ในช่วงตลาดเอเชียของวันที่ 3 มีนาคม 2552 เงินบาทสามารถฟื้นตัวกลับมายืนที่ระดับประมาณ 36.05 บาทต่อดอลลาร์ฯ หลังจากที่ร่วงลงอย่างหนักทะลุระดับ 36.00 บาทต่อดอลลาร์ฯ ลงแตะระดับต่ำสุดในรอบกว่า 2 ปี ที่ระดับประมาณ 36.30 บาทต่อดอลลาร์ฯ ในช่วงแรก ทั้งนี้ นอกเหนือไปจากแรงขายเงินบาทตามปัจจัยทางเทคนิคแล้ว เงินบาทยังถูกกดดันจากกระแสการอ่อนค่าของสกุลเงินในภูมิภาค ความต้องการเงินดอลลาร์ฯ ที่เพิ่มมากขึ้นจากนักลงทุนในตลาด Offshore ตลอดจนแรงซื้อเงินดอลลาร์ฯ จากฝั่งผู้นำเข้า ซึ่งสวนทางกับแรงขายเงินดอลลาร์ฯ ของผู้ส่งออกที่เริ่มชะลอตัวลงตามมูลค่าการส่งออกที่ปรับลดลงมาอย่างต่อเนื่องจากช่วงปลายปี 2551 ขณะที่ เงินดอลลาร์ฯ ยังคงได้รับแรงหนุนในฐานะที่เป็นสกุลเงินที่ปลอดภัยท่ามกลางวิกฤตเศรษฐกิจและการเงินโลกซึ่งยังคงไม่มีแนวโน้มจบสิ้นลงในอนาคตอันใกล้ และแม้ว่าทิศทางการอ่อนค่าของเงินบาทจะเริ่มมีความชัดเจนมากขึ้นในช่วงเดือนกุมภาพันธ์ 2552 แต่การเคลื่อนไหวของเงินบาทยังคงเป็นไปในลักษณะที่เกาะกลุ่มกับสกุลเงินส่วนใหญ่ในภูมิภาคเอเชียที่ล้วนถูกกดดันจากแนวโน้มที่อ่อนแอทางเศรษฐกิจและภาคส่งออกที่ทรุดตัวลงตามภาวะถดถอยของเศรษฐกิจโลก ทั้งนี้ ศูนย์วิจัยกสิกรไทยได้ทำการรวบรวมประเด็นแวดล้อมที่ส่งผลกระทบต่อความเคลื่อนไหวของค่าเงินบาทและสกุลเงินในภูมิภาคเอเชียในระยะถัดไปไว้ดังนี้ :-
ภาพรวมความเคลื่อนไหวของเงินบาท และสกุลเงินภูมิภาค ท่ามกลางแรงหนุนที่แข็งแกร่งของเงินดอลลาร์ฯ ในฐานะที่เป็นสกุลเงินที่ปลอดภัยในยามที่เศรษฐกิจทั่วโลกต้องเผชิญกับวิกฤตเศรษฐกิจและการเงินอย่างหลีกเลี่ยงไม่ได้ ดัชนีเงินดอลลาร์ฯ เทียบกับเงินสกุลหลัก 6 สกุล ทะยานขึ้นแตะระดับสูงสุดในรอบเกือบ 3 ปี (34 เดือน) เหนือระดับ 89.00 ในช่วงต้นเดือนมีนาคม 2552 หรือแข็งค่าขึ้นแล้วประมาณ 9.2% จากระดับสิ้นปี 2551 ในทางกลับกัน แนวโน้มการส่งออกที่ทรุดตัวลงตามภาวะการหดตัวของเศรษฐกิจโลก ได้ส่งผลกระทบให้เศรษฐกิจของหลายๆ ประเทศในภูมิภาคเอเชียต้องเผชิญกับแนวโน้มที่เปราะบางตามไปด้วย และในท้ายที่สุด ความอ่อนแอของปัจจัยพื้นฐานทางเศรษฐกิจดังกล่าว ย่อมส่งผลย้อนกลับมากดดันสกุลเงินในภูมิภาคเอเชียให้อ่อนค่าลงอย่างหลีกเลี่ยงไม่ได้ ทั้งนี้ นับจากต้นปี 2552 เงินบาทและสกุลเงินในภูมิภาคเคลื่อนไหวในทิศทางที่อ่อนค่าลงเมื่อเทียบกับเงินดอลลาร์ฯ โดยดัชนีสกุลเงินในภูมิภาคเอเชีย (Bloomberg-JP Morgan Asia Dollar Index ) อ่อนค่าลงแล้วประมาณ 5.5% จากระดับสิ้นปี 2551
