ ดีเจผู้รับงานนอกสถานที่ เช่น งานแต่งงาน งานเลี้ยง งานอีเวนต์
    4. Producer/Remixer DJ ดีเจที่ทำเพลงเองหรือรีมิกซ์เพลงใหม่ ให้เหมาะกับการใช้งาน
    5. Turntablist ดีเจที่เน้นทักษะการสแครชแผ่น (Scratch) เพื่อสร้างจังหวะใหม่

    ตามหลักการแล้ว หน้าที่หลักของดีเจคือการคัดเลือกเพลงให้ตรงกับบรรยากาศ สถานที่ และกลุ่มผู้ฟัง จากนั้นจะมิกซ์เสียง เชื่อมโยงเพลงต่อเพลงให้ต่อเนื่องกัน โดยไม่สะดุด สร้างบรรยากาศ ใช้ดนตรีควบคุมอารมณ์คนฟังในปาร์ตี้

    อย่างไรก็ตาม การสำรวจของ Toolroom Academy พบว่า 76% ของศิลปินอิเล็กทรอนิกส์บอกว่ารายได้ไม่ยั่งยืน และ 82% ต้องมีงานประจำนอกวงการเพลงถึงจะอยู่ได้ โดยดีเจที่ทำงานเต็มเวลามีสัดส่วนถึง 56%

    ทางรอดของดีเจวันนี้คือการปรับตัวในหลายด้าน หนึ่งในนั้นคือการย้ายไปอยู่เมืองที่เป็นศูนย์กลางขนาดใหญ่ เช่น ลอนดอนที่มีโปรไฟล์ดีเจมากที่สุด 14,284 คน แอคทีฟ 18.8% ยังมีเบอร์ลิน และอัมสเตอร์ดัม ที่มีสถิติสูงมาก และการอยู่ในเมืองเหล่านี้ก็ย่อมเพิ่มโอกาสชัดเจน

    ดีเจบางรายเลือกสร้างโอกาสเองด้วยการจัดปาร์ตี้ หรืออีเวนต์ชั่วคราว ยังมีคลับอินดี้ที่ดีเจหลายคนหันมาจัดเองแบบไม่รอให้คนอื่นจ้าง เพราะโซเชียลมีเดียทำให้โปรโมตง่ายขึ้นมาก

    การสำรวจพบว่าดีเจวันนี้ไม่พึ่งพาแค่ค่าตัวงานแสดง แต่กว่า 16% ผลิตเพลงให้คนอื่น, 13% ทำซาวด์เอ็นจิเนียร์, 8% สอนคอร์สดีเจหรือโปรดักชัน ทั้งหมดเป็นการสร้างพอร์ตในอาชีพที่ยั่งยืนระดับหนึ่ง

    และที่สำคัญมากในปี 2026 คือการผลิตเพลง เนื่องจากดีเจที่โปรดิวซ์เพลงเอง จะได้เครดิตและงานมากกว่า แม้แต่ Jay Carder จาก Erbium Records ยังบอกว่าการมีเพลงปล่อยช่วยให้ได้งาน แต่ความเก่งในการทำดีเจและความเรียลส่วนตัว ก็สำคัญไม่แพ้กัน

    ดีเจตัวท็อป ทรงอิทธิพลโลก

    หากดูที่ชั้นบนสุดของพีระมิด พบว่าตัวเลขรายได้ปี 2025 ที่ดีเจระดับท็อปของโลกทำได้นั้นน่าสนใจมาก จากข้อมูลล่าสุดพบว่า Fred Again มีรายได้สูงสุดถึง 1.2 ล้านดอลลาร์ต่อคืน ขณะที่ Calvin Harris มีเรทที่ 1 ล้านเหรียญสหรัฐต่อคืน

    ยังมี David Guetta ที่ทำได้ 800,000 เหรียญ Martin Garrix และ Swedish House Mafia ที่ถูกบันทึกว่ามีรายได้ 750,000 เหรียญ มากกว่า Marshmello, Skrillex และ Alesso ที่ทำได้ 700,000 720,000 และ 350,000 เหรียญต่อคืนตามลำดับ

    นี่อาจเป็นเหตุผลที่เทศกาลใหญ่ยอมจ่ายแพง เพราะดีเจเหล่านี้สร้างช่วงเวลาหรือ moment ที่คุ้มค่ากับการแชร์บนโซเชียล กลายเป็นกระแส และดึงดูดผู้ชมหลักแสนคนได้จริง

    สำหรับดีเจส่วนใหญ่ ปี 2026 ย่อมเป็นปีแห่งการปรับตัว ด้วยการใช้ปัญญาประดิษฐ์ (AI) ช่วยสร้างประสบการณ์ ขณะเดียวกันก็ต้องขยายตลาด และหันมาสร้าง community แทนการแข่งขันแบบเดิม

    โครงสร้างตลาดดีเจโลก 2026 จึงเติบโตเป็นเศรษฐกิจพันล้านต่อไป

    ที่มา : Attackmagazine, Persistence Market Research, Furtados School of Music, Tribune, Doubleclap

    ]]>
    1561890
    จาก Beer People Festival สู่ People Festival 2026 ปลดล็อกงานเบียร์ สู่พื้นที่โอบรับทุกความ “คราฟต์” กับเป้าหมาย Oktoberfest แห่งภูมิภาค https://positioningmag.com/1561331 Thu, 26 Feb 2026 08:22:16 +0000 https://positioningmag.com/?p=1561331
  • Beer People Festival เปลี่ยนชื่อเป็น People Festival 2026 ก้าวข้ามจากแค่ขวดเบียร์ สู่พื้นที่เปิดกว้างสำหรับคนตัวเล็กทุกแขนงทั้งสุรา เบียร์ กาแฟ
  • ปีนี้จัดงานใหญ่วันที่ 6-8 มีนาคม 2569 ที่ช่างชุ่ย ตั้งเป้าทราฟฟิกทะลุ 50,000 คน เงินสะพัด 50 ล้านบาท
  • ปัจจุบันตลาดสุราชุมชนมีสัดส่วนราว 1-2% จากตลาดเครื่องดื่มแอลกอฮอล์ 400,000 ล้านบาท หากกฎหมายเปิดกว้าง ทำให้ชุมชนมีสินค้าพื้นบ้าน ประชาชนมีทางเลือก เป็น Soft Power ของประเทศไทยได้
  • มองเป้าหมายเป็น Oktoberfest แบบประเทศเยอรมนี เป็น Destination ที่ดึงดูดนักท่องเที่ยวทั่วโลก
  • People Festival 2026 ก้าวเข้าสู่ปีที่ 4 ในการจัดงานเหล้าเบียร์ที่ใหญ่ที่สุดในประเทศไทย ปีนี้เป็นปีแรกที่ Beer People Festival รีแบรนด์สู่ People Festival โดยตัดคำว่าเบียร์ที่เป็นหัวใจสำคัญของงานออก    เพื่อทลายกรอบบางอย่าง

    Positioning มีโอกาสพูดคุยกับพาร์ทเนอร์ผู้จัดงานทั้ง 3 ราย เบนซ์ – ธนากร ท้วมเสงี่ยม ผู้ก่อตั้งประชาชนเบียร์, ไอซ์ – วรุตม์ วิมลคุณารักษ์ ผู้ก่อตั้ง และครีเอทีฟ STUDIO11206 และเลียว – โอมา ส่งวัฒนา Managing Director ช่างชุ่ย Creative Park ผู้ที่มีความเชื่อว่าเครื่องดื่มแอลกอฮอล์คือ “วัฒนธรรมแห่งความสุข” ที่สามารถเป็น Soft Power ของไทยได้เหมือน Oktoberfest ของเยอรมนี หากกฎหมายเปิดกว้างขึ้น อุตสาหกรรมสุราพื้นบ้านนี้มีศักยภาพที่จะเติบโตจากสัดส่วน 2% ไปสู่ 10% ของมูลค่าตลาดรวมได้ไม่ยาก

    people festival

    “งานนี้ไม่ได้มาเพื่อเมาแล้วเละเทะ แต่มาเพื่อมอบพลังให้คนธรรมดาที่อยากเห็นการเปลี่ยนแปลงของประเทศไทยในเวอร์ชั่นที่สร้างสรรค์ที่สุด”

