Insight

The big : change Politic + Economy+ Civil Service + Academic

“ประเทศไทย” ที่ต้องขับเคลื่อนไปอย่างไม่หยุดยั้ง โดยไม่ให้ตกไปจากแผนที่โลก มี ”ผู้บริหาร และผู้ร่วมบริหารประเทศ” อันเป็นองค์ประกอบสำคัญเช่นเดียวกับประเทศต่างๆ ในประชาคมโลก แบ่งเป็นกลุ่มตามบทบาท ดังนี้ กลุ่มนักการเมือง กลุ่มนักบริหารงานด้านเศรษฐกิจ กลุ่มข้าราชการ และนักวิชาการ ในฐ…

“ประเทศไทย” ที่ต้องขับเคลื่อนไปอย่างไม่หยุดยั้ง โดยไม่ให้ตกไปจากแผนที่โลก มี ”ผู้บริหาร และผู้ร่วมบริหารประเทศ” อันเป็นองค์ประกอบสำคัญเช่นเดียวกับประเทศต่างๆ ในประชาคมโลก แบ่งเป็นกลุ่มตามบทบาท ดังนี้ กลุ่มนักการเมือง กลุ่มนักบริหารงานด้านเศรษฐกิจ กลุ่มข้าราชการ และนักวิชาการ

ในฐานะกลุ่มผู้บริหารประเทศ ประกอบด้วยนายกรัฐมนตรี ในนามของรัฐบาลไทย ที่เกี่ยวพันกับการเมืองโดยตรง เพราะระบบการปกครองของไทยภายใต้รัฐธรรมนูญ มีพรรคการเมือง มีสมาชิกสภาผู้แทนราษฎรมาจากการเลือกตั้งโดยเสียงของประชาชน

ตลอดเกือบ 6 ปีที่ผ่านมา ”พ.ต.ท.ทักษิณ ชินวัตร” คือหัวหน้าพรรคไทยรักไทย นั่งเก้าอี้นายกรัฐมนตรี เป็นที่ยอมรับว่าคือผู้สร้างปรากฏการณ์ใหม่ให้กับระบบพรรคการเมืองไทย ที่นักการเมืองต่างศิโรราบ สร้างปรากฏการณ์ใหม่ให้รัฐบาลที่สามารถจัดตั้งรัฐบาลเพียงพรรคเดียว สามารถสร้างนโยบายใหม่ๆ มารองรับ นำกลยุทธ์การตลาดมาใช้นำเสนอถึงประชาชนอย่างได้ผล

ขณะเดียวกันผู้ร่วมบริหารประเทศที่เป็นนักการเมืองอื่นอย่าง ”บรรหาร ศิลปอาชา” หัวหน้าพรรคชาติไทย ที่มีความเก๋า และทำความปั่นป่วนใจให้กับพรรครัฐบาล หรือไม่ก็พรรคฝ่ายค้านมาโดยตลอด เพราะท่าทีที่หาความชัดเจนได้ยากว่าต้องการอยู่ฝ่ายใด

สำหรับบุคคลทางการเมืองอีกหนึ่งที่ไม่อาจปฏิเสธได้ คือพลเอกเปรม ติณสูลานนท์ ประธานองคมนตรี ที่แม้ว่าโดยสถานะแล้วอยู่ห่างไกลจากการเมือง แต่เพราะบารมีที่ยังมีอยู่ล้นเหลือ ทำให้นักการเมืองมักดึงท่านมาเกี่ยวข้องตลอดเวลา

สุดท้ายสำหรับบุคคลทางการเมืองที่ไม่อาจลืมได้ “สมัคร สุนทรเวช” แม้จะมีคนที่ไม่ชอบหน้าจำนวนมาก แต่ก็มีคนจำนวนมากที่ชอบน้ำเสียง ลีลา และการแสดงออก โดยเฉพาะความชัดเจนในการเลือกฝ่ายอยู่ในขั้วอำนาจ หลายครั้งที่ลงในสนามการเมืองจึงยังคงกลับคืนสู่เก้าอี้รับใช้พ่อแม่พี่น้องได้ตลอดเวลา

