Insight

'ซันซุ' เจ้าของหมึกกรุบทำยังไง? ถึงกวาดรายได้ 1.9 พันล้าน โต 471% ภายในปีเดียว ด้วยสินค้าเพียง 2 แบรนด์

วันที่หลายบริษัทแข่งกันออกสินค้าใหม่เป็นสิบเป็นร้อยรายการหรือแตกหลายแบรนด์ เพื่อหา Growth Engine ตัวถัดไป แต่มีบริษัทหนึ่งที่กำลังพิสูจน์ว่า บางครั้งการมีสินค้าน้อย ไม่ได้แปลว่าโตยาก

หมึกกรุบ

ในวันที่หลายบริษัทแข่งกันออกสินค้าใหม่เป็นสิบเป็นร้อยรายการ หรือแตกหลายแบรนด์ เพื่อหา Growth Engine ตัวถัดไป

แต่มีบริษัทหนึ่งที่กำลังพิสูจน์ว่า บางครั้งการมีสินค้าน้อย ไม่ได้แปลว่าโตยาก นั่นคือ บริษัท ซันซุ โซลูชั่น จำกัด เจ้าของ 2 แบรนด์หลัก ได้แก่

- SUNSU เยลลี่ผสมบุก

- หมึกกรุบ บุกปรุงรสรสหม่าล่า

โดยสินค้าดาวเด่นอย่าง “หมึกกรุบ” เพิ่งเปิดตัวในเดือนพฤษภาคม 2567 หรือมีอายุในตลาดเพียงราว 1 ปีเศษเท่านั้น แต่กลับสร้างการเติบโตให้บริษัทแบบก้าวกระโดด (อ้างอิงตัวเลขกรมพัฒนาธุรกิจการค้า)

ปี 2564

  • รายได้ 129 ล้านบาท (+371%)
  • กำไรสุทธิ 18.8 ล้านบาท (+285%)

ปี 2565

  • รายได้ 196 ล้านบาท (+51%)
  • กำไรสุทธิ 22 ล้านบาท (+17%)

ปี 2566

  • รายได้ 237 ล้านบาท (+20%)
  • กำไรสุทธิ 14 ล้านบาท (-38%)

ปี 2567

  • รายได้ 342 ล้านบาท (+44%)
  • กำไรสุทธิ 75 ล้านบาท (+452%)

ปี 2568

  • รายได้ 1,954 ล้านบาท (+471%)
  • กำไรสุทธิ 378 ล้านบาท (+404%)

หากดูเฉพาะปี 2568 จะพบว่า รายได้เพิ่มขึ้นจาก 342 ล้านบาท เป็น 1,954 ล้านบาท เติบโต 471% ภายในปีเดียว ขณะที่กำไรเพิ่มจาก 75 ล้านบาท เป็น 378 ล้านบาท หรือขยายตัวมากกว่า 404% สะท้อนว่า หมึกกรุบไม่ได้เป็นเพียงสินค้าขายดี แต่กลายเป็น "Growth Driver" ที่เปลี่ยนขนาดธุรกิจของบริษัทไปโดยสิ้นเชิง

ทำไมหมึกกรุบถึงโตเร็ว?

ความสำเร็จของหมึกกรุบไม่ได้มาจากรสชาติอย่างเดียว แต่เป็นการรวมกันของ 5 ปัจจัยสำคัญ ได้แก่

1. เปลี่ยนสินค้าทั่วไปให้กลายเป็นชื่อเรียกของตลาด

หนึ่งในสัญญาณความสำเร็จของแบรนด์ คือการที่ผู้บริโภคเรียกชื่อแบรนด์แทนชื่อสินค้า

เหมือนที่คนไทยเคยเรียกบะหมี่กึ่งสำเร็จรูปว่า “มาม่า” หรือเรียกเทปใสว่า “สก็อตเทป” กระทั่งเรียกผงซักฟอกว่า "แฟ้บ"

สำหรับตลาดบุกปรุงรสหม่าล่า หลายคนเริ่มเรียกสินค้าประเภทนี้ว่า “หมึกกรุบ” ทั้งที่ในความเป็นจริงมีหลายแบรนด์แข่งขันอยู่ในตลาด หมายความว่าแบรนด์สามารถยึดพื้นที่ในใจผู้บริโภคได้เร็วกว่าคู่แข่ง

