ไม่มีใครคิดว่าจะมีวันที่ คิง เพาเวอร์ (King Power) กำลังมองหาผู้ซื้อ เลสเตอร์ ซิตี้ (Leicester City) เพราะสโมสรแห่งนี้ไม่ใช่เพียงสินทรัพย์ทางธุรกิจ แต่คือผลงานชิ้นสำคัญของ เจ้าสัววิชัย ศรีวัฒนประภา ผู้ก่อตั้งกลุ่มคิง เพาเวอร์ ที่พาทีมจากสโมสรระดับ Championship ก้าวขึ้นไปสร้างหนึ่งในปาฏิหาริย์ที่ยิ่งใหญ่ที่สุดในประวัติศาสตร์ฟุตบอลโลก ด้วยการคว้าแชมป์พรีเมียร์ลีก ฤดูกาล 2015/16 ได้สำเร็จ
แต่วันนี้...เลสเตอร์ตกลงไปเล่นใน League One ลีกระดับสามของอังกฤษ ถูกลงโทษจากกฎการเงินของฟุตบอลอังกฤษ และล่าสุด Bloomberg รายงานยืนยันว่า King Power ได้ว่าจ้าง Citigroup เพื่อสำรวจความเป็นไปได้ในการขายสโมสรแล้วจริง
จากทีมที่เคยเป็นตำนาน เกิดอะไรขึ้นกับ "จิ้งจอกสยาม" Positioning จะพาไปย้อนรอยกัน
จุดเริ่มต้นของเทพนิยายจิ้งจอกสยาม
หากย้อนกลับไปในปี 2010 ตอนนั้น Leicester City ยังเป็นเพียงสโมสรระดับ Championship ที่ไม่ได้ถูกจับตามองจากวงการฟุตบอลอังกฤษ สโมสรเพิ่งผ่านช่วงเวลาที่ยากลำบากจากการตกชั้น เคยเข้าสู่ภาวะล้มละลาย และยังห่างไกลจากคำว่า "ทีมลุ้นแชมป์"
แต่ในปีเดียวกันนั้น วิชัย ศรีวัฒนประภา ผู้ก่อตั้งกลุ่มคิง เพาเวอร์ กลับตัดสินใจเข้าซื้อกิจการ Leicester City ต่อจาก Milan Mandarić ด้วยมูลค่าราว 39 ล้านปอนด์ พร้อมรับภาระหนี้สินของสโมสร ก่อนทยอยแปลงหนี้กว่า 103 ล้านปอนด์ เป็นทุนในเวลาต่อมา เพื่อให้ทีมเริ่มต้นใหม่โดยไม่ต้องแบกภาระทางการเงิน
หลังจากที่เจ้าสัวเข้าซื้อสโมสร เขาก็ได้ประกาศเป้าหมายว่าจะพาเลสเตอร์ไปเล่นยูฟ่า แชมเปี้ยนส์ลีก ทั้งที่ในเวลานั้น เลสเตอร์ยังเล่นอยู่ในลีกรอง ทำให้คำสัญญาดังกล่าวหลายคนมองว่า "เพ้อฝัน" เพราะไม่มีใครเชื่อว่าสโมสรจะก้าวขึ้นไปแข่งขันกับบรรดายักษ์ใหญ่อย่าง Manchester United, Arsenal, Chelsea หรือ Liverpool ได้
แต่เจ้าสัววิชัยไม่ได้เข้ามาเพียงเพื่อเป็นนักลงทุน เขาเลือกสร้างความสัมพันธ์กับเมืองและแฟนบอล แจกเบียร์ฟรี โดนัทฟรี ผ้าพันคอฟรีในวันแข่งขัน สนับสนุนโรงพยาบาลและมหาวิทยาลัยในเมืองเลสเตอร์ รวมถึงปรากฏตัวทักทายแฟนบอลอยู่เสมอ จนได้รับการยอมรับในฐานะเจ้าของสโมสรที่ "ให้มากกว่าผลกำไร"

จากนั้น คำสัญญาที่ครั้งหนึ่งเคยถูกหัวเราะเยาะ ก็เริ่มกลายเป็นความจริงทีละขั้น โดยเลสเตอร์ใช้เวลาเพียง 4 ปี พาเลื่อนชั้นกลับสู่พรีเมียร์ลีกในปี 2014 และในปี 2016 สโมสรสร้างหนึ่งในปาฏิหาริย์ที่ยิ่งใหญ่ที่สุดในประวัติศาสตร์กีฬา ด้วยการคว้าแชมป์พรีเมียร์ลีก ทั้งที่ก่อนเปิดฤดูกาลมีอัตราต่อรองแชมป์ถึง 5,000 ต่อ 1
