ท่ามกลางภาวะเศรษฐกิจที่มีแนวโน้มชะลอตัวลงจากปัญหาภายในและภายนอกประเทศ ไม่ว่าจะเป็นสถานการณ์ความวุ่นวายทางการเมืองและภาวะเศรษฐกิจโลกที่มีแนวโน้มชะลอตัวลง ซึ่งคาดว่าจะส่งผลให้เศรษฐกิจไทยต้องเผชิญความยากลำบากมากขึ้น และส่งผลต่อเนื่องให้ภาคธุรกิจต้องประสบกับปัญหายอดขายชะลอตัวลงอย่างหลีกเลี่ยงไม่ได้ อย่างไรก็ตาม ศูนย์วิจัยกสิกรไทย มองว่ายังมีธุรกิจหนึ่งที่อาจมีโอกาสเติบโตท่ามกลางวิกฤตปัญหาเศรษฐกิจ ซึ่งคือธุรกิจซื้อขายออนไลน์ โดยได้วิเคราะห์ถึงแนวโน้มและโอกาสของธุรกิจ มีประเด็นสำคัญ ดังนี้
ภาพรวมปี 2551 ... ธุรกิจซื้อขายออนไลน์เติบโตเพิ่มขึ้น แม้เศรษฐกิจจะเผชิญปัญหา
ธุรกิจซื้อขายออนไลน์ถือเป็นส่วนหนึ่งของพาณิชย์อิเล็กทรอนิกส์ ซึ่งอาจมีได้หลายรูปแบบ แต่โดยทั่วไปเมื่อกล่าวถึงธุรกิจซื้อขายออนไลน์ก็มักจะหมายถึงธุรกิจขายให้กับผู้บริโภค (Business to Consumer: B2C) อีกทั้งจากการสำรวจของสำนักงานสถิติแห่งชาติก็พบว่าผู้ประกอบการส่วนใหญ่ในธุรกิจซื้อขายออนไลน์จะอยู่ในรูปแบบของ B2C ถึงประมาณร้อยละ 72.5 โดยส่วนใหญ่จะอยู่ในธุรกิจเสื้อผ้าและเครื่องแต่งกายประมาณร้อยละ 29.4 คอมพิวเตอร์และอุปกรณ์อิเล็กทรอนิกส์ประมาณร้อยละ 21.1 และธุรกิจบริการประมาณร้อยละ 11.1 อย่างไรก็ตาม จากแนวโน้มการเติบโตของตลาดซื้อขายออนไลน์ทำให้เกิดการพัฒนารูปแบบการซื้อขายออนไลน์ระหว่างผู้บริโภคขายให้กับผู้บริโภค (Consumer to Consumer: C2C) ผ่านตลาดกลางอิเล็กทรอนิกส์ (e-Marketplace)
ในปี 2551 ขณะที่ภาวะเศรษฐกิจไทยต้องเผชิญกับปัญหานานัปการ ไม่ว่าจะเป็นราคาน้ำมันที่เพิ่มสูงขึ้นซึ่งส่งผลให้ค่าครองชีพของผู้บริโภคและต้นทุนการดำเนินธุรกิจของภาคเอกชนเพิ่มสูงขึ้น หรือสถานการณ์ความวุ่นวายทางการเมืองซึ่งส่งผลต่อความเชื่อมั่นของผู้บริโภคและนักลงทุน ซึ่งทำให้ภาคธุรกิจต่างๆ ต้องเผชิญปัญหาหลายด้าน แต่ธุรกิจซื้อขายออนไลน์กลับมีแนวโน้มเติบโต โดยจากการสำรวจของ NECTEC ในปี 2551 มีจำนวนผู้ที่ซื้อสินค้าและบริการผ่านอินเทอร์เน็ตเป็นสัดส่วนกว่าร้อยละ 45.5 เพิ่มสูงขึ้นจากปี 2550 ที่มีประมาณร้อยละ 28.9 โดยสินค้าและบริการที่มีการสั่งซื้อมากที่สุดได้แก่ หนังสือประมาณร้อยละ 36.4 การสั่งจองบริการต่างๆ ประมาณร้อยละ 30.7 และภาพยนตร์ (พัสดุ) ประมาณร้อยละ 18.1 ขณะที่การสำรวจของสำนักงานสถิติแห่งชาติ เสื้อผ้าเครื่องแต่งกายเป็นสินค้าที่มีการซื้อขายสูงสุดประมาณร้อยละ 16.5 การสั่งจองบริการต่างๆ ประมาณร้อยละ 14.9 และหนังสือประมาณร้อยละ 13.6 นอกจากนี้ จากรายงานของ e-Bay ก็พบว่าตลาดซื้อขายออนไลน์ของไทยในปี 2551 มีธุรกรรมเพิ่มขึ้นถึงร้อยละ 36 จากปีก่อน โดยสินค้าที่ซื้อขายมากที่สุด ได้แก่ เสื้อผ้าเครื่องแต่งกาย อัญมณี และสินค้าที่เกี่ยวกับรถยนต์ โดยเฉพาะอัญมณีที่จากสถิติพบว่าทุก 27 วินาที ผู้ขายจะสามารถขายได้ 1 ชิ้น
ทั้งนี้ ที่ผ่านมาการสำรวจมูลค่าตลาดซื้อขายออนไลน์มีความแตกต่างกัน โดยขึ้นอยู่กับนิยามในการสำรวจและกลุ่มตัวอย่าง สำหรับ ศูนย์วิจัยกสิกรไทย ประเมินว่ามูลค่าตลาดซื้อขายออนไลน์ในปี 2551 อาจอยู่ในช่วง 25,000-30,000 ล้านบาท ขยายตัวประมาณร้อยละ 30-40 จากปีก่อน โดยมีปัจจัยสนับสนุนมาจากจำนวนผู้ใช้อินเทอร์เน็ตที่เพิ่มสูงขึ้น โดยคาดว่าจะมีประมาณ 15.4 ล้านคน เพิ่มสูงขึ้นจากปี 2550 ที่มีประมาณ 13.4 ล้านคน อีกทั้งจำนวนผู้ใช้อินเทอร์เน็ตผ่าน ADSL ก็มีสัดส่วนเพิ่มสูงขึ้นจากปีก่อน โดยมีสัดส่วนประมาณร้อยละ 43.5 เพิ่มขึ้นจากปีก่อนที่มีสัดส่วนประมาณร้อยละ 36.8 สะท้อนให้เห็นว่าผู้ใช้อินเทอร์เน็ตหันมาใช้อินเทอร์เน็ตความเร็วสูงมากขึ้น ซึ่งส่งผลดีต่อการสั่งซื้อสินค้าออนไลน์ให้มีความสะดวกรวดเร็วและน่าเชื่อถือมากขึ้น ราคาน้ำมันที่เพิ่มสูงขึ้นในช่วงครึ่งปีแรกก็ผลักดันให้ผู้บริโภคหันมาสั่งซื้อสินค้าและบริการผ่านอินเทอร์เน็ตมากขึ้น นอกจากนี้ การเติบโตของเว็บไซต์ e-Marketplace ก็ช่วยทำให้การซื้อขายออนไลน์มีแนวโน้มเติบโตสูงขึ้นด้วย เช่น เว็บไซต์ weloveshopping.com ที่มีร้านค้ากว่า 125,956 ร้าน มีสินค้ากว่า 1.1 ล้านรายการ มีผู้เข้ามาชมกว่า 20 ล้านเพจวิว/เดือน เว็บไซต์ tarad.com มีร้านค้ากว่า 130,700 ร้าน มีสินค้ากว่า 1.1 ล้านรายการ เป็นต้น
แนวโน้มปี 2552 ... โอกาสสำคัญ ท่ามกลางวิกฤตเศรษฐกิจ
