เรื่องนี้อาจจะฟังดูเหลือเชื่อ แต่แนวคิดนี้กำลังเปลี่ยนจากความคาดหวังไปสู่งานวิจัยทางสัตวแพทย์แล้ว ปัจจุบัน มีบริษัทเทคโนโลยีชีวภาพ (Biotech) ของสหรัฐฯ สองแห่ง กำลังทดสอบยาควบคุมน้ำหนักกลุ่ม GLP-1 ในขั้นทดลองกับแมวที่มีน้ำหนักเกิน ซึ่งถือเป็นหนึ่งในความพยายามยุคแรก ๆ ที่จะนำยากลุ่มที่ประสบความสำเร็จในมนุษย์นี้มาใช้ในทางการแพทย์ของสัตว์เลี้ยง
โอเซมปิก (Ozempic) เวอร์ชันแมว?
กระแสยาลดน้ำหนักกลุ่ม GLP-1 ในคน ที่นำโดยบริษัทยักษ์ใหญ่อย่าง Novo Nordisk และ Eli Lilly ได้เปลี่ยนมุมมองเรื่องโรคอ้วนและเบาหวานของผู้คนนับล้านมาแล้ว และตอนนี้ ยาในกลุ่มเดียวกันนี้กำลังขยับเข้าสู่ตลาดใหม่อย่าง "สัตว์เลี้ยงในบ้าน"
ปัจจุบัน มีบริษัทเทคโนโลยีชีวภาพ (Biotech) ในอเมริกาสองแห่ง ที่กำลังเปิดศึกทดลองยากลุ่ม GLP-1 กับแมวอ้วน:
1. Akston Biosciences: ร่วมมือกับมหาวิทยาลัยคอร์เนล (Cornell University) ทดสอบยาลดน้ำหนักแมวชนิด "ฉีดสัปดาห์ละครั้ง" โดยกำลังทดลองกับแมวอ้วนประมาณ 70 ตัว เป็นเวลา 3 เดือน
2. OKAVA Pharmaceuticals: บริษัทจากซานฟรานซิสโก นำเสนอแนวคิดที่ล้ำไปอีกขั้น ด้วยการทดสอบ "ยาฝังใต้ผิวหนัง" โดยให้สัตวแพทย์เป็นผู้ฝังให้ ตัวยาจะค่อย ๆ ออกฤทธิ์คุมหิวต่อเนื่องได้ยาวนานสูงสุดถึง 6 เดือน ในโครงการวิจัยที่ชื่อว่า “MEOW-1”
ทั้งสองบริษัทตั้งเป้าจะปล่อยผลการทดลองขั้นต้นในช่วงปลายปีนี้ อย่างไรก็ตาม ยาทั้งหมดยังอยู่ในช่วงทดลองทางคลินิกระยะเริ่มต้น ยังไม่มีการอนุมัติให้ใช้อย่างเป็นทางการ และยังไม่มี "โอเซมปิกสำหรับแมว" วางขายตามท้องตลาดในตอนนี้ พวกเขาต้องพิสูจน์ให้ได้ก่อนว่ามันปลอดภัยและได้ผลจริง
ทำไมต้องเป็น "แมว"?