    ย้อนรอย Beer People Festival

    Beer People Festival ขึ้นชื่อว่าเป็นงานเทศกาลเหล้าเบียร์ที่ใหญ่สุดในประเทศไทย ก่อตั้งโดย 3 พาร์ทเนอร์ ประชาชนเบียร์, STUDIO11206 และชางชุ่ย

    ย้อนกลับไปเมื่อปี 2562 ได้ถือกำเนิดกลุ่ม “ประชาชนเบียร์” การรวมตัวกันของกลุ่มประชาชนคนตัวเล็กๆ ที่ต้องการเปลี่ยนแปลงประเทศด้วยเหล้าเบียร์ กลุ่มนี้เป็นคอมมูนิตี้ที่รวบรวมทั้งคนดื่ม คนต้ม คนขายเหล้าเบียร์ หรือ    อีโคซิสเท็มของแอลกอฮอล์ไว้ด้วยกัน เพราะเขามีความเชื่อว่าสามารถสร้างมูลค่าทางเศรษฐกิจได้ ถ้ากฎหมายเอื้อคนตัวเล็กๆ มากพอ จากนั้นในปี 2563 ได้มีงานรวมตัวกันของประชาชนเบียร์เป็นครั้งแรก งานที่ให้คนดื่ม คนต้ม    คนขายรวมตัวกัน

    เบนซ์ ธนากร ผู้ก่อตั้งประชาชนเบียร์ เล่าถึงจุดเริ่มต้นของการจัดงานเบียร์ครั้งแรกเมื่อ 6 ปีที่แล้ว สมัยที่เริ่มร่างพรบ.สุราก้าวหน้า ตอนนั้นเริ่มคุยกับนักการเมืองแล้วจัดกิจกรรมครั้งแรก เพื่อให้ประชาชนเข้าใจถึงกฎหมายนี้ อยากสร้างพื้นที่ที่เป็นอนาคต เมื่อกฎหมายร่างนี้ผ่าน แล้วเราอยากเห็นสิ่งนี้เกิดขึ้น จึงจัดงานแรกว่าประชาชนเบียร์ มีคนเข้าร่วมประมาณ 500 คน แล้วขยับมาเป็น Beer Day แล้วเป็น Beer People Festival ในปี 2565

    เบนซ์เสริมอีกว่า ในช่วงแรกเป็นการจัดกิจกรรมคนเดียว ดีลสถานที่เอง แล้วมีอุปสรรคเยอะ ทั้งเรื่องโดนเท เริ่มคิดว่าต้องหาคนคิดกิจกรรมให้งานสนุก มีคนแนะนำให้รู้จักไอซ์ STUDIO11206 ซึ่งไอซ์รู้จักกับเลียวช่างชุ่ยอยู่แล้ว ทุกอย่างเลยลงล็อกเป็น 3 พาร์ทเนอร์ที่ร่วมจัดงานอย่างลงตัว

    Beer People Festival เริ่มจัดครั้งแรกที่ช่างชุ่ยในปี 2567 ในตอนนั้นจัด 2 วัน มีคนเข้าร่วมงานกว่า 30,000 คน แล้วในปี 2568 มีคนเข้าร่วม 37,000 คน ปีนี้ตั้งเป้าผู้เข้าร่มงาน 50,000 คน

    เลียว โอมา Managing Director ช่างชุ่ย Creative Park เล่าว่า “ช่างชุ่ยเปิดมา 9 ปี ตั้งแต่วันแรกอุดมการณ์ของเราไม่เคยเปลี่ยน อยากเป็นพื้นที่สร้างการเปลี่ยนแปลงให้สังคม เรามีการปรับอยู่อย่างต่อเนื่องอยากทำให้ทุกมิติดีขึ้น ปีนี้มีการเปลี่ยน Landscape ครั้งใหญ่ มีการทุบอาคารในโครงการทิ้ง เพื่อเชื่อมพื้นที่ตรงกลางเข้าด้วยกันเป็นลานสุขใจ เพื่อให้ผู้คนในงานเพิ่มขึ้น เดินได้ไม่แออัด มีที่จอดรถเพิ่มขึ้น 100 คัน สิ่งอำนวนความสะดวกมากขึ้น”

    people festival

    ก้าวข้ามแก้ว “เบียร์” สู่พื้นที่ของ “คนตัวเล็ก”

    ถึงแม้ว่าชื่อเดิมจะเป็น Beer People Festival แต่เนื้อในไม่ได้มีแต่เบียร์เสียทีเดียว ยังประกอบไปด้วยเบียร์, สุรา, ไวน์, สาเก, วิสกี้, สาโท, ว้อดก้า, จิน, กาแฟ และกัญชา (แต่เดิมถูกกฎหมาย ปีนี้ไม่มีแล้ว) แต่พระเอกหลักของงานถูกขับเคลื่อนด้วยคราฟต์เบียร์ไทย และสุราพื้นบ้าน

    แต่ปีนี้ได้ปิดตำนาน Beer People Festival ด้วยการรีแบรนด์เหลือเพียงแค่ People Festival ตัดสินใจตัดคำว่าเบียร์ เพื่อโอบรับคำว่า People (ประชาชน) เพราะ DNA ของงานนี้ไม่ใช่แค่เรื่องเครื่องดื่ม แต่คือเรื่องของโอกาส และการสนับสนุนความฝัน ของคนตัวเล็กๆ ในสังคม

    เบนซ์ ธนากร เล่าถึงการเปลี่ยนชื่อครั้งนี้ว่า “การเปลี่ยนชื่อเป็น People Festival คือการหวนกลับไปหาจุดเริ่มต้นของเราคือประชาชน เทศกาลของเราไม่ได้มีแค่เบียร์ แต่เป็นพื้นที่ของคนมี passion ไม่ว่าคุณจะเป็นสายไวน์ เหล้าขาว เหล้าสี กาแฟ ไปจนถึงอาหารโฮมเมด ที่นี่คือจุดนัดพบของคนที่รักในสิ่งที่ตัวเองทำ จากวันที่เรามีคนร่วมงานหลักพันจน 40,000 คนในปีที่ผ่านมา เรามองเห็นโจทย์ที่ใหญ่กว่าคือ การส่งต่อโอกาสให้มากที่สุด เราเห็นพาร์ทเนอร์อีกหลายวงการที่อยากมาร่วมงาน แต่กำแพงชื่อเดิมทำให้เขาเข้าไม่ถึง เราจึงตัดคำว่าเบียร์ออก เพื่อเปิดประตูต้อนรับทุกความคราฟต์ให้เติบโตไปพร้อมกันในฐานะ People Festival”

    ไอซ์ วรุตม์ ผู้ก่อตั้งและครีเอทีฟ STUDIO11206 ได้ถ่ายทอดถึงเบื้องหลังงานดีไซน์และออกแบบกิจกรรมต่าง ๆ  ที่แฝงด้วยนัยสำคัญไว้อย่างน่าสนใจ