สำหรับในปี 2552 ท่ามกลางภาวะวิกฤตเศรษฐกิจ ไม่ว่าจะเป็นเศรษฐกิจโลกที่ชะลอตัวลง สถานการณ์ความวุ่นวายทางการเมือง ความเชื่อมั่นของนักท่องเที่ยว และปัญหาอื่นๆ ซึ่งจะทำให้เศรษฐกิจไทยมีแนวโน้มจะชะลอตัวลง แต่ ศูนย์วิจัยกสิกรไทย มองว่าธุรกิจซื้อขายออนไลน์จะเป็นหนึ่งในไม่กี่ธุรกิจที่จะมีแนวโน้มเติบโต โดยได้วิเคราะห์ถึงจุดแข็งและจุดอ่อนของธุรกิจซื้อขายออนไลน์ ดังนี้
จุดแข็งและโอกาส มีต้นทุนในการดำเนินการที่ต่ำ ทำให้สามารถตั้งราคาขายต่ำกว่าท้องตลาดได้ โดยผู้ประกอบการมีทางเลือกในการจัดจำหน่ายสินค้าในหลายรูปแบบ เช่น จัดทำเว็บไซต์โดยเฉพาะ ขายผ่านเว็บ e-Marketplace ขายผ่านการประมูลออนไลน์ เป็นต้น ซึ่งแต่ละรูปแบบมีต้นทุนในการดำเนินการต่ำกว่าการมีหน้าร้านขายสินค้าตามปกติ โดยบางเว็บไซต์อาจไม่คิดค่าบริการหรือคิดค่าบริการไม่สูงในการนำสินค้าไปวางขาย อีกทั้งผู้ประกอบการสามารถทำการขายผ่านช่องทางออนไลน์และหน้าร้านปกติควบคู่กันไป เป็นการช่วยขยายช่องทางการจัดจำหน่ายให้มากขึ้นด้วย ทั้งนี้ ขณะที่เศรษฐกิจอยู่ในภาวะชะลอตัวลงส่งผลให้ผู้บริโภคอาจชะลอการบริโภคลง การจำหน่ายสินค้าและบริการออนไลน์ที่มีราคาต่ำกว่าท้องตลาดก็อาจเป็นทางเลือกหนึ่งที่ผู้บริโภคจะให้ความสำคัญมากขึ้น
ความรวดเร็วในการปรับเปลี่ยนการสื่อสารทางการตลาดและแนะนำสินค้าและบริการใหม่ๆ แก่ลูกค้า เพื่อให้ทันต่อกระแสและตอบสนองตลาดได้เร็วที่สุด ซึ่งธุรกิจซื้อขายออนไลน์ถือได้ว่ามีความได้เปรียบอย่างมากเมื่อเทียบกับช่องทางการขายตามปกติ เนื่องจากสามารถปรับเปลี่ยนได้อย่างรวดเร็วผ่านทางเว็บไซต์ ซึ่งจะทำให้สามารถตอบสนองความต้องการของผู้บริโภคได้ตรงจุดมากขึ้น
จำนวนผู้ใช้อินเทอร์เน็ตยังมีแนวโน้มเพิ่มขึ้น จากการแข่งขันของผู้ให้บริการอินเทอร์เน็ต ทำให้ราคาค่าบริการมีแนวโน้มถูกลงและความเร็วเพิ่มสูงขึ้น รวมทั้งการเข้ามาของเทคโนโลยี 3G และ WiMAX ซึ่งจะทำให้จำนวนผู้ใช้อินเทอร์เน็ตบรอดแบนด์ไร้สายเพิ่มสูงขึ้น รวมทั้งช่วยกระจายโอกาสการเข้าถึงอินเทอร์เน็ตไปสู่ต่างจังหวัดมากขึ้น ทำให้ธุรกิจซื้อขายออนไลน์มีโอกาสเติบโตตามไปด้วย
