จากรายงานร่วมระหว่างสมาคมผู้ผลิตยานยนต์จีน (CAAM) และบริษัทที่ปรึกษา Hejun Consulting ซึ่งเผยแพร่ผ่านหนังสือพิมพ์ 21st Century Business Herald โดยระบุว่า ปัจจุบัน อายุเฉลี่ยของรถ EV ที่วิ่งอยู่บนท้องถนนในประเทศจีนนั้นต่ำเพียง 1.8 ปี เท่านั้น ในขณะที่รถยนต์สันดาปภายในแบบเก่ามีอายุเฉลี่ยสูงถึง 8.2 ปี ตัวเลขนี้ชี้ให้เห็นว่า รถไฟฟ้าบนถนนจีนส่วนใหญ่เป็นรถป้ายแดงที่เพิ่งพรั่งพรูออกจากโรงงานในช่วงที่ตลาดเติบโตสุดขีดรอบ 1-2 ปีที่ผ่านมา
ซึ่งเผยให้เห็นพฤติกรรมใหม่ของผู้บริโภคที่นิยม เปลี่ยนรถคันใหม่ ภายในระยะเวลาเพียง 3-5 ปี ซึ่งสั้นกว่าระยะเวลาเฉลี่ยที่หลายคนใช้โทรศัพท์มือถือด้วยซ้ำ
ปัจจัยสำคัญที่ผลักดันให้เกิดวัฒนธรรม เบื่อง่ายเปลี่ยนไว ในโลกของยานยนต์จีน เกิดจากแรงขับเคลื่อนหลัก 2 ส่วน
1. การกลายพันธุ์ของรถยนต์สู่ "อุปกรณ์อิเล็กทรอนิกส์ติดล้อ" (Software-Defined Vehicles) สงครามเทคโนโลยีในตลาดจีนบีบให้ผู้ผลิตต้องอัปเดตนวัตกรรมในวงจรที่ถี่มากเพียง 18-24 เดือน ไม่ว่าจะเป็นประสิทธิภาพของแบตเตอรี่ ความเร็วในการชาร์จ หรือชิปประมวลผลที่ควบคุมระบบห้องโดยสาร รถไฟฟ้าที่ซื้อไปเพียงไม่กี่ปีจึงเผชิญภาวะ "ตกรุ่น" ทางเทคโนโลยีอย่างรวดเร็ว
ส่งผลให้กลุ่มคนรุ่นใหม่อายุต่ำกว่า 35 ปี ซึ่งเป็นฐานลูกค้าหลักของรถประเภทนี้ เลือกที่จะเปลี่ยนรถใหม่เพื่อแสวงหาประสบการณ์ดิจิทัลและระบบขับขี่อัจฉริยะที่สดใหม่กว่า โดยสถิติจากแพลตฟอร์ม Dongchedi พบว่ามีเจ้าของรถ EV ถึง 43% ที่ตัดสินใจ ซื้อคันใหม่เพียงเพราะต้องการอัปเกรดซอฟต์แวร์และฟังก์ชันอัจฉริยะให้ทันสมัย
2. วิกฤตราคาขายต่อที่ดิ่งเหวอย่างรุนแรง ท่ามกลางศึกสงครามราคาที่ค่ายรถยนต์ต่างพากันดั๊มป์ราคาป้ายแดงของรถรุ่นใหม่อกลงมาเรื่อย ๆ ส่งผลกระทบเป็นลูกโซ่ทำให้ราคารถมือสองร่วงกราว โดยรถ EV ในจีนหลังจากใช้งานไป 3 ปี จะสูญเสียมูลค่าไปจนเหลือเฉลี่ยเพียง 43.35% ของราคาแรกซื้อ ซึ่งเป็นอัตราที่ต่ำกว่ารถยนต์น้ำมันแบบเดิมอย่างเห็นได้ชัด ความกังวลเรื่องมูลค่าสินทรัพย์ที่ลดลงอย่างรวดเร็วบวกกับความกังวลเรื่องความเสื่อมของแบตเตอรี่ ได้กลายเป็นแรงผลักดันเชิงจิตวิทยาให้เจ้าของรถหลายคนเลือกที่จะรีบปล่อยรถคันเดิมออกไปในตลาดมือสองตั้งแต่เนิ่น ๆ เพื่อเจ็บตัวน้อยที่สุดก่อนที่ราคาจะจมไปมากกว่านี้
ท้ายที่สุด ปรากฏการณ์อายุรถเฉลี่ย 1.8 ปีบนถนนจีน กำลังเป็นสัญญาณเตือนครั้งใหญ่ว่า อุตสาหกรรมยานยนต์ได้ก้าวข้ามขอบเขตของ "เครื่องจักรกล" ไปสู่โลกของ "Consumer Electronics" อย่างสมบูรณ์แบบ วงจรชีวิตของผลิตภัณฑ์ที่สั้นลงไม่ได้เป็นเพียงโจทย์ยากที่ค่ายรถต้องเร่งสปีดการวิจัยและพัฒนาให้ทันตลาดเท่านั้น แต่ยังเป็นสมการข้อใหม่ที่ผู้บริโภคยุคนี้ต้องคิดให้ตก ว่าจะบริหารจัดการความคุ้มค่าอย่างไร