Digital

'Lenovo' ชี้ AI บูมดันชิปขาดแคลน ดันพีซีแพง 60% เซิร์ฟเวอร์พุ่ง 4 เท่า แต่องค์กรยังแห่ลงทุน แม้ต้นทุนพุ่ง

ท่ามกลางกระแสการลงทุน AI ที่เร่งตัวขึ้นทั่วโลก องค์กรธุรกิจกำลังเผชิญโจทย์ที่สวนทางกัน ด้านหนึ่งต้องเร่งลงทุนเพื่อไม่ให้เสียความสามารถในการแข่งขัน แต่อีกด้านกลับต้องรับมือกับต้นทุนฮาร์ดแวร์ที่พุ่งสูงและข้อจำกัดของระบบเดิมที่ยังไม่พร้อมรองรับ AI

LENOVOAI-01_1.jpg

องค์กร 96% เตรียมอัดงบ AI เพิ่ม

วรพจน์ ถาวรวรรณ กรรมการผู้จัดการ Lenovo ประจำประเทศไทยและภูมิภาคอินโดจีน กล่าวว่า ผลสำรวจ CIO Playbook 2026 ที่ Lenovo ทำร่วมกับ IDC ระบุว่า 96% ของผู้ตอบแบบสำรวจวางแผนเพิ่มงบลงทุนด้าน AI เฉลี่ย 15% จากปีก่อน ขณะที่ 67% ของ CIO ในองค์กรชั้นนำได้นำ Agentic AI มาประยุกต์ใช้ในกระบวนการทำงานแล้วในปี 2026 สะท้อนว่าการใช้ AI กำลังขยับจากเครื่องมือช่วยตอบคำถามไปสู่ระบบที่สามารถดำเนินงานตามเป้าหมายและทำงานหลายขั้นตอนได้มากขึ้น

อย่างเช่น Waymo บริการรถแท็กซี่ไร้คนขับในสหรัฐฯ ซึ่งมีผู้ใช้งานราว 4 ล้านทริปต่อเดือน โดยมองว่าตัวอย่างนี้สะท้อนให้เห็นว่าการใช้งาน AI ไม่ได้จำกัดอยู่แค่การถามตอบกับแชตบอต แต่กำลังเข้าไปอยู่ในระบบปฏิบัติการของธุรกิจที่ต้องประมวลผลข้อมูลอย่างต่อเนื่อง

เมื่อ AI ขยายตัวไปยังรถยนต์อัจฉริยะ โทรศัพท์มือถือ คอมพิวเตอร์ และระบบประมวลผลขององค์กร ความต้องการชิป หน่วยความจำ และเซิร์ฟเวอร์จึงเพิ่มขึ้นตามไปด้วย อย่างไรก็ตาม การเพิ่มงบลงทุนและเริ่มนำ AI มาใช้ไม่ได้หมายความว่าทุกองค์กรพร้อมขยายการใช้งานได้ทันที เพราะยังมีข้อจำกัดด้านข้อมูล โครงสร้างพื้นฐาน ต้นทุน และธรรมาภิบาล AI

ราคา PC ขึ้นกว่า 60% เซิร์ฟเวอร์สูงขึ้น 4 เท่า

การใช้งาน AI ที่เพิ่มขึ้นอย่างมหาศาลกำลังทำให้ความต้องการทรัพยากรประมวลผลเติบโตแบบก้าวกระโดดจนเกิดปัญหาขาดแคลนชิปและหน่วยความจำ โรงงานผลิตรายใหญ่ที่สุด 3 แห่งของโลกมีกำลังการผลิตรวมกันราว 200,000 เพตะไบต์ ขณะที่ปริมาณคำสั่งซื้อที่รอการผลิตและส่งมอบสูงถึง 800,000 เพตะไบต์

ส่งผลให้เห็นการปรับขึ้นราคาสินค้าในตลาดตั้งแต่เดือนพฤศจิกายน 2025 จนถึงปัจจุบัน ราคา PC ปรับขึ้นมาแล้วกว่า 60% ตัวอย่างที่เห็นชัดคือคอมพิวเตอร์สำหรับเล่นเกม ซึ่งปรับขึ้นจากประมาณ 24,000 บาท เป็น 44,000 บาท ขณะที่เซิร์ฟเวอร์สำหรับองค์กรซึ่งเคยมีราคาประมาณ 7 ล้านบาท ปรับขึ้นเป็น 28 ล้านบาท หรือเพิ่มขึ้นราว 4 เท่า

เขาคาดว่าแนวโน้มนี้ยังไม่มีสัญญาณยุติในอนาคตอันใกล้ แม้อัตราการปรับขึ้นอาจไม่รุนแรงเท่าช่วงที่ผ่านมา เพราะความต้องการยังสูงกว่าซัพพลาย โดยราคามีแนวโน้มเพิ่มขึ้นต่อเนื่องไปจนถึงสิ้นปี 2026