ปัจจุบันเทคโนโลยีในการทำธุรกรรมออนไลน์มีความสะดวกรวดเร็วและปลอดภัยมากขึ้น โดยเฉพาะการชำระเงินออนไลน์ที่มีการพัฒนาระบบการตรวจสอบการชำระเงินผ่านบัตรเครดิต กฎหมายควบคุมธุรกิจบริการชำระเงินอิเล็กทรอนิกส์ รวมทั้งการดำเนินการออกเครื่องหมายรับรองความน่าเชื่อถือในการประกอบธุรกิจพาณิชย์อิเล็กทรอนิกส์ (Trustmark) ของกรมพัฒนาธุรกิจการค้า การบังคับใช้ พ.ร.บ. การกระทำความผิดทางคอมพิวเตอร์ แนวโน้มการออกกฎหมายรับรองเอกสารอิเล็กทรอนิกส์ก็จะช่วยรับรองการออกใบเสร็จอิเล็กทรอนิกส์ (e-Invoice) และในอนาคตก็จะมี พ.ร.บ. หลักเกณฑ์และวิธีการทำธุรกรรมอิเล็กทรอนิกส์ ซึ่งคาดว่าจะช่วยสร้างความน่าเชื่อถือให้แก่ผู้ประกอบการและสร้างความมั่นใจแก่ผู้บริโภคมากขึ้น
จุดอ่อนและอุปสรรค ปัญหาความเชื่อมั่นของผู้บริโภคในการเลือกซื้อสินค้าและบริการออนไลน์ ทั้งปัญหาความเชื่อมั่นในระบบการชำระเงินที่อาจต้องใช้บัตรเครดิตหรือการชำระเงินผ่านระบบอินเทอร์เน็ต การไม่ได้เห็นสินค้าจริงซึ่งส่งผลให้ผู้บริโภคอาจไม่มั่นใจว่าจะได้รับสินค้าดังที่ปรากฏบนเว็บไซต์หรือไม่ รวมทั้งอาจไม่มั่นใจในผู้จำหน่ายสินค้าว่าจะจัดส่งสินค้าให้หลังจากชำระเงินไปแล้วหรือไม่ ซึ่งทั้งหมดล้วนเป็นปัญหาและอุปสรรคสำคัญของธุรกิจซื้อขายออนไลน์ โดยจากการสำรวจของ NECTEC พบว่า ปัญหาข้างต้นเป็นเหตุผลสำคัญที่สุดที่ทำให้ผู้บริโภคอาจตัดสินใจไม่เลือกซื้อสินค้าและบริการผ่านทางอินเทอร์เน็ต โดยเฉพาะปัจจุบันที่อาชญากรรมทางคอมพิวเตอร์มีการพัฒนาไปอย่างรวดเร็ว ทำให้ผู้ที่เกี่ยวข้องทั้งผู้ประกอบการและหน่วยงานรัฐจำเป็นต้องเร่งพัฒนาเทคโนโลยีในการป้องกันให้ทันท่วงทีมากขึ้น
อัตราการใช้อินเทอร์เน็ตของไทยยังต่ำ โดยอยู่ที่ประมาณร้อยละ 23.2 ซึ่งถือว่าต่ำเมื่อเทียบกับประเทศอื่นๆ เช่น มาเลเซียมีสัดส่วนประมาณร้อยละ 59.0 สิงคโปร์ประมาณร้อยละ 58.6 เป็นต้น ซึ่งในด้านหนึ่งอาจมองได้ว่าผู้ประกอบการยังมีโอกาสที่จะสามารถขยายตลาดได้อีกในอนาคต แต่ในอีกด้านหนึ่งก็ถือเป็นข้อจำกัดในการทำตลาดของผู้ประกอบการ โดยเฉพาะเมื่อพิจารณาถึงจังหวัดที่มีผู้ใช้อินเทอร์เน็ตมากที่สุดจะกระจุกตัวอยู่ในจังหวัดสำคัญของประเทศ เช่น กรุงเทพฯ นนทบุรี ภูเก็ต เป็นต้น ซึ่งหากอัตราการใช้อินเทอร์เน็ตไม่เพิ่มขึ้นและกระจายตัวมากขึ้น ก็อาจเป็นอุปสรรคสำคัญในการขยายตลาดซื้อขายออนไลน์ไปสู่ต่างจังหวัด
