ปัจจัยขับเคลื่อนหลักมาจากแรงหนุนระยะสั้นอย่างโครงการ ‘ไทยช่วยไทย พลัส’ ในช่วงเดือนมิ.ย. -ก.ย. 2569 ซึ่งช่วยอัดฉีดเม็ดเงินหมุนเวียนลงสู่ผู้ประกอบการรายย่อยและ Street Food ไม่ต่ำกว่า 1 หมื่นล้านบาท ควบคู่กับการปรับขึ้นราคาเมนูประมาณ 10%–15% ตามภาวะต้นทุนดันนับตั้งแต่เกิดความขัดแย้งในตะวันออกกลาง
การเติบโตดังกล่าว ตลาดกลับสะท้อนภาพการแข่งขันที่รุนแรงในภาวะ ‘เข้าง่าย ออกเร็ว’ อย่างชัดเจน ซึ่งในปี 2569 คาดว่า มีร้านอาหารและเครื่องดื่มทั่วประเทศกว่า 7 แสนร้าน (ไม่รวมฟู้ดทรัคและแผงลอย) โดยเพียง 8 เดือนแรก มีการจดทะเบียนตั้งใหม่ถึง 3,263 ราย เพิ่มขึ้น 20% ติด 1 ใน 5 ของธุรกิจเปิดใหม่สูงสุด
ขณะเดียวกันการแจ้งยกเลิกกิจการก็เพิ่มขึ้นเป็น 491 ราย หรือเติบโตถึง 11% นอกจากต้องแข่งกันเองในอุตสาหกรรมแล้ว ผู้ประกอบการยังต้องรับมือกับศึกรอบด้าน ทั้งอาหารพร้อมทานและกาแฟสดในร้านสะดวกซื้อที่เข้ามาแย่งชิงกำลังซื้อไปอีกทาง
รายได้โต สาขาเพิ่ม แต่ ‘กำไรสุทธิลดลง’
ปัญหาใหญ่ที่ผู้ประกอบการกำลังเผชิญคือภาวะ ‘รายได้และสาขาเพิ่มขึ้น’ สวนทางกับ ‘กำไรสุทธิที่ลดลง’ การแข่งขันที่ดุเดือดบังคับให้ร้านอาหารต้องอัดโปรโมชันกระตุ้นยอดขายและเร่งขยายสาขาเพื่อสร้างรายได้
ทว่าต้นทุนวัตถุดิบ พลังงาน และค่าเช่ายังคงทรงตัวอยู่ในระดับสูง ส่งผลให้กดดันอัตรากำไรสุทธิอย่างหนัก ซึ่งแม้แต่ผู้ประกอบการรายใหญ่ในตลาดยังส่งสัญญาณกำไรลดลงในช่วงครึ่งแรกของปี
เมื่อเจาะลึกตามประเภทธุรกิจ จะพบว่าแต่ละกลุ่มเผชิญปัจจัยที่แตกต่างกันอย่างสิ้นเชิง ร้านอาหารข้างทาง (Street Food) มีมูลค่า 2.8 แสนล้านบาท เติบโตโดดเด่นสุดที่ 5.8% จากอานิสงส์เรื่องราคาคุ้มค่าและเข้าถึงง่าย สอดคล้องกับพฤติกรรมผู้บริโภคที่ระมัดระวังการใช้จ่าย แต่กลุ่มนี้ต้องแบกรับต้นทุนวัตถุดิบสูงถึง 40%–50% ของต้นทุนทั้งหมด โดยขยับราคาได้ยากเพราะลูกค้ามีความไวต่อราคาสูง
ขณะที่ร้านอาหารบริการจำกัด (Limited Service) มีมูลค่า 9.4 หมื่นล้านบาท เติบโต 2.3% โดยได้แรงขับเคลื่อนจากการขยายสาขาของแบรนด์ใหญ่ประเภทไก่ทอดและพิซซ่า รวมถึงการปรับรูปแบบของร้านอาหารเต็มรูปแบบเพื่อลดต้นทุน
ด้านร้านอาหารเต็มรูปแบบ (Full Service) มีมูลค่า 2.14 แสนล้านบาท เติบโตชะลอตัวที่ 1.8% จากกำลังซื้อและความถี่ในการบริโภคที่ลดลง โดยกลุ่ม Casual Dining สำหรับชนชั้นกลางเผชิญความท้าทายหนักที่สุด ส่วนร้านบุฟเฟต์ยังประคองตัวได้ด้วยความคุ้มค่าแต่มีกำไรต่ำ ขณะที่ Ultra Fine Dining ยังคงเติบโตได้ตามฐานลูกค้ามั่งคั่งที่ไม่ได้รับผลกระทบจากเศรษฐกิจ
สำหรับตลาดเครื่องดื่ม เบเกอรี่ และไอศกรีม มีมูลค่ารวม 9.4 หมื่นล้านบาท เติบโต 5.1% คิดเป็นสัดส่วน 14% ของธุรกิจร้านอาหารและเครื่องดื่มทั้งหมด โดยกลุ่มร้านกาแฟและเครื่องดื่มขยายตัวได้ดีถึง 6.0% มูลค่า 6.44 หมื่นล้านบาท จากพฤติกรรมการบริโภคที่สูงขึ้นและการเปิดร้านพรีเมียมใหม่ๆ ส่วนกลุ่มเบเกอรี่และไอศกรีมเติบโต 2.9% มูลค่า 2.9 หมื่นล้านบาท จากกระแสแบรนด์นำเข้า แต่การเข้ามาของผู้ประกอบการรายใหม่จำนวนมากก็ทำให้ตลาดแข่งขันสูงขึ้นเช่นกัน
ส่องปัจจัยเสี่ยงปี 2570 เมื่อหมดโปรโมชันรัฐ ต้องยืนด้วยขาตัวเอง
มองข้ามไปยังปี 2570 ศูนย์วิจัยกสิกรไทยประเมินว่าความท้าทายจะยิ่งเข้มข้นขึ้น โดยเฉพาะหลังจบมาตรการกระตุ้นเศรษฐกิจของรัฐในไตรมาสสุดท้ายของปี 2569 ซึ่งจะทำให้ยอดขายกลับมาผันผวนตามกำลังซื้อจริง ประกอบกับต้นทุนรอบด้านทั้งวัตถุดิบ ค่าแรง ค่าไฟ และค่าธรรมเนียมแพลตฟอร์มเดลิเวอรีที่ยังอยู่ในระดับสูง
นอกจากนี้ พฤติกรรมผู้บริโภคยังซับซ้อนขึ้นอย่างรวดเร็ว โดยเกิดการแบ่งขั้วของกำลังซื้อระหว่างผู้ที่ยอมจ่ายแพงเพื่อประสบการณ์กับผู้ที่เน้นความคุ้มค่า ผู้บริโภคมีความ loyalty ต่อแบรนด์ลดลง และหันมานิยมการรับประทานคนเดียว
รวมถึงรูปแบบ Grab & Go มากยิ่งขึ้น ทางรอดของผู้ประกอบการจึงไม่ใช่การตัดราคา แต่เป็นการชูจุดขายด้านเอกลักษณ์และคุณภาพที่ชัดเจนเพื่อรักษาความสามารถในการแข่งขันในระยะยาว