เงินดอลลาร์ฯ แข็งแกร่ง เงินดอลลาร์ฯ ที่นับว่าเป็นสกุลเงินที่ปลอดภัยที่สุดในภาวะเศรษฐกิจตกต่ำ ยังคงได้รับแรงหนุนอย่างต่อเนื่องจากข่าวเชิงลบด้านการเงินที่บ่งชี้ถึงความอ่อนแอของสถาบันการเงิน โดยเฉพาะสถาบันการเงินในสหรัฐฯ ล่าสุด คือ รายงานการขาดทุนสูงเป็นประวัติการณ์ของบริษัทประกัน AIG ได้กระตุ้นให้ความวิตกเกี่ยวกับวิกฤตสินเชื่อทั่วโลกเพิ่มระดับสูงขึ้นไปอีก ซึ่งสะท้อนออกมาผ่านการร่วงลงอย่างหนักของตลาดหุ้นวอลล์สตรีทสู่ระดับต่ำสุดในรอบกว่า 12 ปี ขณะที่ ดัชนีความผันผวนของตลาดออปชัน ชิคาโก หรือดัชนี VIX พุ่งขึ้นสู่ 52.65 ซึ่งเป็นระดับสูงสุดนับตั้งแต่วันที่ 20 มกราคม 2552 ที่ประธานาธิบดีบารัค โอบามา สาบานตนเข้ารับตำแหน่ง
ทั้งนี้ นอกจากข่าวร้ายที่เกี่ยวกับความเปราะบางของภาคการเงินจะกระตุ้นกระแสการเข้าซื้อเงินดอลลาร์ฯ เพื่อหลีกเลี่ยงความเสี่ยงแล้ว เงินดอลลาร์ฯ ได้รับแรงหนุนจากสัญญาณความเปราะบางของเศรษฐกิจทั่วโลกที่ถูกรายงานออกมาอย่างต่อเนื่องผ่านเครื่องชี้เศรษฐกิจที่สำคัญอีกด้วย อาทิ ตัวเลข GDP ประจำไตรมาส 4/2551 ที่สะท้อนให้เห็นถึงภาวะหดตัวของเศรษฐกิจทั่วโลกที่รุนแรงกว่าที่นักวิเคราะห์ประเมินไว้มาก ผลผลิตภาคอุตสาหกรรมและการส่งออกที่ทรุดตัวลงเป็นตัวเลขสองหลักในหลายๆ ประเทศโดยเฉพาะประเทศในแถบภูมิภาคเอเชีย ขณะที่ ตัวเลขการว่างงานก็ขยับสูงขึ้นอย่างต่อเนื่องตามสภาวะซบเซา/ถดถอยของเศรษฐกิจทั่วทุกภูมิภาคของโลก
ความอ่อนแอของเงินบาท และสกุลเงินในภูมิภาค นับจากต้นปี 2552 เงินบาทและสกุลเงินในภูมิภาคปรับตัวในทิศทางที่อ่อนค่าลงเมื่อเทียบกับเงินดอลลาร์ฯ โดยเงินบาทและสกุลเงินในภูมิภาคต้องเผชิญกับปัจจัยลบจากกระแสความแข็งแกร่งของเงินดอลลาร์ฯ แนวโน้มการทรุดตัวลงของการส่งออกและสภาวะชะลอตัวอย่างรุนแรง/ถดถอยทางเศรษฐกิจของภูมิภาคเอเชีย ซึ่งเป็นผลกระทบต่อเนื่องมาจากแนวโน้มถดถอยของเศรษฐกิจโลกที่กำลังเผชิญกับภาวะหดตัวอย่างพร้อมเพรียงกัน ตลอดจนแรงซื้อเงินดอลลาร์ฯ ของนักลงทุนต่างชาติ ซึ่งสอดคล้องกับแรงเทขายสินทรัพย์สกุลเงินเอเชียอย่างต่อเนื่อง และหากพิจารณาการเคลื่อนไหวของสกุลเงินเอเชียแต่ละสกุลในรายละเอียดจะพบว่า