ส่วนช่วงต้นปี 2027 ราคาจะเริ่มทรงตัวหรือไม่ ขึ้นอยู่กับว่าจะมีผู้เล่นรายใหม่เข้ามาเพิ่มกำลังการผลิตหรือไม่ รวมถึงความต้องการสินค้าจะลดลงมากน้อยเพียงใด เนื่องจากหลายอุตสาหกรรมหันมาใช้ AI มากขึ้น ขณะที่จำนวนผู้ผลิตไม่ได้เพิ่มขึ้นทันกับความต้องการ

"อาจต้องรออย่างน้อยถึงกลางปี 2027 ราคาสินค้าไอทีจึงมีโอกาสเริ่มปรับลดลง หากโรงงานผลิตชิปแห่งใหม่เพิ่มปริมาณสินค้าเข้าสู่ตลาดได้จริง" วรพจน์ กล่าว

องค์กรเร่งใช้ AI แต่ข้อมูลยังไม่พร้อม

แม้โมเดล AI จะมีความสามารถสูงขึ้น แต่จากกรณีศึกษาที่ Lenovo ทำร่วมกับลูกค้าในหลายประเทศ วรพจน์พบว่า หลายองค์กรยัง ติดปัญหาตั้งแต่ขั้นพื้นฐาน องค์กรจำนวนมากต้องการนำ LLM หรือโมเดลภาษาขนาดใหญ่เข้ามาใช้ แต่ข้อมูลยังอยู่ใน “ลิ้นชัก”

คำถามสำคัญจึงไม่ใช่แค่จะเลือกโมเดลใด แต่ต้องถามก่อนว่าข้อมูลถูกแปลงเป็นดิจิทัลและจัดเก็บอยู่บนแพลตฟอร์มที่พร้อมใช้งานแล้วหรือยัง

อีกปัญหาคือโครงสร้างพื้นฐานเดิมไม่สามารถรองรับรูปแบบการทำงานของ AI ได้อย่างมีประสิทธิภาพ เทคโนโลยีเก่าบางระบบทำงานร่วมกับระบบประมวลผลความเร็วสูงไม่ได้ ทำให้เกิดความหน่วง หรือ Latency และส่งผลต่อประสบการณ์ใช้งาน

ยิ่งเมื่อ AI ขยับจากการตอบคำถามไปสู่ Agentic AI ที่สามารถดำเนินงานหลายขั้นตอน และ Physical AI ที่ทำงานร่วมกับอุปกรณ์จริง ความต้องการด้านการประมวลผลก็ยิ่งกระจายออกจากศูนย์ข้อมูลไปยังอุปกรณ์ปลายทางและพื้นที่ปฏิบัติงานมากขึ้น

ผลสำรวจ CIO Playbook 2026 ระบุว่า 86% ของผู้ตอบต้องการสถาปัตยกรรม Hybrid Infrastructure สำหรับงาน AI ซึ่งผสมผสานการประมวลผลภายในองค์กรหรือ Edge เข้ากับระบบ Cloud ขณะที่ครึ่งหนึ่งของเงินทุนที่ใช้ลงทุน AI มาจากหน่วยธุรกิจที่ไม่ใช่ฝ่ายไอที สะท้อนว่า AI กำลังกลายเป็นเรื่องของทั้งองค์กร ไม่ใช่เฉพาะแผนกเทคโนโลยีอีกต่อไป

อย่างไรก็ตาม มีเพียงประมาณ 1 ใน 3 ขององค์กรเท่านั้นที่มีแนวปฏิบัติด้านธรรมาภิบาล AI ที่พัฒนาไปถึงระดับเติบโตเต็มที่ นั่นหมายความว่า เงินลงทุนอาจเพิ่มขึ้นอย่างรวดเร็ว แต่การเตรียมข้อมูล การวางระบบควบคุม และการกำหนดผู้รับผิดชอบยังเป็นช่องว่างที่องค์กรต้องเร่งปิด

ใช้ AI มากกว่า 4.3 ชั่วโมงต่อวัน อาจถึงจุดที่ Cloud ไม่คุ้ม

อีกโจทย์ที่ทำให้ Hybrid AI มีความสำคัญมากขึ้นคือต้นทุน วรพจน์อ้างถึงงานวิจัยของ Lenovo ซึ่งระบุว่า หากองค์กรใช้งาน AI มากกว่า 4.3 ชั่วโมงต่อวัน การจ่ายค่าบริการ Cloud Subscription อาจไม่คุ้มค่าเมื่อเทียบกับการลงทุนระบบประมวลผลภายในองค์กร โดยเขาเรียกจุดนี้ว่า Tipping Point