ผู้บริโภคยังซื้อสินค้าและบริการที่มีราคาไม่สูง โดยจากการสำรวจของ NECTEC ผู้บริโภคจะเลือกซื้อสินค้าและบริการผ่านอินเทอร์เน็ตในระดับราคาประมาณ 1,001-5,000 บาท มากที่สุดเป็นสัดส่วนประมาณร้อยละ 41.2 รองลงมาเป็นระดับราคาต่ำกว่า 1,000 บาท เป็นสัดส่วนประมาณร้อยละ 27.6 ซึ่งสะท้อนให้เห็นถึงความกังวลของผู้บริโภคที่ยังคงไม่เชื่อมั่นในการซื้อขายสินค้าออนไลน์ ทำให้ยังคงเลือกซื้อสินค้าที่มีราคาไม่สูงนัก ซึ่งปัญหาดังกล่าวจะส่งผลต่อการเติบโตของมูลค่าตลาดซื้อขายออนไลน์ได้ โดยจากข้อมูลของ IDC ประเทศที่มีสัดส่วนมูลค่าพาณิชย์อิเล็กทรอนิกส์ต่อ GDP สูงที่สุด ได้แก่ ฮ่องกงประมาณร้อยละ 25.8 สิงคโปร์ประมาณร้อยละ 25 ส่วนไทยประมาณร้อยละ 7.1 เท่านั้น
ทั้งนี้ จากเหตุผลและปัจจัยต่างๆ ข้างต้น ศูนย์วิจัยกสิกรไทย คาดการณ์ว่าธุรกิจซื้อขายออนไลน์จะยังคงมีแนวโน้มเติบโต แม้อาจต้องเผชิญความยากลำบากมากขึ้น จากการชะลอการบริโภคของผู้บริโภคในปีหน้า แต่ก็คาดว่าผู้บริโภคจะมีการโยกย้ายการบริโภคจากช่องทางปกติไปสู่การซื้อขายออนไลน์มากขึ้น โดยคาดว่าในปี 2552 ธุรกิจซื้อขายออนไลน์จะมีมูลค่าประมาณ 30,000-39,000 ล้านบาท ขยายตัวประมาณร้อยละ 20-30 แม้จะชะลอลงจากปี 2551 ที่ขยายตัวประมาณร้อยละ 30-40 แต่ก็ถือว่าเป็นอัตราการเติบโตที่อยู่ในระดับสูง ขณะที่คาดว่าแนวโน้มการแข่งขันในตลาดจะรุนแรงมากขึ้น จากการเข้ามาของผู้ประกอบการรายใหม่ๆ
โอกาสและแนวทางของผู้ประกอบการในธุรกิจซื้อขายออนไลน์
ศูนย์วิจัยกสิกรไทย มองว่าโอกาสของผู้ประกอบการในธุรกิจซื้อขายออนไลน์จะขึ้นอยู่กับความพร้อมของโครงสร้างพื้นฐานและบริการที่เกี่ยวเนื่อง เช่น ระบบอินเทอร์เน็ต ระบบการชำระเงิน ระบบการจัดส่งสินค้า เป็นต้น ซึ่งผู้ประกอบการต้องปรับตัวและเพิ่มขีดความสามารถในการแข่งขันให้สูงขึ้น โดยต้องสร้างความเชื่อมั่นให้กับผู้บริโภคทั้งด้านความปลอดภัยในการชำระเงิน คุณภาพของสินค้า และระบบการจัดส่งสินค้าที่มีประสิทธิภาพ ขณะเดียวกันต้องเร่งพัฒนาและปรับตัวเพื่อรองรับกับเทคโนโลยีใหม่ๆ ในอนาคต นอกจากนี้ ผู้ประกอบการควรมีการรวมกลุ่มกันในลักษณะพันธมิตรทางธุรกิจเพื่อเพิ่มโอกาสในการแข่งขัน