สถิติจากสมาคมเพื่อการป้องกันโรคอ้วนในสัตว์เลี้ยง (Association for Pet Obesity Prevention) เมื่อปี 2022 พบว่า แมวในอเมริกาถึง 61% และสุนัข 59% มีภาวะน้ำหนักเกินหรือเป็นโรคอ้วน ซึ่งเป็นตัวเลขที่สูงมาก
แต่เหตุผลที่แมวกลายเป็นเป้าหมายหลักของยาลดน้ำหนัก ก็เพราะ "แมวเป็นสัตว์ที่ลดน้ำหนักยากที่สุด" เพราะหมายังพาไปเดินเล่นออกกำลังกายยาว ๆ ได้ยาก แต่แมวทำไม่ได้ นอกจากนี้ แมวมักจะต่อต้านการเปลี่ยนอาหารสูตรใหม่ ๆ และการจับแมวป้อนยาอย่างสม่ำเสมอเป็นเรื่องที่ทาสทุกคนรู้ดีว่ายากลำบากแค่ไหน
ท็อดด์ ไซออน (Todd Zion) ซีอีโอของ Akston บอกไว้ว่า "โรคอ้วนในแมวเป็นหนึ่งในปัญหาสุขภาพที่เจอบ่อยที่สุด แต่น่าแปลกที่มันกลับเป็นเรื่องที่รักษาได้ผลน้อยที่สุดในทางการแพทย์สัตวแพทย์" ยาฉีดหรือยาฝังที่ช่วยคุมความอยากอาหารจึงตอบโจทย์ปัญหานี้ได้ตรงจุดมาก
ตลาดสัตว์เลี้ยงแสนล้าน กับช่วงก้าวข้ามสู่ยุค Medicalization
นักวิเคราะห์จาก Morgan Stanley มองว่า เรื่องนี้สะท้อนภาพใหญ่ของธุรกิจสัตว์เลี้ยงในอเมริกาที่มีมูลค่าสูงถึง 2 แสนล้านดอลลาร์ (ประมาณ 7 ล้านล้านบาท)
พวกเขามองว่า พฤติกรรมของทาสแมวทาสหมากำลังเปลี่ยนจาก "Premiumization" (การยอมจ่ายเงินซื้ออาหารเกรดพรีเมียม สดใหม่ คลีน ๆ ให้ลูกรัก) ขยับไปสู่ "Medicalization" (การยอมจ่ายเงินเพื่อการดูแลทางการแพทย์ การตรวจวินิจฉัย และโภชนาการบำบัด)
คาดว่าค่าใช้จ่ายเกี่ยวกับสัตว์เลี้ยงในอเมริกาจะโตจากประมาณ 1.96 แสนล้านดอลลาร์ ไปเป็น มากกว่า 2.4 แสนล้านดอลลาร์ภายในปี 2030 โดยเฉพาะกลุ่มแมวที่คนรุ่นใหม่นิยมเลี้ยงกันมากขึ้น เพราะค่าใช้จ่ายภาพรวมและภาระการดูแลต่ำกว่าสุนัข
ยาลดน้ำหนักแมวจะปังเหมือนยาคนจริงเหรอ?
ซิเมออน กัทแมน (Simeon Gutman) นักวิเคราะห์จาก Morgan Stanley ให้มุมมองที่น่าสนใจไว้ว่า อย่าเพิ่งรีบคิดว่ายาลดน้ำหนักแมวจะขายดีระเบิดเทิดเทิงเหมือนยาคน
เหตุผลสำคัญคือ "เรื่องเงินในกระเป๋าของทาส" เนื่องจากการรักษาสัตว์เลี้ยงส่วนใหญ่ เจ้าของต้อง จ่ายเงินสดเองทั้งหมด(ไม่มีประกันสุขภาพครอบคลุมเหมือนของคน) เรื่อง "ราคา" จึงเป็นข้อจำกัดที่ใหญ่มาก ถ้ายาแพงเกินไป เจ้าของก็คงไม่ไหว
ในระยะสั้น เขามองว่าสิ่งที่เติบโตได้จริงน่าจะเป็น "ระบบดูแลสุขภาพโรคอ้วนแบบครบวงจร" มากกว่า เช่น โปรแกรมคุมน้ำหนักร่วมกับหมอ อาหารสูตรเฉพาะทางการแพทย์ และการรักษาโรคแทรกซ้อน ส่วนยาลดน้ำหนักแบบเดี่ยว ๆ อาจจะต้องใช้เวลาอีกพักใหญ่กว่าจะกลายเป็นเรื่องปกติ