    “ย้อนกลับไปในปี 2566 เราเคยเขียนประโยคหนึ่งว่า “It’s not just Beer, it’s the People”’ เพราะดีเอ็นเอของเรามาจาก ประชาชนเบียร์ คำว่าประชาชนมันทรงพลังมาก เพราะนั่นคือเสียงที่ใหญ่ที่สุดในสังคม โจทย์ของเราในปีนี้จึงเลือกที่จะสื่อสารเรื่องการกดทับผ่านแถบเซนเซอร์สีดำคาดทับคำว่า BEER เพื่อเสียดสีข้อจำกัดทางกฎหมาย แต่มันกลายเป็นจุดเชื่อมต่อที่จะนำพาเราก้าวข้ามชื่อเดิมไปสู่เสรีภาพในนาม People Festival ขณะเดียวกันเราก็ทำหน้าที่เหมือนฝ่ายค้านภาคประชาชน ที่พยายามทำลายกำแพงกฎหมายที่กีดขวาง เพื่อเปิดพื้นที่ให้คนตัวเล็กๆ ได้แจ้งเกิดและเติบโตสู่ความเป็นมืออาชีพ เราจึงสร้าง Ecosystem ขึ้นมาเพื่อพิสูจน์ให้เห็นว่า หากเปลี่ยนข้อจำกัดเป็น โอกาส เราจะสร้างทั้งงาน วัฒนธรรม และขับเคลื่อนเศรษฐกิจไทย เราจะเห็นศักยภาพที่ยิ่งใหญ่ของคนไทยที่กฎหมายอาจยังก้าวไปไม่ถึง”

    ปีนี้จะมีสัดส่วนร้านค้าแบ่งเป็นเครื่องดื่มแอลกอฮอล์ 60% และร้านอาหารทั่วไป 40% โดยที่เครื่องดื่มแอลกอฮอล์มีกว่า 400 ร้านค้า หรือกว่า 1,000 รสชาติ แบ่งเป็น เบียร์ 60% เหล้า 30% และ 10% ไวน์ สาเก วิสกี้ และอื่นๆ

    เรียกได้ว่าทั้งสายดื่ม และไม่ดื่ม ก็สามารถมาแฮงก์เอาต์ ดื่มด่ำ ล้อมวงเสวนากาแฟ พร้อมกับความรู้ภายในงานได้

    สุราชุมชน เม็ดเงินแค่ 2%

    แม้พรบ.สุราก้าวหน้า หรือกฎหมายปลดล็อกสุราชุมชนฉบับล่าสุด ที่ผ่านสภามาแล้วเมื่อเดือนม.ค. 2568 มุ่งเน้นแก้ไขกฎหมายสรรพสามิตมาตรา153 เพื่อยกเลิกเงื่อนไขการผลิตขั้นต่ำ เช่น โรงเบียร์ต้องผลิตขั้นต่ำ 10 ล้านลิตร/ปี หรือต้องมีทุนจดทะเบียน 10 ล้านบาท ทำให้รายย่อยคราฟต์เบียร์ หรือสุราชุมชนผลิตได้จริง ลดการผูกขาด เพิ่มการแข่งขัน และส่งเสริมเศรษฐกิจท้องถิ่น

    people festival

    แต่ข้อจำกัดบางอย่างก็ยังไม่ได้เอื้อให้รายย่อยลืมตาอ้าปากได้เท่าไหร่นัก พบว่าตลาดเครื่องดื่มแอลกอฮอล์ในประเทศไทยปีละ 400,000-500,000 ล้านบาท แต่สุราพื้นบ้าน และคราฟต์เบียร์มีสัดส่วนเพียงแค่ 2-3% หรือมูลค่ามาเกิน 20,000-30,000 ล้านบาท มองว่าถ้าตลาดมีการเปิดกว้างกว่านี้ โอกาสไปถึง 10% ได้ เม็ดเงินจะหมุนเวียนในชุมชนมากขึ้นกว่านี้ และผู้บริโภคก็มีทางเลือกมากขึ้น เทียบกับประเทศญี่ปุ่นที่มีเหล้าเบียร์เป็นหมื่นแบรนด์ เยอรมนีก็มีหลายพันแบรนด์ แต่ประเทศไทยมีสุราจดทะเบียนรวม 2,000 ใบ หรือมีแบรนด์รวมกันราวพันกลางๆ แบรนด์

    เบนซ์ ธนากรบอกว่า ข้อจำกัดหลักของการผลิตคราฟต์เบียร์ หรือสุราชุมชนส่วนใหญ่อยู่ที่การผลิต วัตถุดิบส่วนใหญ่ต้องนำเข้า เช่น มอลต์ต้องนำเข้า เพราะ 80-90% มอลต์ในไทยทำไม่ได้ ยีสต์ก็ต้องนำเข้า โรงงานขวดส่วนใหญ่ก็เป็นของผู้เล่นรายใหญ่ รายเล็ก 90% ต้องซื้อขวด กับฝาจากจีน ส่วนภาษีก็เป็นกำแพงใหญ่ที่ทำให้รายเล็กขายยากขึ้น เพราะต้นทุนแพงก็ต้องขายแพงขึ้น

    ประชาธิปไตยในแก้วเครื่องดื่ม ครั้งแรกกับการเลือกตั้งภาคประชาชน

    ไฮไลต์ที่ทำให้งานปีนี้ดูขบถ และสนุกกว่าทุกครั้ง คือกิจกรรม “การเลือกตั้งเครื่องดื่มภาคประชาชน” ที่จำลองระบอบประชาธิปไตยมาไว้ในงานอย่างเต็มรูปแบบ แบรนด์คราฟต์กว่า 400 แบรนด์ที่ส่งสินค้ามาประชันกว่า 1,000 รสชาติ จะไม่ได้ถูกตัดสินโดยผู้ทรงคุณวุฒิเพียงไม่กี่คน แต่จะถูกตัดสินโดยคะแนนเสียงโหวตบริสุทธิ์จากผู้ร่วมงานกว่า 50,000 คน

    “หนึ่งคน หนึ่งสิทธิ์ หนึ่งเสียง” คือกติกาที่นี่ ผู้ผลิตต้องขึ้นเวทีปราศรัยเพื่อเล่าถึงแพสชั่น ประวัติศาสตร์ และรสชาติที่พวกเขากลั่นออกมาจากหัวใจ เพื่อมัดใจผู้โหวต รางวัล People’s Choice จึงไม่ใช่แค่โล่เกียรติยศ แต่คือเสียงสะท้อนจากตลาดที่แท้จริงว่าผู้บริโภคต้องการอะไร

    ความพิเศษของการเลือกตั้งครั้งนี้ก็คือ มีการจับรางวัลแก่ผู้โชคดีที่โหวตรสชาติในดวงใจ รางวัลก้คือรับเบียร์ที่โหวตฟรี 1 ปี

    สู่หมุดหมาย Oktoberfest

    นอกเหนือจากอุดมการณ์ People Festival ยังทำหน้าที่เป็น Global Destination ที่ตั้งเป้าดึงดูดนักท่องเที่ยวต่างชาติถึง 40% หลังพบสัญญาณชัดเจนจากดีลเลอร์ทั่วโลก ทั้งจากอังกฤษ ออสเตรเลีย อเมริกา และหลายประเทศในเอเชีย ที่บินตรงมาเพื่อเจาะลึกศักยภาพเครื่องดื่มคราฟต์สัญชาติไทย โดยเป็นพื้นที่ในการเจรจาธุรกิจได้