ปัจจัยสำคัญมาจากการตั้งชื่อที่เข้าใจง่ายและจำได้ง่ายด้วย

  • “หมึก” ช่วยสร้างภาพจำเรื่องความหนึบและสัมผัสคล้ายหมึกจริง
  • “กรุบ” บอกประสบการณ์การกินได้ทันที

เพียงได้ยินชื่อ ผู้บริโภคก็เข้าใจตัวสินค้าโดยแทบไม่ต้องอธิบายเพิ่มเติม

2. หมึกกรุบไม่ได้สร้างเทรนด์ แต่เข้ามาเก็บเกี่ยวเทรนด์ได้ถูกเวลา

ก่อนหน้าที่หมึกกรุบจะเปิดตัว คนไทยคุ้นเคยกับกระแสหม่าล่ามาหลายปีแล้ว ตั้งแต่ร้านปิ้งย่างหม่าล่า ชาบูหม่าล่า ไปจนถึงขนมขบเคี้ยวรสเผ็ดชา

ทำให้แบรนด์ไม่ต้องเสียเวลาและงบประมาณมหาศาลในการสร้างความเข้าใจใหม่ให้ตลาด แต่เลือกเข้าไปอยู่บนเทรนด์ (กินหม่าล่า) ที่มีความต้องการอยู่แล้ว และนำเสนอสินค้าในรูปแบบที่เข้าถึงคนหมู่มากได้มากกว่าเดิม คือ บุกปรุงรสหม่าล่า

3. ของทานเล่น ที่กินแล้วไม่รู้สึกผิด

อีกหนึ่งเหตุผลสำคัญคือ หมึกกรุบสามารถตอบโจทย์ผู้บริโภคยุคใหม่ที่ยังอยากกินของอร่อย แต่ก็ยังใส่ใจสุขภาพ

แม้จะถูกวางตำแหน่งเป็นของว่าง/ของทานเล่น แต่ตัวสินค้าใช้ “บุก” เป็นวัตถุดิบหลัก ซึ่งผู้บริโภคส่วนใหญ่รับรู้ว่าเป็นอาหารแคลอรีต่ำและไขมันต่ำ

ทำให้เกิดความรู้สึกว่า กินเล่นได้กินตอนลดน้ำหนักได้กินดึกได้รู้สึกผิดน้อยกว่าขนมทอดทั่วไปหมึกกรุบจึงอยู่ตรงกลางระหว่าง “ของทานเล่น” และ “อาหารทางเลือก” ซึ่งเป็นตำแหน่งที่สอดคล้องกับพฤติกรรมผู้บริโภคยุคปัจจุบัน

4. ยิงการตลาดแม่น จนเกิดกระแสไวรัลต่อเนื่อง

หมึกกรุบเป็นตัวอย่างของแบรนด์ที่ใช้ Influencer Marketing และสื่อออนไลน์ได้อย่างมีประสิทธิภาพ

ไม่ว่าจะเป็น TikTok, Facebook หรือคอนเทนต์รีวิวจากครีเอเตอร์

จนทำให้สินค้าเกิดการทดลองซื้อซ้ำ ๆ และสร้างการรับรู้ในวงกว้างภายในระยะเวลาสั้น ที่สำคัญคือแบรนด์สามารถเปลี่ยนจาก "ของกินตามกระแส" ให้กลายเป็นสินค้าที่คนมองหาได้จริง

5. สร้างการเข้าถึงมากกว่าการสร้างกระแส

หลายแบรนด์สร้างกระแสได้ แต่หาซื้อยาก แต่หมึกกรุบ ทำให้ผู้บริโภคเจอสินค้าได้ทุกที่ ทั้งร้านสะดวกซื้อ ซูเปอร์มาร์เก็ต ร้านค้าส่ง รวมถึงช่องทางออนไลน์ พร้อมแตกฟอร์แมตสินค้าเป็นหลายขนาด ตั้งแต่ซองเล็กสำหรับซื้อกินเล่น ไปจนถึงแพ็กใหญ่สำหรับซื้อยกลัง

เมื่อกระแสเกิดขึ้นพร้อมกับการกระจายสินค้าที่ครอบคลุม ยอดขายจึงถูกแปลงเป็นรายได้จริงได้อย่างรวดเร็ว