ดร.โสภณ พรโชคชัย ประธานศูนย์ข้อมูลวิจัยและประเมินค่าอสังหาริมทรัพย์ไทย บจก.เอเจนซี่ ฟอร์ เรียลเอสเตท แอฟแฟร์ส (AREA) เผยผลสำรวจตลาดอสังหาริมทรัพย์จังหวัดภูเก็ตล่าสุดปี 2569 ว่า ภาพรวมตลาดยังคงเติบโตอย่างโดดเด่นและเป็นเครื่องยนต์หลักของอสังหาริมทรัพย์ไทย โดยปีนี้มีมูลค่าสินค้ารวมที่เข้ามาขายในตลาดสูงถึง 176,538 ล้านบาท ขึ้นแท่นอันดับ 1 ของภูมิภาคทั่วประเทศ (ไม่รวม กทม.และปริมณฑล) แซงหน้าเมืองอุตสาหกรรมหลักอย่างชลบุรี ที่มีมูลค่า 151,822 ล้านบาท และระยอง 51,453 ล้านบาท
ยอดขายแตะ 85% คาดระบายสต็อกหมดใน 1.6-1.7 ปี
ทั้งนี้ ภูเก็ตมีโครงการที่อยู่ระหว่างการขายทั้งหมด 806 โครงการ รวม 90,597 หน่วย มูลค่ารวม 705,055 ล้านบาท โดยปัจจุบันขายได้แล้วถึง 76,582 หน่วย หรือคิดเป็น 85% ของอุปทานทั้งหมด ในมูลค่ารวม 527,777 ล้านบาท มียอดขายเฉลี่ยอยู่ที่ 5.2% ต่อเดือน จากอัตราการดูดซับดังกล่าว คาดว่าสินค้าคงค้างในตลาดปัจจุบันจะสามารถระบายหมดภายในเวลาเพียง 19.2 เดือน หรือประมาณ 1.6–1.7 ปีเท่านั้น (หากไม่มีการเปิดตัวโครงการใหม่) ซึ่งสะท้อนถึงดีมานด์ที่ยังคงแข็งแกร่งอย่างต่อเนื่อง แม้จำนวนหน่วยขายรอผู้ซื้อ (สต๊อกพร้อมโอนฯ) ของภูเก็ต อยู่ที่ 13,779 หน่วย จะน้อยกว่าชลบุรีและระยอง แต่ภูเก็ตกลับมีมูลค่าตลาดรวมสูงที่สุด เนื่องมาจากราคาขายเฉลี่ยต่อหน่วยที่สูงถึง 12.812 ล้านบาท ซึ่งสูงกว่ากรุงเทพมหานคร (5.808 ล้านบาท) ถึงกว่า 2 เท่าตัว และสูงกว่าชลบุรี (4.035 ล้านบาท) ถึง 3 เท่าตัว
วิลล่าครองสัดส่วนตลาด 80% ดีมานด์ต่างชาติหนุน Structure Shift
โครงสร้างอสังหาริมทรัพย์ในภูเก็ตกำลังเผชิญกับการเปลี่ยนแปลงเชิงโครงสร้าง (Structure Shift) จากเมืองท่องเที่ยวตามฤดูกาล สู่การเป็น "เมืองศูนย์กลางการอยู่อาศัยและการลงทุนระยะยาวระดับนานาชาติ" โดยมี 3 เทรนด์ขับเคลื่อนสำคัญ ได้แก่
1.สินค้าตากอากาศครองเมือง
วิลล่าตากอากาศ (40,263 หน่วย) และอาคารชุดตากอากาศ (6,830 หน่วย) มีสัดส่วนรวมกันถึง 52% ของจำนวนหน่วยทั้งหมด และคิดเป็น 80% ของมูลค่าการพัฒนาทั้งหมด (มูลค่ารวมกว่า 5.6 แสนล้านบาท)
2.ตลาดท้องถิ่นหดตัว