สำหรับผู้ประกอบการขนาดเล็กควรส่งเสริมให้เกิดการซื้อขายผ่านตลาด e-Marketplace เนื่องจากจะช่วยสร้างความสะดวกให้แก่ผู้บริโภคและเพิ่มโอกาสในการขายสินค้าและบริการได้เพิ่มขึ้น นอกจากนี้ สินค้าและบริการที่จะมีโอกาสเติบโตในตลาดซื้อขายออนไลน์ควรจะเป็นสินค้าและบริการที่ขึ้นอยู่กับกระแสนิยม ซึ่งจะสอดคล้องกับจุดแข็งของการซื้อขายผ่านอินเทอร์เน็ตที่สามารถปรับเปลี่ยนการสื่อสารทางการตลาดได้อย่างรวดเร็วตามความต้องการของผู้บริโภค อีกทั้งจากปัญหาด้านความเชื่อมั่นของผู้บริโภค ทำให้ผู้บริโภคไม่กล้าที่จะตัดสินใจซื้อสินค้าและบริการที่มีราคาสูง ดังนั้นสินค้าและบริการที่จะมีโอกาสทำตลาดได้ดีก็ควรจะต้องมีราคาต่อหน่วยไม่สูงมากนัก รวมทั้งราคาขายในอินเทอร์เน็ตก็ควรต่ำกว่าราคาตลาดทั่วไปด้วย เพื่อที่จะดึงดูดให้ผู้บริโภคหันมาสนใจมากขึ้น โดยสินค้าที่คาดว่าจะมีโอกาสในตลาดซื้อขายออนไลน์ ได้แก่ สินค้าไอที เครื่องใช้ไฟฟ้าอิเล็กทรอนิกส์ เครื่องแต่งกาย เครื่องประดับ เครื่องสำอาง และบริการเดินทางและท่องเที่ยว
ทั้งนี้ ผู้ประกอบการหลายรายอาจมองว่าการปรับเปลี่ยนรูปแบบการดำเนินธุรกิจไปสู่ระบบออนไลน์มากขึ้นนั้นอาจมีความยุ่งยากและซับซ้อน แต่ในความเป็นจริงการทำธุรกิจซื้อขายออนไลน์ไม่ได้ยากอย่างที่คิด โดยอาจมีเครื่องคอมพิวเตอร์เพียง 1 เครื่อง ก็สามารถเริ่มต้นดำเนินธุรกิจได้แล้ว และอาจไม่จำเป็นต้องมีเว็บไซต์เป็นของตนเอง เนื่องจากสามารถไปฝากขายสินค้าผ่านเว็บไซต์ e-Marketplace ได้ โดยสามารถสรุปขั้นตอนหรือแนวทางเบื้องต้นในการเริ่มต้นธุรกิจซื้อขายออนไลน์ ดังนี้
1. กำหนดเป้าหมาย ผู้ประกอบการต้องกำหนดเป้าหมายในการทำธุรกิจซื้อขายออนไลน์ให้ชัดเจน เช่น ต้องการลดต้นทุน ต้องการขยายฐานลูกค้า ต้องการปรับภาพลักษณ์ เป็นต้น
2. ศึกษาพฤติกรรมของลูกค้า ผู้ประกอบการต้องทำการศึกษาพฤติกรรมของลูกค้า (Consumer Behavior) ที่เป็นกลุ่มเป้าหมายอย่างชัดเจน เพื่อนำมาวิเคราะห์และจัดทำแผนกลยุทธ์ในการดำเนินธุรกิจให้เหมาะสมที่สุด โดยหากกลุ่มลูกค้าหลักหรือกลุ่มเป้าหมายไม่ใช่ผู้ที่ใช้อินเทอร์เน็ตอยู่เป็นประจำ ผู้ประกอบการก็อาจใช้ธุรกิจซื้อขายออนไลน์เป็นโอกาสในการขยายตลาดไปสู่กลุ่มลูกค้าใหม่ๆ ได้เช่นกัน
