กวัก โน-จุง (Kwak Noh-jung) ประธานเจ้าหน้าที่บริหาร (CEO) ของ SK Hynix บริษัทผู้ผลิตชิปยักษ์ใหญ่จากเกาหลีใต้ ได้ออกมาให้สัมภาษณ์พิเศษกับทาง Reuters ในวันเดียวกับที่บริษัทได้นำหุ้นเข้าซื้อขายในตลาดหลักทรัพย์ Nasdaq ของสหรัฐฯ เป็นวันแรก โดยเขาชี้ให้เห็นว่า วิกฤตชิปขาดแคลนระลอกใหญ่กำลังมา
วิกฤตชิปขาดแคลนระลอกใหญ่ที่สุดกำลังจะมา
กวัก โน-จุง คาดการณ์ว่า ปี 2027 จะเป็นปีที่ย่ำแย่ที่สุดในประวัติศาสตร์ของอุตสาหกรรมในแง่ของ "การผลิตชิปไม่ทันต่อความต้องการ" แม้ว่าตอนนี้บริษัทจะพยายามเร่งขยายโรงงานและเพิ่มกำลังการผลิตอย่างเต็มที่แล้วก็ตาม แต่ความต้องการชิปจากลูกค้าทั่วโลกนั้นพุ่งสูงขึ้นเร็วเกินกว่าที่โรงงานจะผลิตได้ทัน
ไม่เพียงแค่ปี 2027 เท่านั้น แต่ SK Hynix ประเมินว่า ความต้องการของลูกค้าจะยังคงสูงกว่ากำลังการผลิตของบริษัทลากยาวไปจนเลยปี 2030 ส่งผลให้ตอนนี้พฤติกรรมของลูกค้าเปลี่ยนไป คือหันมาเซ็น "สัญญาระยะยาว" กันมากขึ้น เพราะทุกคนต่างกลัวว่าจะไม่มีชิปใช้ในอนาคต
ชิปที่เป็นปัญหาหลักในตอนนี้คือชิปหน่วยความจำความเร็วสูงประเภท HBM (High-Bandwidth Memory) ซึ่งเป็นหัวใจสำคัญที่ต้องใช้ควบคู่กับชิปประมวลผลกราฟิก (GPU) ในการประมวลผลระบบ AI (เช่น ชิปของ Nvidia และ AMD)
โดยการผลิตชิป HBM นั้นมีความซับซ้อนและต้องใช้แผ่นเวเฟอร์ (แผ่นซิลิคอนที่เป็นสารตั้งต้น) มากกว่าชิปความจำทั่วไป (DDR5) ส่งผลให้กำลังการผลิตชิปภาพรวมลดลง ซึ่งก่อนหน้านี้ เจนเซน หวง (Jensen Huang) ซีอีโอของ Nvidia และสถาบันการเงินอย่าง UBS ก็เคยออกมาคาดการณ์ในทำนองเดียวกันว่า ชิปฝั่ง AI จะขาดแคลนไปอีกหลายปี และ SK Hynix จะยังคงเป็นซัพพลายเออร์หลักของ Nvidia ต่อไป
จะเกิดอะไรกับอุตสาหกรรม?
อย่างแรกเลยก็คือ ราคาชิปอาจพุ่งสูงขึ้น เนื่องจากชิป HBM มีราคาแพงกว่าชิปทั่วไปหลายเท่าอยู่แล้ว และเมื่อของขาดตลาด ราคาอาจจะยิ่งดีดตัวสูงขึ้นไปอีก และนั่นจะส่งผลให้ ต้นทุนการสร้าง Data Center แพงขึ้นไปอีก โดยนักวิเคราะห์จาก BofA Securities คาดว่าเม็ดเงินลงทุน (CapEx) ในโครงสร้างพื้นฐานของ Cloud และ AI ทั่วโลกจะพุ่งสูงถึง 1.5 ล้านล้านดอลลาร์ ภายในปี 2027 ซึ่งต้นทุนที่เพิ่มขึ้นนี้อาจจะถูกส่งต่อไปยังผู้บริโภคในรูปแบบของ ค่าบริการ AI ที่แพงขึ้น ในอนาคต
อย่างไรก็ตาม ทาง SK Hynix กำลังพิจารณาพื้นที่ตั้งโรงงานเพิ่มเติม โดยมองหาที่ที่มีที่ดิน ไฟฟ้า น้ำ และแรงงานฝีมือดีในราคาที่แข่งขันได้ ซึ่งตอนนี้กำลังเล็ง ๆ ทั้งใน สหรัฐฯ, ญี่ปุ่น และเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ (อาเซียน) แต่ยังไม่ได้ตัดสินใจขั้นเด็ดขาด
ทั้งนี้ ในวันเปิดตัววันแรกบนกระดาน Nasdaq หุ้นของ SK Hynix พุ่งทะยานขึ้นไปถึงประมาณ 13.3% - 14.8% (ปิดแถว ๆ 168-170 ดอลลาร์) หลังจากที่ก่อนหน้านี้ทำสถิติระดมทุนจากการขายหุ้นให้กับนักลงทุนต่างชาติได้สูงถึง 2.65 หมื่นล้านดอลลาร์ ซึ่งถือเป็นการ IPO ของบริษัทต่างชาติที่ใหญ่ที่สุดในประวัติศาสตร์ตลาดหุ้นสหรัฐฯ