ดังนั้น สำหรับแฟนบอลเลสเตอร์ เรื่องราวนี้จึงไม่ใช่แค่ความสำเร็จของทีมฟุตบอล แต่คือหลักฐานว่าคำสัญญาของชายชาวไทยคนหนึ่ง สามารถเปลี่ยนสโมสรที่ไม่มีใครเหลียวแล ให้กลายเป็นแชมป์ของอังกฤษได้จริง
หนึ่งในจุดที่ทำให้เลสเตอร์ประสบความสำเร็จก็คือ การบริหารต้นทุนมากกว่าการทุ่มเงิน โมเดลธุรกิจของทีมเรียบง่ายแต่มีประสิทธิภาพ คือการค้นหานักเตะที่ยังไม่มีชื่อเสียง ซื้อมาในราคาต่ำ พัฒนาศักยภาพ ก่อนขายต่อในราคาหลายสิบเท่า ตัวอย่างที่โด่งดังที่สุด ได้แก่
- Riyad Mahrez ซื้อจาก Lorient เพียง 450,000 ปอนด์ ก่อนขายให้แมนเชสเตอร์ ซิตี้ 60 ล้านปอนด์
- N'Golo Kanté ซื้อจาก Caen 5.6 ล้านปอนด์ ก่อนขายให้เชลซี 32 ล้านปอนด์
- Jamie Vardy ที่ถูกดึงมาจากฟุตบอลนอกลีก ก่อนกลายเป็นหนึ่งในกองหน้าที่ดีที่สุดของพรีเมียร์ลีก

ยุคความสำเร็จต่อเนื่อง และโศกนาฏกรรม
หลังคว้าแชมป์พรีเมียร์ลีก เลสเตอร์ทำในสิ่งที่เจ้าสัววิชัยเคยให้คำมั่นไว้สำเร็จ นั่นคือการได้ลงเล่นใน UEFA Champions League เป็นครั้งแรกในประวัติศาสตร์สโมสร ก่อนทะลุถึงรอบ 8 ทีมสุดท้ายในฤดูกาล 2016/17 แต่ท่ามกลางช่วงเวลาแห่งความสำเร็จนั้น สโมสรก็ต้องเผชิญกับความสูญเสียครั้งใหญ่ที่สุดครั้งหนึ่ง
คืนวันที่ 27 ตุลาคม 2018 หลังจบเกมพรีเมียร์ลีกที่เลสเตอร์เปิดบ้านเสมอกับ West Ham United 1-1 วิชัย ศรีวัฒนประภา ขึ้นเฮลิคอปเตอร์ส่วนตัวรุ่น AW169 จากกึ่งกลางสนาม King Power Stadium เพื่อเดินทางกลับลอนดอน แต่เพียงไม่กี่นาทีหลังบินขึ้น เฮลิคอปเตอร์เกิดสูญเสียการควบคุมและตกลงบริเวณลานจอดรถข้างสนาม เป็นเหตุให้วิชัยเสียชีวิตพร้อมผู้โดยสารและนักบินรวม 5 คน
การจากไปอย่างกะทันหันของวิชัย ทำให้ อัยยวัฒน์ ศรีวัฒนประภา หรือ คุณท็อป ลูกชายซึ่งเคยดำรงตำแหน่งรองประธานสโมสรอยู่ก่อนแล้ว ขึ้นมารับตำแหน่งประธานสโมสรต่อ เพื่อสานต่อนโยบายที่บิดาวางไว้ ในช่วงแรกหลายฝ่ายยังตั้งคำถามว่าทายาทจะสานต่อสิ่งที่พ่อสร้างไว้ได้หรือไม่
แต่อัยยวัฒน์กลับพิสูจน์ตัวเองด้วยผลงานในสนาม ฤดูกาล 2020/21 เลสเตอร์คว้าแชมป์ FA Cup ครั้งแรกในประวัติศาสตร์ 137 ปีของสโมสร ตามมาด้วยแชมป์ FA Community Shield ในปีเดียวกัน ถือเป็นยุคทองอีกครั้งด้านความสำเร็จของทีม และในปี 2021 อัยยวัฒน์ได้รับการโหวตจากแฟนบอลผ่านผลสำรวจของ Sky Sports ให้เป็นเจ้าของสโมสรที่ดีที่สุดในพรีเมียร์ลีก ด้วยคะแนนสูงถึง 94.6%

มรสุมทางการเงิน และจุดตกต่ำ