เหตุผลคือค่าใช้จ่ายของ AI ไม่ได้จบลงเมื่อองค์กรซื้อหรือเลือกใช้โมเดล แต่ยังมีต้นทุนจากการประมวลผลต่อเนื่องตามปริมาณการใช้งาน โดยเฉพาะเมื่อระบบต้องรับคำขอจำนวนมากหรือทำงานตลอดวัน

วรพจน์กล่าวว่า ต้นทุนยิ่งเป็นประเด็นสำคัญในช่วงที่ธุรกิจต้องเผชิญแรงกดดันหลายด้าน ทั้งความเสี่ยงทางภูมิรัฐศาสตร์ แนวโน้มภาษีที่สูงขึ้น และเงินเฟ้อ ทุกองค์กรจึงต้องประเมินให้ชัดว่าการลงทุน AI จะสร้างผลตอบแทนได้จริงหรือไม่

แนวคิด Hybrid AI ของ Lenovo จึงเป็นการเลือกใช้ทรัพยากรหลายรูปแบบร่วมกัน โดยให้งานที่ต้องการความยืดหยุ่นหรือกำลังประมวลผลสูงใช้ Cloud ขณะที่งานที่มีการใช้งานต่อเนื่องหรือต้องควบคุมข้อมูลเป็นพิเศษ อาจนำมาประมวลผลภายในองค์กรหรือบนอุปกรณ์ปลายทาง

Lenovo AI Express แก้ปัญหารอเซิร์ฟเวอร์หลายเดือน

เมื่อองค์กรต้องการลงทุน AI แต่ติดปัญหาการรอเซิร์ฟเวอร์และ GPU นานหลายเดือน ระยะเวลาส่งมอบจึงกลายเป็นอีกปัจจัยที่อาจทำให้ธุรกิจเสียโอกาส รวมถึงปัญหาในการดึงข้อมูลมาใช้

นี่จึงเป็นโจทย์ที่ Lenovo พยายามเข้าไปแก้ด้วยกลยุทธ์ Hybrid AI ซึ่งผสมผสานการประมวลผลบนอุปกรณ์ ภายในองค์กร และบน Cloud ให้เหมาะกับลักษณะการใช้งาน แทนที่จะพึ่งพาระบบใดระบบหนึ่งเพียงอย่างเดียว

ดังนั้น Lenovo จึงพัฒนาโปรแกรม AI Express เพื่อเร่งส่งมอบเซิร์ฟเวอร์และโซลูชัน AI โดยวรพจน์ระบุว่าปัจจุบันบริษัทสามารถลดเวลารอเหลือประมาณ 25 วัน จากเดิมที่อาจนานถึง 8–9 เดือน

เบื้องหลังบริการนี้คือ การบริหารซัพพลายเชนและโควตา GPU ร่วมกับ NVIDIA โดย Lenovo มีเครือข่ายโรงงาน 33 แห่งใน 30 ประเทศ และสามารถจัดส่งเซิร์ฟเวอร์ AI ได้ภายในประมาณ 15–25 วันทำการ หลังผ่านกระบวนการตรวจสอบและยืนยันความต้องการของลูกค้า

ทั้งนี้ AI Express มีชุดติดตั้งและสเปกมาตรฐานที่ออกแบบและตรวจสอบไว้ล่วงหน้า รองรับตั้งแต่งาน AI Inferencing ไปจนถึงการพัฒนา Generative AI ขนาดใหญ่ เพื่อช่วยลดความซับซ้อนและระยะเวลาในการนำระบบไปใช้งาน

วรพจน์ระบุว่าบริษัทตั้งเป้าให้ AI Express เป็นช่องทางส่งมอบที่รวดเร็ว และจะให้บริการต่อเนื่องแม้ซัพพลายกลับสู่ภาวะปกติ

จาก Hybrid AI ถึง Small AI ทางเลือกสำหรับ SME

Hybrid AI ไม่ได้หมายความว่าต้องดึงข้อมูลทั้งหมดกลับมาเก็บในองค์กร หรือเลิกใช้ Cloud โดยสิ้นเชิง แต่เป็นการจัดสรรงานระหว่างระบบ On-Premises, Edge Computing และ Cloud ตามความเหมาะสม

ขณะเดียวกัน Lenovo ยังนำเสนอแนวคิด Small AI สำหรับธุรกิจขนาดกลางและขนาดย่อมที่ต้องการใช้ AI เพิ่มขีดความสามารถในการแข่งขัน แต่ไม่สามารถลงทุนโครงสร้างพื้นฐานขนาดใหญ่ได้เหมือนบริษัทข้ามชาติ

