Insight

ญี่ปุ่นผุดโมเดลธุรกิจ ฟื้นมูลค่า "บ้านมีประวัติ" รับมือวิกฤตบ้านร้างล้นประเทศ

JPHOUSE-01.jpg

ญี่ปุ่นกำลังเผชิญปัญหา "บ้านร้าง" (Akiya) ครั้งใหญ่ จากผลสำรวจที่อยู่อาศัยปี 2023 ของกระทรวงกิจการภายในและการสื่อสาร (MIC) พบว่า ทั่วประเทศมีบ้านร้างกว่า 9 ล้านหลัง หรือคิดเป็นราว 13.8% ของที่อยู่อาศัยทั้งหมด สาเหตุหลักมาจากสังคมสูงวัย อัตราการเกิดที่ลดลง และการย้ายถิ่นของประชากรเข้าสู่เมืองใหญ่

ในบรรดาบ้านร้างเหล่านี้ มีจำนวนไม่น้อยที่ถูกจัดเป็น Jiko Bukken หรืออสังหาริมทรัพย์ที่เคยเกิดเหตุเสียชีวิต ทั้งจากการฆ่าตัวตาย การฆาตกรรม หรือการเสียชีวิตอย่างโดดเดี่ยว (Kodokushi) ซึ่งถือเป็น "ตำหนิทางจิตวิทยา" (Shinriteki Kashi) ที่อาจส่งผลต่อการตัดสินใจของผู้ซื้อหรือผู้เช่า แม้ว่าตัวอาคารจะยังมีสภาพใช้งานได้ก็ตาม

เมื่อบ้านเหล่านี้ขายหรือปล่อยเช่าได้ยาก ราคาจึงมักลดลงเมื่อเทียบกับบ้านทั่วไป และยิ่งซ้ำเติมปัญหาบ้านร้างของญี่ปุ่นให้รุนแรงขึ้น

อย่างไรก็ตาม วิกฤตดังกล่าวกลับกลายเป็นโอกาสของผู้ประกอบการอสังหาริมทรัพย์ที่พัฒนาโมเดลธุรกิจใหม่ โดยนำบ้านที่หลายคนหลีกเลี่ยงกลับมาปรับปรุงและสร้างความเชื่อมั่นให้กับผู้ซื้ออีกครั้ง ผ่าน 3 ขั้นตอนหลัก ได้แก่

1.จ้างบริษัททำความสะอาดพิเศษ Tokushu Seisou

ว่าจ้างบริษัท Tokushu Seisou หรือผู้เชี่ยวชาญด้านการทำความสะอาดสถานที่เกิดเหตุ เพื่อกำจัดสิ่งปนเปื้อน คราบชีวภาพ และกลิ่นตกค้าง พร้อมฟื้นฟูสภาพแวดล้อมให้กลับมาถูกสุขลักษณะ

2.เชิญพระสงฆ์ประกอบพิธี Oharai ไล่สิ่งอัปมงคล

เจ้าของบ้านหรือผู้ประกอบการบางรายจะเชิญพระสงฆ์หรือ Kannushi นักบวชในศาสนาชินโต มาประกอบพิธี Oharai ซึ่งเป็นพิธีชำระล้างสิ่งอัปมงคลตามความเชื่อของญี่ปุ่น เพื่อสร้างความสบายใจให้กับเจ้าของ ผู้ซื้อ หรือผู้เช่ารายใหม่ แม้พิธีดังกล่าวจะไม่ใช่ข้อกำหนดทางกฎหมาย แต่ก็เป็นบริการที่พบได้ในธุรกิจอสังหาริมทรัพย์บางแห่ง

3.รีโนเวตบ้าน ปรับมู้ดหลอนเป็นสดใสน่าอยู่

ขั้นตอนสุดท้ายคือการรีโนเวตบ้าน ปรับแสงสว่าง การระบายอากาศ และตกแต่งภายในใหม่ เพื่อเปลี่ยนภาพลักษณ์ของบ้านให้กลับมาน่าอยู่อาศัย และเพิ่มโอกาสในการขายหรือปล่อยเช่า

หนึ่งในผู้เล่นที่ได้รับความสนใจคือ Jobutsu Real Estate ซึ่งดำเนินงานโดยบริษัท MARKS Inc. โดยบริษัทเลือกเปิดเผยประวัติของอสังหาริมทรัพย์อย่างตรงไปตรงมา พร้อมอธิบายรายละเอียดของเหตุการณ์ในอดีต เพื่อให้ผู้ซื้อสามารถตัดสินใจบนพื้นฐานของข้อมูลที่ครบถ้วน

แนวทางดังกล่าวทำให้บ้านที่เคยถูกมองว่าเป็น "บ้านมีประวัติ" กลับได้รับความสนใจจากผู้ซื้อบางกลุ่ม ไม่ว่าจะเป็นคนรุ่นใหม่ที่ต้องการบ้านราคาย่อมเยา นักลงทุนที่มองเห็นโอกาสจากส่วนต่างราคา รวมถึงชาวต่างชาติที่ไม่ได้ให้ความสำคัญกับความเชื่อเรื่องสิ่งอัปมงคลในระดับเดียวกับผู้บริโภคชาวญี่ปุ่น

จากเดิมที่อสังหาริมทรัพย์เหล่านี้แทบไม่มีมูลค่าในตลาด ปัจจุบันกลับกลายเป็นอีกหนึ่งเซ็กเมนต์ที่มีผู้ประกอบการเข้ามาพัฒนาอย่างจริงจัง

สะท้อนให้เห็นว่าปัญหาทางสังคมสามารถต่อยอดเป็นโมเดลธุรกิจใหม่ได้ หากสามารถสร้างความโปร่งใส ฟื้นฟูคุณภาพของอสังหาริมทรัพย์ และสร้างความเชื่อมั่นให้กับผู้บริโภคได้อีกครั้ง