เงินบาท อ่อนค่าลงแล้วประมาณ 3.5% เมื่อเทียบกับเงินดอลลาร์ฯ จากระดับปิดตลาดสิ้นปี 2551 โดยหลังจากที่เงินบาทเคลื่อนไหวในกรอบที่จำกัดประมาณ 34.70-35.10 บาทต่อดอลลาร์ฯ ในเดือนมกราคม 2552 เงินบาทเริ่มปรับตัวในทิศทางที่อ่อนค่าลงในช่วงเดือนกุมภาพันธ์ และต่อเนื่องถึงต้นเดือนมีนาคม ทั้งนี้ เงินบาทร่วงลงอย่างหนักทะลุระดับสำคัญทางจิตวิทยาที่ 36.00 และ 36.20 บาทต่อดอลลาร์ฯ ก่อนจะทุบสถิติอ่อนค่าสุดในรอบ 2 ปีที่ระดับประมาณ 36.30 บาทต่อดอลลาร์ฯ ในช่วงต้นเดือนมีนาคม 2552
ในขณะที่ สกุลเงินอื่นๆ ในภูมิภาค อ่อนค่าลงในกรอบประมาณ 2.5-9.5% เมื่อเทียบกับเงินดอลลาร์ฯ จากระดับปิดตลาดสิ้นปี 2551 โดยในช่วงต้นเดือนมีนาคม 2552 เงินรูเปียห์อินโดนีเซียร่วงลง 9.5% และแตะระดับอ่อนค่าสุดในรอบ 1 ปี เงินดอลลาร์สิงคโปร์อ่อนค่าลง 7.5% และแตะระดับอ่อนค่าสุดในรอบกว่า 2 ปี เงินริงกิตมาเลเซีย อ่อนค่าลง 6.8% และแตะระดับอ่อนค่าสุดในรอบ 3 ปี เงินดอลลาร์ไต้หวันอ่อนค่าลง 6.5% และแตะระดับอ่อนค่าสุดในรอบ 22 ปี เงินรูปีอินเดียร่วงลง 5.9% และทำสถิติต่ำสุดเป็นประวัติการณ์ และเงินเปโซฟิลิปปินส์อ่อนค่าลง 2.6% และแตะระดับต่ำสุดในรอบ 3 เดือน
อย่างไรก็ตาม เงินวอนเกาหลีใต้ ยังคงเป็นสกุลเงินในภูมิภาคเอเชียที่ถูกกดดันมากที่สุดนับจากต้นปี 2552 โดยเงินวอนอ่อนค่าลงอย่างหนักถึงประมาณ 18.6% จากระดับปิดตลาดสิ้นปี 2551 และดิ่งลงแตะระดับต่ำสุดในรอบ 11 ปี (นับตั้งแต่วิกฤตต้มยำกุ้งในปี 2540/2541) ในช่วงต้นเดือนมีนาคม 2552 โดยการอ่อนค่าดังกล่าวเป็นแนวโน้มที่ต่อเนื่องมาจากการร่วงลงอย่างหนักถึง 25.9% ในปี 2551 ทั้งนี้ นอกเหนือไปจากปัจจัยลบจากภาวะเศรษฐกิจตกต่ำแล้ว เงินวอนยังถูกกดดันจากความวิตกของนักลงทุนว่า เกาหลีใต้อาจเผชิญความยากลำบากในการระดมทุนสกุลเงินดอลลาร์ฯ ให้เพียงพอต่อการชำระหนี้ต่างประเทศอีกด้วย