หลังจากช่วงเวลาแห่งความสำเร็จ สโมสรเริ่มประสบปัญหาหลายด้านพร้อมกัน โดยเริ่มจากผลพวงของ COVID-19 เริ่มจากธุรกิจหลักของกลุ่ม King Power อย่างร้านค้าปลอดภาษีและธุรกิจท่องเที่ยวได้รับผลกระทบอย่างหนักจากการหายไปของนักท่องเที่ยว โดยเฉพาะนักท่องเที่ยวจีนที่ฟื้นตัวช้ากว่าคาด ส่งผลต่อสภาพคล่องของกลุ่มบริษัทและความสามารถในการอุดหนุนสโมสรเหมือนในอดีต จนบริษัทต้องเจรจาปรับเงื่อนไขสัมปทานกับบริษัท ท่าอากาศยานไทย จำกัด (มหาชน) หรือ AOT และชะลอโครงการลงทุนหลายส่วน
ในขณะที่สโมสรเอง หลังจากไล่ล่าความสำเร็จด้วยการทุ่มซื้อนักเตะค่าตัวสูงขึ้นเพื่อรักษาสถานะทีมชั้นแนวหน้า ภาระค่าจ้างนักเตะ (wage bill) ก็เพิ่มสูงขึ้นจนไม่สมดุลกับรายได้ของสโมสร และเริ่มติดปัญหาเพดานการเงินตามกฎ Profit and Sustainability Rules (PSR) ทำให้ไม่สามารถเสริมทัพนักเตะใหม่ได้เท่าที่ควร
ฤดูกาล 2022/23 ฟอร์มการเล่นในลีกดิ่งลงอย่างหนักจนเลสเตอร์ตกชั้นจากพรีเมียร์ลีกลงไปเล่น Championship เป็นครั้งแรกในรอบเก้าปี แต่ภายใต้การคุมทีมของ Enzo Maresca เลสเตอร์กลับฟื้นตัวได้อย่างรวดเร็ว คว้าแชมป์ Championship ในฤดูกาล 2023/24 และเลื่อนชั้นกลับสู่พรีเมียร์ลีกได้ทันทีภายในปีเดียว
อย่างไรก็ตาม Enzo Maresca ก็ตัดสินใจไม่ไปต่อกับจิ้งจอกสยาม โดยตัดสินใจตอบรับข้อเสนอจากสโมสร เชลซี (Chelsea) ทำให้มีข่าววงในเปิดเผยว่า นี่ถือเป็นจุดที่ทำให้แผนของเลสเตอร์ซิตี้ที่วางไว้ ต้องปรับกันยกใหญ่

ตกชั้น 2 ครั้งซ้อนใน 3 ปี
ดังนั้น แม้จะเลื่อนชั้นกลับมาสู่พรีเมียร์ลีกได้ แต่ปัญหาเชิงโครงสร้างทางการเงินและคดีความเกี่ยวกับข้อหาละเมิดกฎ PSR ยังคงค้างคาอยู่ และท้ายที่สุดก็นำไปสู่จุดตกต่ำอีกครั้งที่หนักกว่าเดิม
- 2021/22 รายได้ 214.6 ล้านปอนด์ ขาดทุน 92.5 ล้านปอนด์
- 2022/23 รายได้ 177.3 ล้านปอนด์ ขาดทุน 89.5 ล้านปอนด์
- 2023/24 รายได้ 105.3 ล้านปอนด์ ขาดทุน 19.4 ล้านปอนด์
- 2024/25 รายได้ 186.5 ล้านปอนด์ ขาดทุน 71.1 ล้านปอนด์
โดยในพรีเมียร์ลีกฤดูกาล 2024/25 เลสเตอร์ทำได้เพียง 25 คะแนน จบอันดับที่ 18 และตกชั้นซ้ำเป็นครั้งที่สองในรอบสามปี ระหว่างนั้นการสอบสวนเรื่อง PSR สำหรับช่วงบัญชีที่สิ้นสุดฤดูกาล 2023/24 (ตอนที่ทีมยังอยู่ Championship) ก็มีข้อสรุปว่าสโมสรใช้จ่ายเกินเพดานที่กำหนดไว้ 83 ล้านปอนด์ (ปรับลดจากเพดานปกติ 105 ล้านปอนด์ ตามจำนวนฤดูกาลที่อยู่ Championship) ไปถึง 20.8 ล้านปอนด์
คณะกรรมการอิสระจึงมีคำสั่งตัดแต้ม 6 คะแนนในเดือนกุมภาพันธ์ 2026 สโมสรยื่นอุทธรณ์แต่แพ้คดีในเดือนเมษายนปีเดียวกัน และท้ายที่สุดก็ตกชั้นจาก Championship ลงไปเล่น League One อย่างเป็นทางการเมื่อวันที่ 21 เมษายน 2026 หลังเสมอกับ Hull City 2-2 — เป็นการเล่นในลีกระดับสามครั้งแรกของสโมสรนับตั้งแต่ฤดูกาล 2008/09