อีกส่วนที่สำคัญคือผู้บริหารงานด้านเศรษฐกิจของประเทศ ที่ยุคนี้ต้องยกให้กับ “สมคิด จาตุศรีพิทักษ์” รองนายกรัฐมนตรี และรัฐมนตรีว่าการกระทรวงพาณิชย์ในปัจจุบัน และอดีตรัฐมนตรีว่าการกระทรวงการคลัง เป็นผู้มีบทบาทร่วมก่อตั้งพรรคไทยรักไทยตั้งแต่ต้น และเจ้าของพิมพ์เขียวนโยบายของพรรคไทยรักไทย ที่สามารถนำความต้องการของชาวบ้านมาเขียนแผนสนองความต้องการ จนโดนใจประชาชน

ที่สำคัญเมื่อเสียงร้อง”ท้าก-ษิน ออกไป“ ดังขึ้นเรื่อยๆ ชื่อของสมคิด จาตุศรีพิทักษ์ คือตัวเลือกใหม่สำหรับเก้าอี้นายกรัฐมนตรี

“ทนง พิทยะ” รัฐมนตรีว่าการกระทรวงการคลังคนปัจจุบัน ผู้ที่สนิทสนมและคุ้นเคยกับพ.ต.ท.ทักษิณ เป็นผู้มีบทบาท เคาะแผนการประกาศนโยบายลอยตัวค่าเงินบาทเมื่อปี 2540 ท่ามกลางกระแสข่าวการเอื้อประโยชน์ต่อบางบริษัท จนพ้นการเจ๊งในช่วงนั้น เมื่อกลับมานั่งเก้าอี้รัฐมนตรีว่าการกระทรวงการคลังอีกครั้ง จึงเป็นที่จับตามองว่าบทบาทที่จะแสดงคือการพัฒนาประเทศ หรือการเข้ามาเพื่อปกป้องผลประโยชน์ของใครคนใดคนหนึ่งเท่านั้น

ขณะที่ฝากของคณะรัฐมนตรีของพ.ต.ท.ทักษิณ ต้องการผลักดันประเทศให้เติบโตโดยวัดจากตัวเลข ”จีดีพี” โดยเฉพาะนโยบายการกดดอกเบี้ยต่ำ เพื่อกระตุ้นการลงทุนและจับจ่ายใช้สอย ธนาคารแห่งประเทศไทย โดย ม.ร.ว.ปรีดิยาธร เทวกุล ในฐานะผู้ว่าการฯ ก็แสดงบทบาทอย่างชัดเจนว่าต้องการรักษาเสถียรภาพทางเศรษฐกิจมากกว่าสนองนโยบาย

ภาคหนึ่งในการบริหารประเทศที่มีบทบาทสำคัญมานาน คือกลุ่มข้าราชการ ในยุคนี้หากเอ่ย ถึงชื่อของพลเอกสนธิ บุญยรัตกลิน และพลตำรวจเอก เสรีพิศุทธ์ เตมียาเวส ทั้งสองคือผู้กู้ภาพลักษณ์ให้ข้าราชการในเครื่องแบบทหารและตำรวจ คือที่พึ่งของประชาชนได้อีกครั้ง

สำหรับกลุ่มคนที่ยังคงมีบทบาทสำคัญปัจจุบัน และถือเป็นที่พึ่งยามต้องการกระตุกแนวทางการบริหารงานของรัฐบาล คือนักวิชาการ บุคคลที่โดดเด่น และทำการบ้านอย่างต่อเนื่องในด้านการเมือง โดยเฉพาะการรักษาความกล้าอย่างสม่ำเสมอในการวิพากษ์วิจารณ์นโยบายทักษิณ ต้องยกให้กับ”ธีรยุทธ บุญมี” ส่วนในภาคเศรษฐกิจมหภาค ต้องเอ่ยถึง ”ศุภวุฒิ สายเชื้อ” ที่เป็นเสมือนใบเตือนให้รู้ว่าเศรษฐกิจไทยกำลังไปทางไหน และอะไรบ้างที่ต้องระมัดระวัง

กลุ่มคนเหล่านี้ ด้วยบทบาทเหล่านี้ จึงจำเป็นอย่างยิ่งที่ต้องทำความรู้จัก...