Insight

TTA ยังแข็งแกร่งผลประกอบการไตรมาสแรก มีผลกำไรสุทธิกว่า 897 ล้านบาท

ม.ล. จันทรจุฑา จันทรทัต กรรมการผู้จัดการ บริษัท โทรีเซนไทย เอเยนต์ซีส์ จำกัด (มหาชน) (“TTA”) เปิดเผยว่า “ บริษัทฯ มีรายได้จากการดำเนินงานทั้งหมดในไตรมาสที่ 1 ของปีบัญชี 2552 (เริ่ม 1 ตุลาคม -31 ธันวาคม 2551) รวม 7,271.4 ล้านบาท โดยมีผลกำไรสุทธิของบริษัทฯ เท่ากับ 897.1 ล้านบาท ใน…

blogmedia-46257.jpg

ม.ล. จันทรจุฑา จันทรทัต กรรมการผู้จัดการ บริษัท โทรีเซนไทย เอเยนต์ซีส์ จำกัด (มหาชน) (“TTA”) เปิดเผยว่า “ บริษัทฯ มีรายได้จากการดำเนินงานทั้งหมดในไตรมาสที่ 1 ของปีบัญชี 2552 (เริ่ม 1 ตุลาคม -31 ธันวาคม 2551) รวม 7,271.4 ล้านบาท โดยมีผลกำไรสุทธิของบริษัทฯ เท่ากับ 897.1 ล้านบาท ในไตรมาสนี้ บริษัทฯ มีกำไรที่ได้จากการซื้อคืนและยกเลิกหุ้นกู้แปลงสภาพของบริษัทฯ จำนวน 545.3 ล้านบาท โดยบริษัทฯ ได้ดำเนินการซื้อคืนหุ้นกู้แปลงสภาพคิดเป็นจำนวนเงินต้น 39 ล้านดอลลาร์สหรัฐอเมริกา หรือร้อยละ 23.0 ของจำนวนเงินต้นทั้งหมดของหุ้นกู้แปลงสภาพ ที่ราคาเฉลี่ยร้อยละ 61.4 ต่อหุ้นกู้แปลงสภาพ 1 หน่วย

ไตรมาสที่ 1 รอบปีบัญชี 2552 นี้ บริษัทฯ มีเงินสดและรายการเทียบเท่าเงินสดเพิ่มขึ้นเท่ากับ 366.8 ล้านบาท ซึ่งเป็นเงินสดรับจากกิจกรรมการดำเนินงานจำนวน 2,032.1 ล้านบาท และใช้ไปในกิจกรรมการลงทุน และกิจกรรมการจัดหาเงิน เป็นจำนวนเงิน 1,117.8 และ 732.9 ล้านบาท ตามลำดับ

สาเหตุหลักที่ผลกำไรของบริษัทฯลดลงเกิดจากการปรับตัวลงของอัตราค่าเช่าเรือถัวเฉลี่ยจาก 24,202 ดอลลาร์สหรัฐอเมริกาต่อวันต่อลำในไตรมาสที่ 4 ของปีบัญชี 2551 เป็น 10,326 ดอลลาร์สหรัฐอเมริกาต่อวันต่อลำในไตรมาสที่ 1 ของปีบัญชี 2552 อันเป็นผลสืบเนื่องมาจากอุตสาหกรรมเหล็กที่คิดเป็นจำนวนเกือบร้อยละ 50 ของการค้าทางทะเลของสินค้าแห้งเทกอง ได้ลดการผลิตเหล็กทั่วโลกลงร้อยละ 20 ถึงร้อยละ 30 ขณะเดียวกันประเทศจีนซึ่งเป็นตัวขับเคลื่อนหลักของธุรกิจเรือบรรทุกสินค้าแห้งเทกองตั้งแต่ปี 2546 ได้ประสบกับภาวะการชะลอตัวในการผลิตเหล็กเป็นครั้งแรก กอปรกับที่ประเทศจีนมีการสำรองเหล็กไว้ในประเทศมากทำให้มีการนำเข้าเหล็กลดน้อยลง นอกจากนั้นยังมีสาเหตุมาจากสถานการณ์เรือใหม่เข้าสู่ตลาดอย่างต่อเนื่องในขณะที่อุปสงค์การใช้เรือต่ำลงจึงก่อให้เกิดภาวะไม่สมดุลรวมถึงสถานการณ์ที่ผู้ให้กู้ลังเลที่จะให้เงินกู้ (credit crunch) ทำให้ยากแก่การเปิด letter of credits ซึ่งในที่สุดก็จะมีผลกระทบอย่างหนักต่อการค้าขายสินค้าที่กำหนดค่าเช่าเรือแบบวันต่อวัน เช่น ธัญพืช เมล็ดถั่วเหลือง น้ำตาล ซีเมนต์ และแร่อะลูมินา”

ส่วนบริษัท เมอร์เมด มาริไทม์ จำกัด (มหาชน) (“เมอร์เมด”) มีส่วนแบ่งกำไรให้แก่บริษัทฯในไตรมาสที่ 1 ของปีบัญชี 2552 เท่ากับ 180.0 ล้านบาท (ไม่รวมกำไรจากอัตราแลกเปลี่ยน) ลดลงจากไตรมาสที่ 4 ของปีบัญชี 2551 เท่ากับ ร้อยละ 26.1 สำหรับส่วนงานบริการที่เกี่ยวข้องกับการเดินเรือ มีส่วนแบ่งผลกำไรสุทธิให้กับบริษัทฯ (หลังจากหักส่วนของผู้ถือหุ้นส่วนน้อย) เท่ากับ 76.3 ล้านบาท โดยไม่รวมขาดทุนจากอัตราแลกเปลี่ยนและหากไม่รวมการตั้งสำรองค่าใช้จ่ายของผลประโยชน์แปรผันของพนักงานแล้วจะเพิ่มขึ้นเท่ากับร้อยละ 4.0 จากไตรมาสที่ 4 ของปีบัญชี 2551” ม.ล. จันทรจุฑา กล่าวเพิ่มเติม