การตกชั้นสองครั้งซ้อนภายในเวลาไม่ถึงสามปี คั่นด้วยการกลับไปเล่นพรีเมียร์ลีกเพียงฤดูกาลเดียว คือสิ่งที่ทำให้ปัญหาการเงินของเลสเตอร์รุนแรงกว่าการตกชั้นทั่วไปมาก นักวิเคราะห์การเงินฟุตบอล Kieran Maguire เคยอธิบายว่าหลายสโมสรจะใส่เงื่อนไขในสัญญานักเตะว่าหากทีมตกชั้น ค่าเหนื่อยจะลดลง 30-50% แต่เลสเตอร์กลับไม่ใส่เงื่อนไขนี้ เพราะเชื่อว่าทีมจะไม่ตกชั้น และต้องการดึงดูดนักเตะระดับคุณภาพ
เมื่อเหตุการณ์ที่คิดว่า "ไม่มีวันเกิด" กลายเป็นความจริงถึงสองครั้ง สโมสรจึงต้องแบกค่าเหนื่อยก้อนมหาศาลทั้งที่รายได้ลดลงอย่างหนัก สิ่งที่ตามมาคือการขายนักเตะตัวหลักออกจากทีมเพื่อลดภาระ ทั้ง Connor Coady, Wilfred Ndidi, Mads Hermansen, James Justin รวมถึง Jamie Vardy ต่างทยอยอำลาสโมสร
ตัวเลขทางการเงินของ King Power International เองก็สะท้อนแรงกดดันที่เกิดขึ้นพร้อมกันทั้งสองด้าน โดย
- 2022 รายได้รวม 17,748 ล้านบาท (กำไร 3,752 ล้านบาท)
- 2023 รายได้รวม 33,592 ล้านบาท (ขาดทุน 652 ล้านบาท)
- 2024 รายได้รวม 40,990 ล้านบาท (ขาดทุน 937 ล้านบาท)

สู่ข่าวเตรียมขายสโมสร
ท่ามกลางแรงกดดันด้านงบประมาณที่ต้องปรับโครงสร้างบัญชีเพื่อหลีกเลี่ยงบทลงโทษซ้ำ ก็เริ่มมีกระแสข่าวความสนใจจากกลุ่มทุนต่างชาติต่อเนื่อง ทั้งในรูปแบบการเข้าซื้อหุ้นบางส่วนเพื่อเพิ่มทุน หรือการเทกโอเวอร์กิจการทั้งหมด ก่อนที่ Financial Times จะรายงานว่า King Power ได้แต่งตั้ง Citigroup เพื่อสำรวจความสนใจจากนักลงทุนและความเป็นไปได้ในการขายสโมสรอย่างเป็นทางการ ซึ่งต่อมา Bloomberg ก็ยืนยันข้อมูลนี้อีกทางหนึ่งเมื่อวันที่ 22 กรกฎาคม 2026
โดยมีการประเมินมูลค่ารวมทั้งสโมสร สนามกีฬา และสนามซ้อม Seagrave อยู่ที่ประมาณ 410–530 ล้านปอนด์ (ราว 18,000–23,000 ล้านบาท) และมีรายงานว่ามี กลุ่มทุนจากตะวันออกกลาง แสดงความสนใจเป็นรายแรกที่ปรากฏชื่อในกระบวนการนี้
แม้จะยังไม่มีการเปิดเผยราคาขายหรือความชัดเจนว่าดีลจะเกิดขึ้นจริงหรือไม่ ทั้งตัวแทนของ Citigroup และ Leicester City ต่างปฏิเสธที่จะให้ความเห็นในประเด็นนี้
ท่ามกลางสถานการณ์นี้ สโมสรเพิ่งแต่งตั้ง CEO คนใหม่เป็นส่วนหนึ่งของการปรับโครงสร้างผู้บริหาร และยังคงขายตั๋วฤดูกาลได้ราว 23,500 ใบสำหรับฤดูกาลใหม่ใน League One ซึ่งสะท้อนว่าฐานแฟนบอลของเลสเตอร์ยังเหนียวแน่นไม่น้อย แม้สโมสรจะร่วงลงมาไกลจากจุดสูงสุดก็ตาม
หากการขายเกิดขึ้นจริง นั่นจะถือเป็นการปิดฉากการถือครองสโมสรที่ยาวนานกว่า 16 ปีของตระกูลศรีวัฒนประภา ผู้พาทีมสร้างหนึ่งในเทพนิยายที่ยิ่งใหญ่ที่สุดของวงการฟุตบอลโลก