Digital

สรุป 3 แพ็กเกจใหม่จาก 'Meta' ที่เร่งหารายได้ใหม่ หลังเผาเงินไปกับ AI

meta

Naomi Gleit ผู้อำนวยการฝ่ายผลิตภัณฑ์ของ Meta ประกาศเปิดตัวแพ็กเกจ Subscription ใหม่อย่างเป็นทางการทั่วโลก โดยเตรียมรวมบริการเหล่านี้ไว้ภายใต้แบรนด์ “Meta One” ซึ่งครอบคลุมทั้งฟีเจอร์เสริมบน Facebook / Instagram / WhatsApp รวมถึงบริการด้าน AI และเครื่องมือสำหรับครีเอเตอร์กับธุรกิจ

แพ็กเกจเหล่านี้ถูกออกแบบมาเป็นทางเลือกเสริม (Add-ons) สำหรับผู้ใช้ที่ต้องการฟีเจอร์เพิ่ม คนที่ใช้ AI หนัก ๆ รวมถึงกลุ่มครีเอเตอร์และธุรกิจ โดยแบ่งออกเป็น 3 กลุ่มหลัก ดังนี้

1. Instagram Plus และ Facebook Plus

สำหรับกลุ่มผู้ใช้ทั่วไปที่อยากได้ฟีเจอร์เพิ่ม (Plus Packages) ราคาประมาณ 2.99/เดือน (ราว 98 บาท) โดยจะปลดล็อกฟีเจอร์เพิ่มเติม เช่น การปักหมุดแชตได้มากขึ้น, ธีมแอปแบบเอ็กซ์คลูซีฟ, เสียงเรียกเข้าเฉพาะตัว และสติกเกอร์พรีเมียม

2. สาย AI (Meta One สำหรับ Meta AI)

สำหรับผู้ใช้ที่ใช้งาน Meta AI ในการทำงาน เจนภาพ วิดีโอ หรือวิเคราะห์ข้อมูล โดย Meta เริ่มทดสอบในบางประเทศแล้ว ซึ่งจะออกมา 2 แพ็กเกจ ได้แก่

- Meta One Plus: ราคา $7.99/เดือน (ราว ๆ 260 บาท) สำหรับคนที่เริ่มใช้ AI เกินโควตาฟรี

- Meta One Premium: ราคา $19.99/เดือน (ราว ๆ 650 บาท) ปลดล็อกขีดจำกัดขั้นสูง ได้โควตาเจนภาพ/วิดีโอเพิ่มขึ้น และเข้าถึงโหมดการคิดวิเคราะห์ขั้นสูง (Thinking Mode)

3. กลุ่มครีเอเตอร์และธุรกิจ

ก่อนหน้านี้ Meta มีแพ็กเกจ Meta Verified แล้ว ครั้งนี้ก็ได้ออกมาอีก 2 แพ็กเกจ ได้แก่

- Meta One Essential: นอกจากจะได้เครื่องหมายติ๊กถูกสีฟ้า (Verified) จะยังได้ระบบป้องกันการโดนปลอมแปลงบัญชี และเครื่องหมายลิงก์ขั้นสูงเพื่อโปรโมตแอป/เว็บ ในราคา $14.99/เดือน (ราว ๆ 490 บาท) 

- Meta One Advanced: ราคา $49.99/เดือน (ราว ๆ 1,600+ บาท) แพ็กเกจใหญ่สายธุรกิจ ได้การเปิดการมองเห็น (Visibility) ที่สูงขึ้นในฟีดและผลการค้นหาบน Facebook/IG, เครื่องมือวิเคราะห์กลุ่มเป้าหมายเชิงลึก, และระบบส่งคำเชิญกดติดตามอัตโนมัติ

หลังการประกาศแพ็กเกจใหม่ หุ้น Meta ปรับตัวขึ้นราว 3% มาอยู่แถว 635 - 638 ดอลลาร์ เนื่องจากนักวิเคราะห์ในวอลล์สตรีทมองว่า นี่คือ “เครื่องมือทำเงินก้อนใหม่” ที่จะช่วยรองรับต้นทุนมหาศาลจากการลงทุนด้าน AI ของบริษัท จากที่ก่อนหน้านี้ Meta ถูกกดดันอย่างหนัก หลังประกาศทุ่มงบลงทุน (Capital Expenditure) สูงถึง 125,000 - 145,000 ล้านดอลลาร์ เพื่อสร้าง Data Center และโครงสร้างพื้นฐานสำหรับ AI

นอกจากนี้ ตลาดยังมองว่า Meta กำลังพยายาม “กระจายความเสี่ยงจากรายได้โฆษณา” เพราะที่ผ่านมา รายได้ส่วนใหญ่ของบริษัทยังคงพึ่งพา Advertising Revenue เป็นหลัก ซึ่งมีความผันผวนตามภาวะเศรษฐกิจ

ดังนั้น การเพิ่มโมเดล Subscription ทั้งในกลุ่ม Plus และ Meta One จะช่วยสร้างรายได้แบบ Recurring Revenue หรือรายได้ประจำรายเดือนให้บริษัทมากขึ้น นักวิเคราะห์มองว่า หากมีผู้ใช้ Facebook และ Instagram ทั่วโลกเพียง 1-2% ยอมจ่ายเงินสำหรับฟีเจอร์พรีเมียม ก็อาจกลายเป็นกระแสเงินสดก้อนใหญ่ที่ช่วยผลักดันกำไรของ Meta ได้อีกในระยะยาว