3. ทำความเข้าใจในระบบธุรกิจซื้อขายออนไลน์ ผู้ประกอบการควรมีความรู้เบื้องต้นเกี่ยวกับรูปแบบและระบบธุรกิจซื้อขายออนไลน์ เช่น การเลือกรูปแบบเว็บไซต์ ระบบฐานข้อมูล ระบบการชำระเงิน การโฆษณาผ่านอินเทอร์เน็ต ระบบการรักษาความปลอดภัยบนอินเทอร์เน็ต เป็นต้น เนื่องจากความรู้ความเข้าใจในเรื่องดังกล่าวจะช่วยให้สามารถวางแผนการดำเนินธุรกิจซื้อขายออนไลน์ได้อย่างเหมาะสม
4. วางแผนธุรกิจซื้อขายออนไลน์ ผู้ประกอบการต้องวางแผนและจัดวางระบบในการทำธุรกิจ (Business Plan) ดังเช่นธุรกิจปกติ ทั้งด้านการเงิน การตลาด การจัดส่งสินค้า และอื่นๆ ซึ่งจะต้องสอดคล้องกับรูปแบบของธุรกิจซื้อขายออนไลน์ โดยต้องเลือกใช้เครื่องมือที่เหมาะสม ทั้งนี้ อาจเลือกใช้บริการของผู้ให้บริการ Outsource ที่ให้บริการด้านเทคโนโลยีมาดูแลและจัดการในเชิงเทคนิค
5. ติดตามและสื่อสารกับลูกค้า ผู้ประกอบการควรใช้โอกาสจากธุรกิจซื้อขายออนไลน์ในการจัดทำระบบบริหารจัดการความสัมพันธ์กับลูกค้า (Customer Relationship Management: CRM) ซึ่งถือเป็นสิ่งที่ธุรกิจซื้อขายออนไลน์จะได้เปรียบธุรกิจปกติ เนื่องจากมีต้นทุนในการติดตามและสื่อสารกับลูกค้าต่ำ โดยผู้ประกอบการสามารถนำข้อคิดเห็นและข้อเสนอแนะจากลูกค้ามาดำเนินการปรับปรุงการดำเนินงานและการให้บริการ เพื่อให้ตอบสนองความต้องการของลูกค้าได้มากที่สุด
สรุปและข้อคิดเห็น
ในปี 2551 ขณะที่ภาวะเศรษฐกิจไทยต้องเผชิญกับปัญหานานัปการ แต่ธุรกิจซื้อขายออนไลน์กลับมีแนวโน้มเติบโต โดยจากการสำรวจของ NECTEC ในปี 2551 มีจำนวนผู้ที่ซื้อสินค้าและบริการผ่านอินเทอร์เน็ตเป็นสัดส่วนกว่าร้อยละ 45.5 เพิ่มสูงขึ้นจากปี 2550 ที่มีประมาณร้อยละ 28.9 ที่ผ่านมาการสำรวจมูลค่าตลาดซื้อขายออนไลน์มีความแตกต่างกัน โดยขึ้นอยู่กับนิยามในการสำรวจและกลุ่มตัวอย่าง สำหรับ ศูนย์วิจัยกสิกรไทย ประเมินว่ามูลค่าตลาดซื้อขายออนไลน์ในปี 2551 อาจอยู่ในช่วง 25,000-30,000 ล้านบาท ขยายตัวประมาณร้อยละ 30-40 จากปีก่อน โดยมีปัจจัยสนับสนุนมาจากจำนวนผู้ใช้อินเทอร์เน็ตที่เพิ่มสูงขึ้น รวมทั้งการที่ผู้ใช้อินเทอร์เน็ตหันมาใช้อินเทอร์เน็ตความเร็วสูงมากขึ้น ซึ่งส่งผลดีต่อการสั่งซื้อสินค้าออนไลน์ที่มีความสะดวกรวดเร็วและน่าเชื่อถือมากขึ้น นอกจากนี้ การเติบโตของเว็บไซต์ e-Marketplace ก็ช่วยสนับสนุนการเติบโตของธุรกิจซื้อขายออนไลน์ด้วย