    พาร์ทเนอร์ทั้ง 3 มองไกลถึงอยากให้ People Festival เป็น Soft Power ให้ประเทศไทย เป็นเหมือนเทศกาล Oktoberfest ของประเทศเยอรมนี ดึงดูดนักท่องเที่ยวทั่วโลกไม่ว่าจะเป็นนักดื่ม หรือนักสร้างสรรค์ทั่วไป เพราะเป็นพื้นที่ที่เปิดกว้างแก่ทุกคน โดยอยากให้รัฐเปลี่ยนมุมมอง และให้เครื่องดื่มคราฟต์เป็นสะพานเชื่อม จะทำให้ตลาดไปไกลมากกว่านี้ได้

    ไฮไลต์ห้ามพลาดใน People Festival 2026 วันที่ 6-8 มีนาคม 2569 ที่ช่างชุ่ย

    • คลังแสงเครื่องดื่มจากทั่วโลก : ขนทัพเหล้า, เบียร์, ไวน์, ค็อกเทล และสาโท จากทั่วประเทศและหลากสัญชาติกว่า 400 แบรนด์ รวมกว่า 1,000 รสชาติ จัดเต็มพื้นที่ 12 ไร่
    • เลือกตั้งสุราและเบียร์ประชาชน : ใช้สิทธิ์ในมือคุณร่วมกำหนดทิศทางรสชาติที่ผู้ชนะ 1 คน 1 สิทธิ์ 1 เสียง ผ่านการลงทะเบียนหน้างาน
    • สภากาแฟ : แหล่งรวมโรงคั่วขนาดเล็กและร้านกาแฟคุณภาพที่ทีมงานคัดสรรมาเพื่อคอกาแฟโดยเฉพาะ
    • ดนตรีและกิจกรรมเสวนา : เพลิดเพลินกับดนตรีสดตลอด 3 วันเต็ม พร้อมเวทีเสวนาในหัวข้อ “การขับเคลื่อนประเทศด้วยเครื่องดื่มแอลกอฮอล์” พร้อมชวนทุกกลุ่มมาร่วมสร้างสรรค์ประเด็นปัญหาของตนเอง

    People Festival 2026 ชวนเมาไม่ขับ เดินทางด้วยขนส่งสาธารณะ มีรถสองแถว รับ-ส่ง ฟรี จาก MRT สายสีน้ำเงิน สถานีสิรินธร และ รถไฟฟ้าสายสีแดง สถานีบางบำหรุ ตลอดงาน

    ]]>
    1561331
    TIARA BEAUTY พลิกเกม Red Ocean ขอเป็นเบอร์หนึ่งตลาด “คิ้ว” เพราะคนไทยลอยัลตี้งานคิ้ว-ตา ใช้ดีก็ใช้ยาว https://positioningmag.com/1560416 Thu, 19 Feb 2026 09:11:14 +0000 https://positioningmag.com/?p=1560416
  • TIARA BEAUTY เครื่องสำอาง 70 ล้าน กับการเติบโตแบบ Niche Market เน้นตลาดคิ้ว เพราะไม่มีเจ้าตลาดตัวจริง
  • ปีนี้ตั้งเป้ารายได้ 150 ล้านบาท ดึง “ดิว อริสรา” เป็นพรีเซ็นเตอร์ เพราะเป็นตัวแม่คิ้วดุ้ง คิ้วฟู
  • หนีตลาดความงามที่สุดจะทะเลแดงเดือด ด้วยสินค้าที่ตัวเองถนัด อินไซต์คนไทยถ้าใช้ผลิตภัณฑ์คิ้ว และตาตัวไหนดี จะใช้ยาว ไม่ค่อยเปลี่ยนแบรนด์
  • จากแม่ค้าออนไลน์ สู่การปั้นแบรนด์บิวตี้ 70 ล้าน

    ตลาดความงามยังคงเป็นตลาดที่มีการแข่งขันกันดุเดือด เป็นตลาด Red Ocean ในทุกยุคทุกสมัย แต่ก็ยังมีแบรนด์ใหม่เกิดขึ้นอยู่ตลอดเวลา ตอบรับกับเทรนด์ T-Beauty ที่คนไทยนิยมแบรนด์บิวตี้สัญชาติไทยมากขึ้น ทำให้หลายแบรนด์มีการเติบโตถึงระดับร้อยล้านพันล้าน

    TIARA BEAUTY (เทียร่า บิวตี้) เป็นหนึ่งในแบรนด์บิวตี้ที่เพิ่งแจ้งเกิดได้ไม่นานนัก โดย “ตาบู – สุวพัชญ์ อิทธิพหลภัสร์” ผู้ก่อตั้งวัย 34 ปี ที่เริ่มต้นจากการเป็นพนักงานประจำ ควบคู่กับแม่ค้าขายสินค้าออนไลน์ เป็นตัวแทนจำหน่ายตัวท็อปที่สร้างยอดขาย 100-200 ล้าน/ปี

    หลังจากนั้นในปี 2020 ก็เริ่มผันตัวทำแบรนด์เครื่องสำอางเป็นของตัวเอง ใช้ชื่อว่า TIARA มีความหมายว่ามงกุฎ หรือรัดเกล้า วางจุดยืนเป็นแบรนด์บิวตี้ที่อยู่เคียงข้างผู้หญิง Selfmade หรือผู้หญิงที่สร้างตัวด้วยตัวเอง เลยอยากส่งต่อแบรนด์ที่สร้างพลังบวก สร้างแรงบันดาลใจให้มีความมั่นใจ

    สุวพัชญ์ เล่าว่า “ในตอนนั้นเริ่มสร้างแบรนด์ด้วยเงินลงทุนก้อนแรก 1 ล้านบาท ออกสินค้าตัวแรกคือลิปสติก 6 เฉดสี ตอนแรกมีความคิดว่าเป็นตัวแทนจำหน่ายที่มียอดขายดี ขายเก่ง มีกลุ่ม Community ของตัวแทนด้วยกันเอง ก็เลยคิดว่าสามารถสร้างแรงกระเพื่อมได้ แค่เปลี่ยนจากคนขายคนอื่น มาขายของตัวเอง ซึ่งมีรายละเอียดเยอะมากทั้งเรื่องสินค้า เงินลงทุน องค์กร พนักงาน ต้องเรียนรู้อยู่ตลอด”

    จับจุดได้ด้วย “งานคิ้ว” หมัดฮุกสู้ตลาดทะเลเดือด

    ข้อมูลจากสมาคมคลัสเตอร์เครื่องสำอางไทยมีการคาดการณ์ว่า ตลาดความงามในประเทศไทยมีมูลค่าสูงถึง 400,000 ล้านบาท มีการเติบโตต่อเนื่องทุกปี มีการแข่งขันที่สูง ถึงแม้ว่ากลุ่ม Brow & Eye Makeup หรือกลุ่มงานคิ้ว และตาจะเป็นสัดส่วนที่น้อยมาก แต่ก็พบว่ามีช่องว่างในตลาดสูง เพราะไม่มีเจ้าตลาดที่ชัดเจน ทำให้ TIARA เริ่มมองเห็นโอกาสในตรงนี้

    หลังจากที่ออกลิปเป็นสินค้าตัวเอง ก็มีออกตัวแป้งพัฟ และคลีนซิ่งออยล์ จนในปี 2022 ได้เปิดตัวสินค้ากลุ่มคิ้วก็คือ SlimMe Brow pencil และ FixMe Brow Mascara เรียกได้ว่าเป็นจุดเปลี่ยนสำคัญของแบรนด์ก็ว่าได้ จนในปี 2025 ได้ขึ้นแท่นเป็นฮีโร่โปรดักส์ของแบรนด์ สร้างยอดขายมหาศาล

    สุวพัชญ์ เล่าถึงอินไซต์ของคนไทยว่า ให้ความสำคัญกับคิ้วเป็นพิเศษ ก่อนออกจากบ้านถ้าไม่ได้แต่งหน้า แต่ต้องเขียนคิ้วสักอย่างก็ยังดี ซึ่งตลาดนี้ไม่มีเจ้าตลาดชัดเจน แต่ถ้าแบรนด์ไหนทำดี ลูกค้าใช้แล้วดีจะมีลอยัลตี้ยาว เพราะไม่อยากไปลองของใหม่ ซึ่ง TIARA ได้เปิดตลาดมาสคาร่าคิ้ว สร้างจุดเด่นที่มี 6 เฉดสี จากปกติที่แบรนด์อื่นในตลาดจะมี 1-3 เฉดสีเท่านั้น

    ปัจจุบัน TIARA มีสินค้าแบ่งออกเป็น 4 กลุ่ม ได้แก่ 1. เครื่งสำอางสี ลิปสติกต่างๆ 2. กลุ่มผิว แป้งพัฟ รองพื้น คุชชั่น 3. กลุ่มคิ้ว และตา 4. คลีนซิ่งออยล์ โดยที่กลุ่มคิ้ว และตามีสัดส่วนรายได้มากถึง 90% รองลงมาคือกลุ่มลิปสติก

    โดยกลุ่มคิ้วมีสินค้าทั้งหมด 20 SKU ราคาเริ่มต้นที่ 129 บาท เป็นแบบซองซาเช่ ดินสอเขียนคิ้ว 159 บาท TintMe Brow 289 บาท และ FixMe Brow Mascara ราคา 390 บาท

    ดึง “ดิว อริสรา” เป็น Brow Icon

    ด้วยความที่มีฮีโร่โปรดักส์เป็นสินค้ากลุ่มคิ้ว ปีนี้ TIARA จึงอยากยกระดับสถานะแบรนด์เป็น Brow Icon ที่เชี่ยวชาญด้านคิ้วจริงจัง จึงเลือก“ดิว อริสรา” มารับหน้าที่ TIARA Brow Icon เพราะดิวมีภาพจำที่ทรงอิทธิพลที่สุดในเรื่อง “คิ้วเป๊ะ” ของเมืองไทย การร่วมงานครั้งนี้จึงเป็นการทำ Authority Marketing ที่ช่วยโอนถ่าย DNA ความมั่นใจและความเป็นมืออาชีพมาสู่แบรนด์อย่างชัดเจน ช่วยขยายฐานลูกค้าจากกลุ่ม Niche เข้าสู่กลุ่ม Mass-Aspiration ได้อย่างรวดเร็ว

    “ที่เลือกดิวเพราะความคิ้วเป๊ะ จากอินไซต์ของสาวๆ ไทยพบว่าหลายคนอยากมีคิ้วสวยแบบดิว ใช้ภาพดิวเป็น Ref  ในการแต่งหน้า สักคิ้ว กลายเป็นว่าภาพจำของดิวคือต้นแบบของคิ้ว ตัวแม่คิ้ว ดิว = คิ้ว จึงเลือกมาเป็นพรีเซ็นเตอร์”

    ในปี 2025 TIARA มีรายได้รวม 70 ล้านบาท มีการเติบโตต่อเนื่อง 5 ปี ในปีนี้ตั้งเป้ารายได้ที่ 150 ล้านบาท และในปี 2027 มีรายได้ 300 ล้านบาท โดยมีแผนขยายไลน์สินค้ากลุ่มงานผิว ที่ออกแบบมาเพื่อสภาพผิวคนไทยโดยเฉพาะ พร้อมวางหมุดหมายเป็นแบรนด์อันดับหนึ่งด้านงานคิ้วในใจผู้หญิงไทย

    ]]>
    1560416
    วิเคราะห์ Louis Vuitton ทำไมเปิด “โรงแรม” ทั้งที่ CEO บอกว่าจะไม่สร้างโรงแรม!? https://positioningmag.com/1559876 Tue, 17 Feb 2026 14:44:09 +0000 https://positioningmag.com/?p=1559876 มกราคม 2026 เบอร์นาร์ด อาร์โนลด์ (Bernard Arnault) ประธานเจ้าหน้าที่บริหารของ LVMH ออกมาประกาศชัดเจนว่าจะไม่มีโรงแรมแบรนด์ Louis Vuitton อย่างที่หลายคนคาดเดาในโลกออนไลน์ โดยอธิบายว่าต้องการรักษาโฟกัสเกมค้าปลีกให้แบรนด์ จึงไม่มีนโยบายกระจายสมาธิไปที่ธุรกิจอื่น

    แต่แล้วในกุมภาพันธ์ปีเดียวกัน Louis Vuitton กลับเปิด “โรงแรม” Louis Vuitton Hotel Bangkok ที่ใจกลางกรุงเทพฯ ตามหลังโรงแรมป็อบอัปในเซี่ยงไฮ้ นิวยอร์ก และ Louis Vuitton Maison ที่โซลซึ่งทุกคนต้องจองคิวกันยาว

    นี่ไม่ใช่การกลับลำคำพูด แต่ Louis Vuitton กำลังเล่นเกมเล่าเรื่องที่แตกต่างจากร้านป็อบอัปของแบรนด์คู่แข่ง การที่แบรนด์หรูระดับโลกอย่าง LV ลุกขึ้นมาทำโรงแรมจำลอง หลังจากที่ CEO บอกว่าจะไม่ทำธุรกิจโรงแรม นั้นสร้างผลพลอยได้ให้แบรนด์มากมายในแง่ดึงดูดความสนใจ โดยรักษาความเชื่อมโยงกับวัฒนธรรมท้องถิ่นได้แน่น และยัง positioning ว่าเป็นบ้านหรูที่คิดใหม่ทำใหม่ แต่ก็ยึดถือแอบอิงกับรากเหง้าทรงคุณค่า โดยไม่ต้องเสี่ยงทำธุรกิจโรงแรมจริง

    ย้อนรอย CEO พูดว่าอะไร?

    ย้อนไปเมื่อวันที่ 27 มกราคม 2026 พ่อใหญ่ Bernard Arnault ประธานและ CEO ของ LVMH กลุ่มบริษัทแม่ของ Louis Vuitton ได้ให้สัมภาษณ์ในงานแถลงผลประกอบการปี 2025 ที่ปารีส โดยพูดชัดเจนว่า Louis Vuitton จะไม่สร้างโรงแรม เพราะแบรนด์ต้องการโฟกัสที่ความเชี่ยวชาญหลักอย่างเครื่องหนังและสินค้าเพื่อการเดินทาง แทนที่จะกระจายธุรกิจออกไป ซึ่งอาจทำให้แบรนด์เจือจางตัวตน โดยเฉพาะในช่วงที่ยอดขาย luxury ชะลอตัว

    การปิดประตูเรื่องสร้างโรงแรม เพื่อรักษาความแข็งแกร่งของแบรนด์ในฐานะผู้นำด้าน craftsmanship นั้นเป็นเรื่องเข้าใจได้ เพราะการเปิดโรงแรมถาวรต้องใช้ทรัพยากรมหาศาล ต้องดูแลระยะยาว และที่สำคัญ คืออาจจะเปลี่ยน DNA ของแบรนด์จากบ้านสินค้าหรู ไปเป็นค่าย hospitality business ซึ่งไม่ใช่สิ่งที่ Louis Vuitton ต้องการ