สินค้าสำหรับคนไทยหรือคนทำงานในพื้นที่ มีสัดส่วนมูลค่าเพียง 20% โดยมีอัตราการขายต่อเดือนอยู่ที่ประมาณ 3% สะท้อนภาวะตลาดท้องถิ่นที่เปราะบาง
3.ผู้ซื้อต่างชาติทะลัก
กลุ่มผู้ซื้อหลักยังคงเป็นชาวรัสเซียและ CIS (กลุ่มประเทศที่เคยเป็นส่วนหนึ่งของสหภาพโซเวียต) ซื้อเพื่อย้ายถิ่นฐานและย้ายทุน ตามด้วยกลุ่มจีนและเอเชีย ยุโรปตะวันตก และกลุ่มตะวันออกกลาง
โดยพบพฤติกรรมผู้ซื้อมีอายุน้อยลง (Younger Buyers) เช่น กลุ่ม Digital Nomads และ High-Income Remote Workers
"อำเภอถลาง" ครองแชมป์ฮับพรีเมียม
จากการสำรวจพบว่า "อำเภอถลาง" โซนเชิงทะเล, บางเทา, ลายัน, ศรีสุนทร และเทพกระษัตรี กลายเป็นศูนย์กลางอสังหาริมทรัพย์ระดับพรีเมียมที่เติบโตสูงที่สุด มีจำนวนโครงการมากที่สุดถึง 411 โครงการ โดยเฉพาะอาคารชุดตากอากาศที่มีจำนวนมากถึง 24,994 หน่วย มูลค่ารวมกว่า 236,807 ล้านบาท (คิดเป็น 53% ของมูลค่าอาคารชุดตากอากาศทั้งจังหวัด)
8 ปัจจัยหนุนให้อำเภอถลางเป็นทำเลยอดฮิต มาจาก
1.การเดินทางสะดวก ใกล้สนามบินนานาชาติภูเก็ต เพียง 15–25 นาที 2.สภาพพื้นที่เหมาะแก่การพัฒนา มีที่ดินผืนใหญ่ที่เป็นที่ราบ ต่างจากโซนป่าตองที่เป็นเนินเขา 3.สิ่งอำนวยความสะดวกระดับไฮเอนด์: ทั้ง Laguna Phuket, Porto de Phuket, Boat Avenue และ Blue Tree 4.รองรับครอบครัว Expat: มีโรงเรียนนานาชาติชั้นนำ เช่น UWC Thailand และ Headstart 5.ธรรมชาติสงบหรูหรา มีแนวชายหาดฝั่งตะวันตกที่ยาวและเป็นส่วนตัว 6.ดีมานด์การย้ายถิ่นฐานระยะยาว (Relocation) ต่างชาติต้องการบ้านหลังที่สองเพิ่มขึ้น 7.แรงดึงดูดนักพัฒนาชั้นนำ ผู้ประกอบการระดับประเทศ (แสนสิริ, ศุภาลัย, ออริจิ้น, สิงห์ เอสเตท) และแบรนด์ท้องถิ่น (Botanica, The Title) ร่วมลงทุนหนาแน่น 8.ผลตอบแทนสูง สร้าง Rental Yield เฉลี่ยสูงถึง 6% - 10% ต่อปี ดร.โสภณ สรุปทิ้งท้ายว่า สินค้าที่เปิดใหม่ในช่วงปี 2568-2569 มีราคาเฉลี่ยต่อหน่วยอยู่ที่ 10 ล้านบาท โดยวิลล่าตากอากาศเปิดใหม่มีราคาเฉลี่ยที่ 32 ล้านบาท ซึ่งโซนถลางและพื้นที่ตอนกลางของเกาะจะยังคงเป็นทำเลเค้กก้อนใหญ่ที่ดึงดูดเม็ดเงินลงทุนจากทั่วโลกอย่างต่อเนื่อง