ปัจจัยที่อาจกดดันเงินบาทและสกุลเงินในภูมิภาคในระยะสั้น แม้ว่าการอ่อนค่าของเงินบาทในช่วงที่ผ่านมาจะเป็นไปในทิศทางเดียวกันกับสกุลเงินส่วนใหญ่ในภูมิภาค ซึ่งล้วนแต่ถูกกดดันจากปัจจัยลบที่มีลักษณะคล้ายคลึงกัน อาทิ แนวโน้มเศรษฐกิจและภาคส่งออกที่ทรุดตัว กระแสการแข็งค่าของเงินดอลลาร์ฯ ตลอดจนแนวโน้มการผ่อนคลายนโยบายการเงิน อย่างไรก็ตาม เงินบาทก็ไม่ใช่สกุลเงินเอเชียที่ตกอยู่ภายใต้แรงกดดันมากนักนับจากช่วงต้นปี 2552 ดังจะเห็นได้จากข้อเท็จจริงที่การอ่อนค่าของเงินบาทยังคงเป็นไปในอัตราที่น้อยกว่าสกุลเงินส่วนใหญ่ในภูมิภาค โดยหากไม่นับรวมค่าเงินหยวนของจีนแล้ว นับได้ว่าเงินบาทอ่อนค่าลงในอัตราที่น้อยที่สุดเป็นอันดับที่สองของภูมิภาคเอเชีย รองจาก เงินเปโซฟิลิปปินส์ เท่านั้น ทั้งนี้ ศูนย์วิจัยกสิกรไทยจึงได้ทำการรวบรวมและเปรียบเทียบประเด็นแวดล้อมที่อาจส่งผลกดดันต่อการเคลื่อนไหวของค่าเงินบาท และสกุลเงินส่วนใหญ่ในภูมิภาคในระยะถัดไปดังนี้ :-
แนวโน้มความอ่อนแอทางเศรษฐกิจ ภาวะการชะลอตัวลงอย่างรุนแรงของเศรษฐกิจทั่วโลกอย่างพร้อมหน้า ได้ส่งผลกระทบให้ความต้องการสินค้าส่งออกของประเทศในภูมิภาคเอเชียหดตัวลงตามไปด้วย และเนื่องจากภาคการส่งออกเป็นกลไกหลักสำคัญในการขับเคลื่อนเศรษฐกิจของหลายๆ ประเทศในภูมิภาคเอเชีย ดังนั้นผลกระทบที่ยากจะหลีกเลี่ยงเมื่อมูลค่าการส่งออกพลิกกลับมาหดตัวลงเป็นตัวเลขสองหลักก็คือ ภาวะการชะลอตัวทางเศรษฐกิจที่กระจายไปทั่วภูมิภาคเอเชีย ซึ่งแม้แต่เศรษฐกิจของจีนและญี่ปุ่น ก็ไม่สามารถรอดพ้นจากวงจรความอ่อนแอนี้ไปได้ ทั้งนี้ แนวโน้มการหดตัวของภาคส่งออกและความอ่อนแอทางเศรษฐกิจที่หลายๆ ประเทศในภูมิภาคเอเชียและจีนต้องเผชิญนั้น นับเป็นปัจจัยพื้นฐานหลักที่อาจส่งผลกดดันให้สกุลเงินเอเชีย และเงินบาท ต้องตกอยู่ในกระแสการอ่อนค่าของค่าเงินในภูมิภาคอย่างหลีกเลี่ยงไม่ได้
การผ่อนคลายนโยบายการเงิน แม้ภัยจากภาวะคุกคามของเงินฝืดจะยังไม่ใช่ประเด็นปัญหาหลักของประเทศในภูมิภาคเอเชีย แต่แนวโน้มทางเศรษฐกิจที่อ่อนแอลงอย่างมีนัยสำคัญ ประกอบกับแนวโน้มการอ่อนตัวลงของอัตราเงินเฟ้อในหลายๆ ประเทศ อาจเป็นเหตุผลสนับสนุนให้ธนาคารกลางหลายๆ แห่งสามารถดำเนินการปรับลดอัตราดอกเบี้ยนโยบายลงอย่างต่อเนื่องในช่วงครึ่งแรกของปี 2552 เพื่อบรรเทาความเสี่ยงในช่วงขาลงของเศรษฐกิจในประเทศจากวิกฤตเศรษฐกิจและการเงินของโลกในรอบนี้ แม้อาจไม่สามารถกล่าวได้โดยตรงว่า แนวโน้มการหดแคบลงของผลต่างระหว่างอัตราดอกเบี้ยนโยบายของธนาคารกลางในแถบเอเชียกับธนาคารกลางสหรัฐฯ จะส่งผลกลับมาสร้างแรงกดดันต่อค่าเงินในภูมิภาครวมทั้งเงินบาทให้อ่อนค่าลง แต่วัฏจักรการปรับลดอัตราดอกเบี้ยของธนาคารกลางทั้งภูมิภาคเอเชียอาจกลายมาเป็นปัจจัยลบเพิ่มเติมปัจจัยหนึ่งให้กับปรากฏการณ์การอ่อนค่าของเงินในภูมิภาค
ความเสี่ยงของอันดับความน่าเชื่อถือของประเทศ ต้องยอมรับว่าประเด็นหลักที่มีความสำคัญต่อการจัดอันดับความน่าเชื่อถือของประเทศ คือ ความเสี่ยงต่อการขยายตัวทางเศรษฐกิจ และความเสี่ยงทางการเมือง ซึ่งในปัจจุบันแนวโน้มการชะลอตัวภาคการส่งออกได้ส่งผลทางลบอย่างมีนัยสำคัญต่อแนวโน้มการเติบโตทางเศรษฐกิจของภูมิภาคเอเชีย โดยหลายๆ ประเทศ ซึ่งรวมถึงประเทศไทย ได้ถูกสถาบันจัดอันดับความน่าเชื่อถือระหว่างประเทศปรับลดแนวโน้มอันดับความน่าเชื่อถือของประเทศลงสู่ “เชิงลบ” ไปแล้ว ซึ่งเครื่องชี้ทางเศรษฐกิจที่ต้องจับตาเป็นพิเศษในระยะถัดไป คือ ฐานะของภาคต่างประเทศ (การส่งออก ดุลการค้า ดุลบัญชีเดินสะพัด ดุลการชำระเงิน) การเคลื่อนย้ายเงินทุนระหว่างประเทศ ความแข็งแกร่งของสถาบันการเงิน ตลอดจนฐานะทางการคลังของรัฐบาลที่อาจถดถอยลงอย่างมากเนื่องจากภาระการก่อหนี้ภาครัฐเพิ่มเติมในระดับสูงเพื่อสนับสนุนมาตรการกระตุ้นเศรษฐกิจ และแม้ว่าเครื่องชี้เหล่านี้จะยังไม่ส่งสัญญาณของปัญหาออกมาในเวลานี้ แต่สภาวะแวดล้อมทางเศรษฐกิจทั้งภายในและภายนอกประเทศที่ไม่เอื้ออำนวยนั้น ก็อาจทำให้ความอ่อนแอของเครื่องชี้ทางเศรษฐกิจเหล่านี้ของหลายๆ ประเทศในแถบเอเชียเริ่มปรากฏเด่นชัดมากขึ้นในระยะถัดไป และในเวลานั้นหากอันดับความน่าเชื่อถือของประเทศถูกปรับลดลง สิ่งที่อาจเกิดขึ้นตามมาก็คือ การปรับตัวสูงขึ้นของต้นทุนการกู้ยืมเงิน ซึ่งสถานการณ์ดังกล่าวย่อมไม่เป็นผลดีต่อเศรษฐกิจเอเชีย และก็อาจส่งผลกระทบทางอ้อมต่อความเชื่อมั่นที่มีต่อสกุลเงินในภูมิภาคได้