“เราได้คำนึงถึงวัฎจักรของธุรกิจเรือบรรทุกสินค้าแห้งเทกองในแผนการลงทุนของเรามาโดยตลอด ซึ่ง ณ ขณะนี้ บริษัทฯ ก็เชื่อว่า เป็นช่วงเวลาที่อัตราค่าเช่าเรือและราคาเรือลดต่ำลง ทำให้การมีผลกำไรที่งดงามเป็นไปได้ยาก อย่างไรก็ตาม นับได้ว่า บริษัทฯ เราเป็นหนึ่งในบริษัทฯ ที่มีหนี้ต่ำที่สุดบริษัทหนึ่งในธุรกิจเรือบรรทุกสินค้าแห้งเทกอง ซึ่งเราเชื่อว่าสถานการณ์ที่การปล่อยกู้เป็นไปอย่างยากลำบาก จะก่อให้เกิดโอกาสทางการตลาดใหม่ๆ เนื่องจากจะมีผู้ซื้อน้อยลงและราคาเรือลดลง อีกทั้งเรือใหม่ที่จะเข้าสู่ตลาด ก็มีน้อยลงด้วย จากการที่อู่ต่อเรือจะประสบปัญหาด้านการเงิน” ม.ล. จันทรจุฑากล่าว

ธุรกิจการขนส่งสินค้าแห้งเทกองนั้นได้เผชิญกับภาวะการชะลอตัวอย่างเห็นได้ชัดในช่วงจากวันที่ 1 ตุลาคม พ.ศ. 2551 ถึงวันที่ 31 ธันวาคม พ.ศ. 2551 เมื่อเริ่มต้นไตรมาสดัชนีค่าระวางเรือบอลติคอยู่ที่ 3,025 จุด แต่เมื่อสิ้นไตรมาส ดัชนีค่าระวางเรือบอลติคลดระดับลงเหลือ 774 จุด หรือลดลงร้อยละ 74.41 แนวโน้วที่คล้ายคลึงกันนี้ได้เกิดขึ้นกับดัชนีชี้วัดค่าเช่าเรือขนาดต่างๆด้วยเช่นกัน เช่น ดัชนีอัตราค่าเช่าเรือ Baltic Supramax Index อยู่ที่ 27,179 ดอลลาร์สหรัฐอเมริกา ณ วันที่ 1 ตุลาคม 2551 และลดระดับลงเหลือ 4,405 ดอลลาร์สหรัฐอเมริกาต่อวัน ในวันที่ 24 ธันวาคม 2551 ส่วนราคาเรือก็ลดต่ำลงตั้งแต่ปลายไตรมาสที่ 1 ของปีบัญชี 2552

สินทรัพย์ในส่วนธุรกิจวิศวกรรมโยธาใต้น้ำของเมอร์เมด มีอัตราการใช้ประโยชน์จากทรัพย์สินร้อยละ 59 ในไตรมาสที่ 1 ของปีบัญชี 2552 และสร้างรายได้ร้อยละ 65.0 และสร้างผลกำไรร้อยละ 54.5 ของรายได้รวมของเมอร์เมด (ไม่รวมกำไรจากอัตราแลกเปลี่ยน) อันเป็นผลมาจากอัตราค่าเช่าสินทรัพย์ที่สูงขึ้น ประกอบกับอัตราการใช้ประโยชน์จากสินทรัพย์ที่ดี สำหรับส่วนงานเรือขุดเจาะ สร้างรายได้ร้อยละ 32.0 และร้อยละ 43.2 ของรายได้รวมของเมอร์เมดและของกำไรจากการดำเนินงานรวม (ไม่รวมขาดทุนจากอัตราแลกเปลี่ยน) ตามลำดับ ในไตรมาสนี้ เรือเอ็มทีอาร์-1 และเรือเอ็มทีอาร์-2 มีอัตราการใช้ประโยชน์เท่ากับร้อยละ 100

“นับได้ว่าเป็นครั้งแรกที่ธุรกิจบริการนอกชายฝั่งมีส่วนแบ่งกำไรสุทธิให้บริษัทฯ สูงกว่าธุรกิจเรือบรรทุกสินค้าแห้งเทกอง ดังนั้น ผลประกอบการที่เป็นบวกของเมอร์เมดนับได้ว่าช่วยหนุนกำไรให้บริษัทฯ ได้ในช่วงที่ผลกำไรจากธุรกิจเรือบรรทุกสินค้าแห้งเทกองลดต่ำลงมาก” ม.ล.จันทรจุฑา กล่าว

บมจ. โทรีเซนไทย เอเยนต์ซีส์ เป็นหนึ่งในผู้นำในอุตสาหกรรมขนส่งสินค้าแห้งเทกองโดยให้บริการขนส่งสินค้าแบบประจำเส้นทางและให้เช่าเหมาลำ รวมทั้งเป็นหนึ่งในบริษัทรายใหญ่ที่ให้บริการงานนอกชายฝั่งเกี่ยวกับงานบริการขุดเจาะน้ำมันและก๊าซธรรมชาติและงานวิศวกรรมโยธาใต้น้ำในภูมิภาคเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ อีกทั้งเป็นหนึ่งใน 50 อันดับแรกของบริษัทในตลาดหลักทรัพย์แห่งประเทศไทยที่มีมูลค่าตามราคาตลาดสูง รวมทั้งมีสภาพคล่องสูง