    แล้วทำไม LV ถึงเปิด Louis Vuitton Hotel ในหลายเมืองใหญ่? คำตอบคือนี่ไม่ใช่โรงแรมจริง แต่เป็นการจัดพื้นที่แสดง pop-up experiential installation ชั่วคราว เพื่อฉลองครบ 130 ปี ลาย Monogram ที่ Georges Vuitton สร้างขึ้นในปี 1896

    Louis Vuitton ใช้คอนเซ็ปต์ “โรงแรมจำลอง” เพื่อเล่าเรื่องราวจุดเริ่มต้นของแบรนด์ทั้งในมุมความชำนาญและความสุนทรีย์ในการเดินทาง แม้จะใช้คำว่า Hotel แต่ก็ไม่ใช่โรงแรมจริง เพราะเป็นพื้นที่ชั่วคราวที่เนรมิตให้มองเป็นโรงแรมที่มีห้องต่าง ๆ แต่ละห้องอุทิศให้กับ 5 ไลน์สินค้าหลักทั้ง Keepall, Speedy, Alma, Neverfull และ Noé ทุกห้องจะมีการจัดแสดงชิ้นงานน่าสนใจ และบางแห่งมีบาร์แชมเปญ ยิม เฉลียง พื้นที่บริการซ่อมกระเป๋า และพื้นที่สั่งทำชิ้นงานตกแต่งส่วนตัว

    ก้าวแรกของการเปิด Louis Vuitton Hotel ในปีนี้นั้นเริ่มที่เซี่ยงไฮ้ ประเทศจีน ช่วงมกราคม 2026 บนถนน Wukang Road ซึ่งเป็นจุดเริ่มต้นการเฉลิมฉลองระดับโลก จากนั้นจึงขยายมาที่นิวยอร์กในเดือนเดียวกันบนถนน Prince Street ด้วยกำหนดการเปิดยาวถึงเมษายน 2026 ถัดมาคือโซล ในฐานะส่วนหนึ่งของเส้นทางทัวร์เอเชีย ล่าสุดคือกรุงเทพฯ ประเทศไทย ที่วางกรอบเวลาเปิดให้ชมตั้งแต่ 11 ก.พ. – 15 มี.ค. 2026 ที่บ้านตรอกถั่วงอก ย่านเยาวราช ชุมชนจีนเก่าแก่อายุเกิน 100 ปี

    ตัวคอนเซ็ปต์โรงแรม Louis Vuitton Hotel นั้นเกิดขึ้นเพื่อกระจายธีมเฉลิมฉลองให้ให้ถึงตลาดสำคัญของแบรนด์ โดยเลือกสถานที่เก่าแก่เพื่อเชื่อมโยงกับเรื่องราวการท่องเที่ยวและประวัติศาสตร์ Louis Vuitton ผลลัพธ์คือ Louis Vuitton เป็นกระแส ถูกกล่าวขาน และมีการแชร์หรือเปิดชมสูงมาก ผู้คนแห่กันจองช่วงเวลาเข้าชมผ่านเว็บไซต์ hotel-bangkok.louisvuitton.com จนเต็มอย่างรวดเร็ว ท่ามกลางสื่อดังทั่วโลกอย่าง CN Traveller, ELLE, Travel + Leisure, Esquire, Times of India ล้วนรายงานและรีวิวว่าเป็นสถานที่น่าสนใจมากในกรุงเทพฯ

    การใช้คำว่า ”โรงแรม” นั้นทำให้เกิดการบอกต่อปากต่อปาก รวมถึงมีการแชร์ต่อบนสื่อโซเชียลทั้ง Instagram, TikTok ตัวแฟนคลับนั้นไม่เพียง check-in แต่ยังมีส่วนร่วมกับแบรนด์ ทำให้รู้สึกอินกับ Louis Vuitton เพราะมีความเชื่อมต่อทางอารมณ์ผ่านการเล่าเรื่อง ผู้คนจึงรู้สึกเป็นส่วนหนึ่งของมรดกที่ Louis Vuitton ถือครองมาตลอด 130 ปี

    นอกจากราคาลงทุนที่สบายกระเป๋ากว่าสร้างโรงแรมถาวร การทำตลาดด้วยโรงแรมป็อบอัป Louis Vuitton Hotel ยังให้อิมแพคที่สูงมาก ทั้งทราฟฟิกไปร้านเรือธงแห่งอื่นในเมืองนั้นที่เพิ่มขึ้น และยอดขายสินค้าเอ็กซ์คลูซีฟที่มีเฉพาะสาขาป็อบอัป ทั้งหมดนี้เกิดขึ้นได้เพราะแรงดึงดูดเหล่าแฟชั่นนิสต้าให้แห่มาจับจ่าย ซึ่งจุดนี้ บางรายงานวิเคราะห์ว่าอาจเป็นปรากฏการณ์ทดลองเพื่อค้นหาคู่มือทางรอดแห่งอนาคตของ Louis Vuitton ในยุคเศรษฐกิจผันผวน ซึ่งแม้จะไม่มีตัวเลขยอดขายที่ชัดเจน แต่จากแพตเทิร์นการตั้งป็อบอัป Louis Vuitton Hotel มักนำไปสู่ยอด engagement สูง บนยอดวิวทั่วโซเชียลที่มีมูลค่ามหาศาลจากอินฟลูเอนเซอร์ จนมีผลช่วยดันยอดขายหน้า counter ที่ตกลงในบางตลาดช่วงปี 2025

    ตัวเลขผลประกอบการปี 2025 กลุ่มธุรกิจ Fashion & Leather Goods ของ LVMH ซึ่ง Louis Vuitton เป็นแบรนด์หลัก ชี้ว่ามีรายได้ 37.8 พันล้านยูโร ลดลง 5% จากปีก่อน (จาก 41 พันล้านยูโร) และกำไรจากการดำเนินงานลด 13% เหลือ 13.2 พันล้านยูโร แต่ป็อบอัปเหล่านี้ช่วยกระตุ้นดีมานด์ได้ในช่วงต้น 2026 โดยเฉพาะในตลาดเอเชียที่ฟื้นตัวชัดเจน

    Louis Vuitton Hotel ต่างจากป็อบอัปของแบรนด์อื่น

    Hermès นั้นเคยทำร้านป็อบอัปชั่วคราวในเมืองต่างๆ แต่โฟกัสไปที่การขายสินค้า limited edition โดยมีการจัดแสดงนิทรรศการชื่อ Hermès Heritage ซึ่งเน้นบอกเล่าเรื่องราวแบรนด์และฝีมือที่เชี่ยวชาญ โดย Hermès ไม่ได้แตะประสบการณ์ด้านการเสิร์ฟเครื่องดื่มหรือ dining experience ในระดับที่ Louis Vuitton ทำ เรียกว่าเน้น product craftsmanship เป็นหลัก

    ฝั่ง Dior นั้นมี Café Dior ในร้าน flagship store หลายแห่ง เช่นที่โซล และเซี่ยงไฮ้ โดยป็อบอัปอย่าง Miss Dior Exhibition นั้นโฟกัสที่ประสบการณ์ครบวงจรเกี่ยวกับน้ำหอม ความแตกต่างคือ Dior Café เปิดให้คนทั่วไปเข้าได้ง่ายกว่า และไม่ได้ exclusive แบบ Louis Vuitton

    ขณะที่ Chanel เคยทำศาลาศิลปะเคลื่อนที่ Mobile Art Pavilion ที่ออกทัวร์ไปทั่วโลก ออกแบบโดย Zaha Hadid เพื่อเน้นนำเสนอเรื่องศิลปะและแฟชั่น สำหรับ Coco Café นั้นเปิดในบางช่วงเวลา เน้นความเป็น Parisian chic หรือไลฟ์สไตล์สุดชิคของคนปารีส โดดเด่นเรื่องการเป็นพื้นที่ชั่วคราวสำหรับแสดงศิลปะมากกว่าธีมแลนด์มาร์ก อย่างที่ Louis Vuitton เน้น