สำหรับในปี 2552 ศูนย์วิจัยกสิกรไทย มองว่าธุรกิจซื้อขายออนไลน์จะเป็นหนึ่งในไม่กี่ธุรกิจที่จะมีแนวโน้มการเติบโต โดยมีจุดแข็งจากต้นทุนในการดำเนินการที่ต่ำ ทำให้สามารถตั้งราคาขายต่ำกว่าท้องตลาดได้ อีกทั้งผู้ประกอบการสามารถทำการขายผ่านช่องทางออนไลน์และหน้าร้านปกติควบคู่กันไป เป็นการช่วยขยายช่องทางการจัดจำหน่ายให้มากขึ้นด้วย ความรวดเร็วในการปรับเปลี่ยนการสื่อสารทางการตลาดและการแนะนำสินค้าและบริการใหม่ๆ เพื่อให้ทันต่อกระแสและตอบสนองตลาด จำนวนผู้ใช้อินเทอร์เน็ตที่มีแนวโน้มเพิ่มขึ้น จากราคาค่าบริการที่มีแนวโน้มถูกลงและความเร็วเพิ่มสูงขึ้น รวมทั้งการเข้ามาของเทคโนโลยี 3G และ WiMAX ช่วยกระจายโอกาสการเข้าถึงอินเทอร์เน็ตไปสู่ผู้บริโภคในต่างจังหวัดได้มากขึ้น ตลอดจนเทคโนโลยีในการทำธุรกรรมออนไลน์ที่มีความปลอดภัยและสะดวกรวดเร็วมากขึ้น ซึ่งจะช่วยสร้างความน่าเชื่อถือแก่ผู้ประกอบการและสร้างความมั่นใจแก่ผู้บริโภคมากขึ้น อย่างไรก็ตาม ธุรกิจซื้อขายออนไลน์ยังมีจุดอ่อนที่ควรเร่งแก้ไข ไม่ว่าจะเป็นปัญหาความเชื่อมั่นของผู้บริโภคทั้งปัญหาความเชื่อมั่นในระบบการชำระเงิน การไม่ได้เห็นสินค้าจริง รวมทั้งความไม่มั่นใจในการจัดส่งสินค้าหลังจากชำระเงินไปแล้ว ทั้งนี้ จากเหตุผลและปัจจัยต่างๆ ข้างต้น ศูนย์วิจัยกสิกรไทย คาดการณ์ว่าธุรกิจซื้อขายออนไลน์จะยังคงมีแนวโน้มเติบโต แม้อาจต้องเผชิญความยากลำบากมากขึ้น จากการชะลอการบริโภคของผู้บริโภค แต่ก็คาดว่าผู้บริโภคจะมีการโยกย้ายการบริโภคจากช่องทางปกติไปสู่การซื้อขายออนไลน์มากขึ้น โดยคาดว่าในปี 2552 ธุรกิจซื้อขายออนไลน์จะมีมูลค่าประมาณ 30,000-39,000 ล้านบาท ขยายตัวประมาณร้อยละ 20-30 แม้จะชะลอลงจากปี 2551 ที่ขยายตัวประมาณร้อยละ 30-40 แต่ก็ถือว่าเป็นอัตราการเติบโตที่อยู่ในระดับสูง ขณะที่คาดว่าแนวโน้มการแข่งขันในตลาดจะรุนแรงมากขึ้น จากการเข้ามาของผู้ประกอบการรายใหม่ๆ