“Data ที่อยู่กับเราคือ Data ที่ปลอดภัยที่สุด”

ความปลอดภัยของข้อมูลเป็นอีกเหตุผลที่ทำให้องค์กรต้องพิจารณาว่าจะให้ AI ประมวลผลข้อมูลที่ใด วรพจน์กล่าวถึงความกังวลเกี่ยวกับการใช้ AI Agent และการแลกเปลี่ยนข้อมูลข้ามแพลตฟอร์ม โดยมองว่าหากองค์กรไม่สามารถควบคุมข้อมูลและระบบที่เกี่ยวข้องได้ ก็อาจเพิ่มความเสี่ยงต่อข้อมูลสำคัญและความลับทางธุรกิจ

แนวคิดนี้เป็นที่มาของการให้ความสำคัญกับ Responsible AI และ Hybrid AI ซึ่งช่วยให้องค์กรเลือกได้ว่างานใดควรประมวลผลในระบบภายใน งานใดสามารถใช้ Cloud และข้อมูลใดไม่ควรถูกส่งออกไปยังบริการภายนอก

ในฝั่งผู้ใช้งานทั่วไป Lenovo กำลังผลักดันแนวคิด Personal AI Twins หรือฝาแฝดดิจิทัลส่วนตัว โดยมี Lenovo Qira เป็นหนึ่งในระบบที่บริษัทนำเสนอ โดย Qira ถูกออกแบบให้ประมวลผลบนอุปกรณ์ หรือ On-Device AI และสามารถทำงานบางอย่างแบบออฟไลน์ได้ เช่น ค้นหาไฟล์ วิเคราะห์ข้อมูล สรุปเนื้อหาการประชุม และแปลภาษา โดยไม่จำเป็นต้องเชื่อมต่ออินเทอร์เน็ตสำหรับงานเหล่านั้น

การประมวลผลบนอุปกรณ์ช่วยลดการส่งข้อมูลบางประเภทออกไปยังบริการภายนอก และอาจช่วยลดการพึ่งพาค่าบริการ Cloud ในงานที่รองรับ แต่ไม่ได้หมายความว่าความเสี่ยงด้านความปลอดภัยจะหมดไปทั้งหมด เพราะยังต้องพิจารณาการจัดเก็บข้อมูล การควบคุมสิทธิ์ และมาตรการรักษาความปลอดภัยของอุปกรณ์ด้วย

Lenovo รายได้ 26.9 พันล้านดอลลาร์ ธุรกิจ AI คิดเป็น 35% ของรายได้

ข้อมูลผลประกอบการระบุว่า ในไตรมาส 1 ปีงบประมาณ 2026/27 ซึ่งสิ้นสุดเดือนมิถุนายน 2026 Lenovo มีรายได้ 26,900 ล้านดอลลาร์สหรัฐ เพิ่มขึ้น 43% จาก 18,800 ล้านดอลลาร์ในช่วงเดียวกันของปีก่อน

ขณะที่กำไรสุทธิหลังปรับปรุงรายการ (Adjusted Net Income) เพิ่มขึ้น 176% จาก 389 ล้านดอลลาร์ เป็นประมาณ 1,100 ล้านดอลลาร์ ทะลุหลัก 1,000 ล้านดอลลาร์เป็นครั้งแรก ถือเป็นไตรมาสที่แข็งแกร่งที่สุดในประวัติศาสตร์ของกลุ่มบริษัท

ส่วนรายได้ที่เกี่ยวข้องกับ AI เติบโต 60% เมื่อเทียบกับปีก่อน และคิดเป็น 35% ของรายได้รวมในไตรมาสดังกล่าว ครอบคลุมทั้งโครงสร้างพื้นฐาน AI, AI PC และอุปกรณ์ที่รองรับ AI

“วันนี้เราไม่ใช่ PC Company อีกต่อไป แต่เราคือคนที่นำเสนอ End-to-end Solution” วรพจน์กล่าว พร้อมระบุว่า Lenovo ครองส่วนแบ่งตลาด PC ในประเทศไทยเป็นอันดับหนึ่งต่อเนื่อง 13 ไตรมาส และเป็นผู้นำในหลายเซกเมนต์ รวมถึง AI PC ตามข้อมูลที่บริษัทนำเสนอ

การเปลี่ยนผ่านดังกล่าวจึงไม่ได้หมายถึงการขายคอมพิวเตอร์ที่มี AI เพิ่มเข้ามาเท่านั้น แต่เป็นการขยายธุรกิจไปสู่เซิร์ฟเวอร์ ระบบประมวลผล ซอฟต์แวร์ และบริการที่ช่วยให้ลูกค้านำ AI ไปใช้ได้จริง