    ส่วน Gucci นั้นเปิด Gucci Osteria ร้านอาหาร Michelin-star โดยเชฟ Massimo Bottura ในฟลอเรนซ์ แอลเอ และโตเกียว ขณะที่ Gucci Garden ในฟลอเรนซ์นั้นเป็นทั้งพิพิธภัณฑ์ กึ่งร้านค้า และกึ่งร้านอาหารแบบถาวร จุดนี้แตกต่างเพราะ Gucci ปักหลักพัฒนาสถานที่อย่างจริงจัง ตัวร้านได้ดาว Michelin star และเปิดให้คนทั่วไปเข้าได้ ไม่เหมือนกับ Louis Vuitton ที่คงกำหนดให้ผู้เข้าชมต้องจองเวลา และไม่ใช่โรงแรมจริง

    หากมองเร็วๆ เสียงวิจารณ์ชี้ว่าป็อบอัปของ Gucci นั้นไม่ลึกซึ้งเท่า LV ที่ใช้แรงบันดาลใจเรื่องโรงแรมในการเล่าเรื่อง storytelling ที่ยาวนาน ซึ่งอาจส่งผลให้ Louis Vuitton ได้แรงเชื่อมทางอารมณ์ที่เหนียวแน่นกว่า ส่วนนี้อาจเป็นหนึ่งในปัจจัยที่ทำให้ Gucci ไม่ทรงพลังในปี 2025 โดยยอดขายลดหนัก 22% เหลือ 6 พันล้านยูโร และต้นสังกัดอย่าง Kering ประกาศตัวเลขกลุ่มรวมลดลง 10% เหลือ 14.7 พันล้านยูโร แม้ Gucci จะตีตื้นขึ้นได้ในไตรมาส 4 จากคอลเลกชันใหม่ ช่วยให้หุ้นพุ่งขึ้นไม่ดิ่งเหวได้สำเร็จ

    สรุปแล้ว Louis Vuitton ไม่ได้ทำผิดคำพูดของ CEO ที่ว่าจะไม่สร้างโรงแรม สิ่งที่เกิดขึ้นคือ LV กำลังเปลี่ยนนิยามของพื้นที่ร้านหรือ retail space ให้กลายเป็นจักรวาลที่ลูกค้ามาใช้ชีวิตกับแบรนด์ ซึ่งเป็นเหตุผลที่หลายแบรนด์หรูระดับโลกกำลังคิดแบบนี้ในยุคที่การแข่งขันไม่ได้อยู่ที่สินค้าอีกต่อไป แต่อยู่ที่ประสบการณ์ที่ควรต้องไม่มีแบรนด์ใดจะเลียนแบบได้

    และกรณีการเปิด “โรงแรม” ของ Louis Vuitton ทั้งที่ CEO บอกว่าจะไม่ทำ ก็อาจมอบประสบการณ์ที่ถือว่ามีมูลค่ามากกว่าห้องพักในโรงแรมจริงเสียอีก

    ที่มา : Skift, Travelmole, Cntraveller, Kering, LVMH

    ]]>
    1559876
    เบื้องหลัง Dear Tummy ไลฟ์สไตล์ ซูเปอร์มาร์เก็ตสีชมพูของไอคอนสยาม โตเงียบๆ แต่ฟาดเรียบ 500 ล้านแล้ว https://positioningmag.com/1559275 Wed, 11 Feb 2026 11:52:42 +0000 https://positioningmag.com/?p=1559275
  • Dear Tummy ซูเปอร์มาร์เก็ตสีสันสดใส สาขาแรก และสาขาเดียวที่ไอคอนสยาม ปัจจุบันเปิดให้บริการ 6 ปี วางจุดยืนเป็นไลฟ์สไตล์ ซูเปอร์มาร์เก็ตที่ปรับตามพฤติกรรมลูกค้า
  • ชื่อของ Dear Tummy มีความหมายว่าเป็นจดหมายรักถึงท้อง สื่อถึงการใส่ใจในการคัดสรรวัตถุดิบอาหารการกิน
  • ในปี 2568 สร้างรายได้ 500 ล้านบาท ในปีนี้ตั้งเป้าเติบโต 20% 
  • จากจดหมายรักถึงท้อง สู่ Adaptive Retail 

    ตลาดค้าปลีกในประเทศไทยมีการเปลี่ยนแปลงอย่างรวดเร็ว ทั้งในเรื่องโมเดล คอนเซ็ปต์ใหม่ รวมไปถึงสินค้า เพื่อให้ตอบรับกับพฤติกรรมผู้บริโภคที่เปลี่ยนแปลงอยู่ตลอดเวลา ทำให้ได้เห็นบรรดาผู้เล่นค้าปลีกหลายรายมีการปรับตัวเพื่อให้ครองใจผู้บริโภคอย่างต่อเนื่อง

    ส่วนใหญ่แล้วศูนย์การค้าแต่ละแห่งต่างมี “ซูเปอร์มาร์เก็ต” เป็นของตัวเอง เพื่อเป็นแหล่งช้อปปิ้งของเหล่าแม่บ้านเวลามาเดินห้างฯ อย่างเซ็นทรัลก็มีแบรนด์ท็อปส์ ส่วนเดอะมอลล์ก็มีกูร์เมต์ มาร์เก็ต ซึ่งก็ขยายสาขาเป็นเงาตามตัวศูนย์การค้า

    ในขณะที่ “ไอคอนสยาม” ที่ขอสร้างความแปลกใหม่ ไม่เลือกใช้กูร์เมต์ มาร์เก็ตที่เป็นแบรนด์ของพันธมิตร ขอปั้นแบรนด์ Dear Tummy (เดียร์ ทัมมี่) เป็นของตัวเอง วางจุดยืนเป็นไลฟ์สไตล์ ซูเปอร์มาร์เก็ต โดยใช้ “สีชมพู” หวานแหววเพื่อสร้างความแตกต่างจากตลาด 

    Dear Tummy เปิดทำการครั้งแรกเมื่อปลายปี 2562 หลังจากไอคอนสยามเปิดมาแล้ว 1 ปี โดย “ชยะพงส์ นะวิโรจน์” กรรมการ บริษัท อินเตอร์มาร์ท (ไทยแลนด์) จำกัด เป็นเจ้าของโปรเจคต์ที่ริเริ่ม Dear Tummy ภายใต้พื้นที่กว่า 2,000 ตารางเมตร ณ ชั้น G ไอคอนสยาม ใช้งบลงทุนรวม 100 ล้านบาท

    Dear Tummy

    โอ๊ต – ชยะพงส์ นะวิโรจน์ เป็นที่รู้จักกันดีกันในนามทายาทเดอะมอลล์ เป็นบุตรชายของลักขณา นะวิโรจน์ ก่อนหน้านี้ทำธุรกิจด้านการเกษตร ปัจจุบันเป็น CEO ของโครงการสุขสยาม และ Dear Tummy ของไอคอนสยาม

    ชยะพงส์เริ่มเล่าว่า เหตุผลที่ไอคอนสยามไม่ใช้แบรนด์กูร์เมต์ มาร์เก็ตเป็นซูเปอร์มาร์เก็ตในศูนย์การค้า เพราะอยากได้ประสบการณ์ใหม่ และความแปลกใหม่ไปพร้อมกับไอคอนสยาม เลยปั้นแบรนด์ใหม่ขึ้นมา และตั้งชื่อว่า Dear Tummy ใช้คอนเซ็ปต์การเขียนจดหมายรักถึงท้อง เพราะ Tummy เป็นคำแสลงที่แปลว่าท้อง สื่อถึงความใส่ใจ และคัดสรรสิ่งดีๆ ให้กับท้อง และร่างกายนั่นเอง

    ขายของตาม Mission ลูกค้า

    ด้วยความที่ Dear Tummy เป็นแบรนด์ใหม่แบรนด์เดียวที่เกิดมาพร้อมกับไอคอนสยาม ยังไม่มีโมเดลสำเร็จเหมือนกับแบรนด์อื่นๆ ทำให้มีการเรียนรู้ และปรับอยู่เรื่อยๆ จนปัจจุบันเรียกได้ว่าเป็นโมเดลที่ลงตัวที่สุด ซึ่งภายในประกอบด้วย 5 โซน ครอบคลุมสินค้ากว่า 20,000 รายการ ได้แก่

    1. Taste of Thailand : สวรรค์ของนักท่องเที่ยว แหล่งรวบรวมของฝากจากประเทศไทยกว่า 1,000 รายการ ขนาดพื้นที่กว่า 200 ตารางเมตร รวมของฝากสุดฮิตทั้งผลไม้อบแห้ง ยาดม ยาหม่อง พร้อมด้วยการจัดส่งถึงสนามบิน และโรงแรม ซึ่งโซนนี้กลายเป็นโซนที่มียอดใช้จ่ายต่อบิล (Ticket Size) สูงสุด

    Dear Tummy

    2. Foods Market : ตอบโจทย์คนที่อยากทานทันทีด้วยร้านอาหารกว่า 20 ร้าน ครอบคลุมทั้งสตรีทฟู้ดและอาหารนานาชาติ

    Dear Tummy

    3. Dear Wellness : จุดหมายของคนรักสุขภาพ สินค้าเพื่อสุขภาพ และความงาม ยา และเวชภัณฑ์ต่างๆ เตรียมขยายพื้นที่ในช่วงปลายไตรมาส 1 ปี 2569

    4. Lifestyle Supermarket : สินค้าอุปโภคบริโภคครบครัน ทั้งไทย และนำเข้า มีไฮไลต์ที่โซน Meats & Seafood ด้วยปูจากสุราษฎร์ธานีที่ทำงานร่วมกับชาวประมงท้องถิ่นโดยตรง 

    5. Grab & Go : จุดซื้อของกิน ของใช้แบบร้านสะดวกซื้อ นำนวัตกรรม Gravity-Feed จากเยอรมนี มาใช้ในโซนนี้ เพื่อความสะดวก และรวดเร็วในการหยิบสินค้า ลดระยะเวลาการจัดเรียง และทำให้ภาพลักษณ์ของร้านดูเป็นระเบียบอยู่เสมอ

    ตั้งแต่เปิดให้บริการมาร่วม 6 ปี กำลังก้าวเข้าสู่ปีที่ 7 Dear Tummy ใช้ความเป็น Adaptive Retail โดยใช้ดาต้าเป็นตัวนำทาง พบว่าพฤติกรรมลูกค้าที่มาช้อปปิ้งมีความหลากหลาย ไม่ได้หยุดอยู่แค่การมาซื้อของกินเข้าบ้าน หรือซื้อของไปทำกับข้าว แต่มี Mission ที่ชัดเจนต่างกันไป แบ่งเป็น 5 Mission หลักๆ

    • Mission 1: อยากซื้อของฝาก เป็นกลุ่มนักท่องเที่ยวเสียส่วนใหญ่ ทำให้ Dear Tummy มีโซน Taste of Thailand ที่รวมของฝากยอดฮิต พร้อมบริการส่งถึงสนามบิน/โรงแรม
    • Mission 2 : อยากกินตอนนี้ ทำให้ต้องมีโซน Foods Market ที่รวม 20 ร้านอาหารชื่อดังให้เลือก
    • Mission 3 : อยากซื้อแล้วเดินกิน ด้วยโซน Grab & Go หยิบแล้วจ่ายเงิน แล้วเดินต่ออย่างสบายใจ
    • Mission 4 : อยากจะดูแลตัวเอง ก็มีโซน Dear Wellness ที่เติบโตเร็วถึง 20% ตอบโจทย์สายสุขภาพ
    • Mission 5 : อยากจะซื้อกลับไปทำอาหารที่บ้าน ก็มีโซนอาหารสด อาหารแห้งมากมาย

    เจาะอินไซต์นักช้อปทั่วโลก 105 สัญชาติ

    ปัจจุบัน Dear Tummy มีสัดส่วนลูกค้าต่างชาติสูงถึง 75% และลูกค้าคนไทย 25% โดยมีลูกค้าต่างชาติแวะเวียนมากถึง 105 สัญชาติ กลุ่มลูกค้าหลัก 5 อันดับแรก ได้แก่ จีน, เกาหลีใต้, ไต้หวัน, ญี่ปุ่น และฮ่องกง ซึ่งแต่ละสัญชาติมีพฤติกรรมที่น่าสนใจ:

    • ชาวเกาหลี และจีน กลุ่มนี้มักมาพร้อม “เช็กลิสต์” ที่ชัดเจน เน้นซื้ออาหารอบแห้ง และกลุ่มสินค้าเวลเนส เนื่องจากมีไฟลต์บินที่ไม่ไกลจากไทยมากนัก ก็มักจะซื้อของฝากกลับไปเยอะ ชาวจีนมักซื้ออาหารกลับไปเยอะ ส่วนเกาหลีชอบมะม่วงอบแห้ง ทองม้วน ส่วนชาวอาเซียน เวียดนาม สิงคโปร์ มาเลเซียคุ้นเคยกับอาหารอยู่แล้ว อาจจะซื้อไม่เท่าชาวจีน
    • ชาวยุโรป กลุ่มนี้จะมีการต่อเครื่อง หรือไฟลต์บินยาว จะไม่ค่อยซื้อของกิน จะให้ความสำคัญกับสินค้าที่ “ยูนีค” และสะท้อนความเป็นไทย เช่น ยาดม หรือพวงกุญแจช้าง และมักเน้นการชิมสินค้าในสถานที่มากกว่าการซื้อฝากจำนวนมาก

    เมื่อถามว่าด้วยความที่สัดส่วนลูกค้าต่างชาติมากถึง 75% มีความเสี่ยงหรือไม่ ชยะพงส์ตอบว่า เสี่ยงแน่นอน แต่ยังคงเชื่อมั่นในประเทศไทยที่เป็นจุดหมายปลายทางของนักท่องเที่ยวทั่วโลก และตอนนี้ไอคอนสยามเองก็เป็นหนึ่งในเดสติเนชั่นที่ชาวต่างชาติต้องมาเยือนเมื่อมาไทย ทำให้ไม่กังวลมากนัก

    ในปี 2568 Dear Tummy ทำรายได้ 500 ล้านบาท โดยมี Transactions กว่า 1 ล้านครั้ง ในปี 2569 ตั้งเป้าเติบโต 20% และกำลังศึกษาโมเดลการขยายสาขา โดยเล็งนำแบรนด์ Dear Wellness ไปขยายต่อในรูปแบบ Specialty Store

    เพราะด้วยความที่มี 1 สาขา ก็ทำให้เป็นจุดแข็งในการเซตระบบ เซต Culture ชยะพงส์บอกว่า “ตอนนี้แข็งแรงแล้ว เตรียมพร้อมที่จะขยายต่อ แต่กำลังศึกษาว่าจะขยายโมเดลไหน”

    ]]>
    1559275