การไหลเวียนของเงินลงทุน ตราบใดที่สภาวะที่เลวร้ายที่สุดของตลาดเงิน-ตลาดทุนโลกยังไม่ผ่านพ้นไป กระแสการหลีกเลี่ยงความเสี่ยงของนักลงทุนก็จะยังคงดำเนินไปอย่างต่อเนื่องเช่นกัน และนั่นก็เป็นนัยว่า แรงเทขายสินทรัพย์/ตราสารทางการเงิน/หลักทรัพย์ที่อยู่ในรูปของสกุลเงินเอเชีย ก็ยังอาจเป็นปัจจัยที่รอกดดันค่าเงินในภูมิภาค และเงินบาทได้ในระยะถัดไป
มุมมองของศูนย์วิจัยกสิกรไทย และบทสรุป แนวโน้มที่ยังคงแข็งแกร่งของค่าเงินดอลลาร์ฯ ในช่วงเริ่มต้นของปี 2552 ได้รับแรงหนุนที่สำคัญมาจากสถานะของเงินดอลลาร์ฯ ที่ถูกประเมินว่า เป็นสกุลเงินที่มีความปลอดภัยท่ามกลางกระแสการหลีกเลี่ยงความเสี่ยงของนักลงทุนท่ามกลางข่าวเชิงลบของภาคการเงินและความกังวลต่อความเป็นไปได้ที่เศรษฐกิจทั่วโลกจะต้องเผชิญกับภาวะทรุดตัวลงอย่างรุนแรงครั้งหนึ่งในประวัติศาสตร์เศรษฐกิจโลก แม้ว่าในช่วงเวลากว่า 1 ปีที่ผ่านมา ทีมเศรษฐกิจของหลายๆ ประเทศทั่วโลกนำโดย ทางการสหรัฐฯ ได้เร่งผลักดันมาตรการ/แผนการเพื่อรับมือผลกระทบจากวิกฤตเศรษฐกิจและการเงินในรอบนี้มาอย่างต่อเนื่อง แต่ก็ดูเหมือนว่า มาตรการเหล่านั้นไม่สามารถเทียบเท่ากับขนาดความสูญเสียที่เพิ่มมากขึ้นอย่างต่อเนื่องเมื่อเวลาผ่านไปได้ ในทางกลับกัน การลากยาวของปัญหาในภาคการเงินได้ส่งผลกระทบต่อภาคเศรษฐกิจจริงในระดับที่รุนแรงและกระจายออกไปเป็นวงกว้างทั่วทุกภูมิภาคของโลกรวมทั้งเอเชีย และไทย ทั้งนี้ มีหลักฐานที่ปรากฏอย่างชัดเจนแล้วในขณะนี้ว่า สถานการณ์ที่เลวร้ายของเศรษฐกิจโลกโดยเฉพาะกลุ่มประเทศ G-3 (สหรัฐฯ ยุโรป และญี่ปุ่น) ซึ่งเป็นคู่ค้าหลักของภูมิภาคเอเชีย ได้ส่งผลกระทบโดยตรงต่อเนื่องมายังภาคการส่งออกของหลายๆ ประเทศในแถบนี้ ทั้งนี้ มีความเป็นไปได้สูงว่า ภาพการทรุดตัวของมูลค่าการส่งออกของประเทศในแถบเอเชียที่รุนแรงเป็นตัวเลขสองหลักในช่วงปลายปี 2551 จะยังคงมีความต่อเนื่องในช่วงครึ่งแรกของปี 2552 ซึ่งนั่นก็เป็นนัยว่า แนวโน้มที่ไม่สดใสของการส่งออกดังกล่าว จะยังคงเป็นปัจจัยสำคัญที่กดดันแนวโน้มเศรษฐกิจและสกุลเงินของประเทศในแถบเอเชีย เช่นกัน
ทั้งนี้ แม้มีสัญญาณที่บ่งชี้ว่า ธนาคารกลางของหลายๆ ประเทศในแถบเอเชีย อาจเข้าแทรกแซงตลาดปริวรรตเงินตราต่างประเทศ เพื่อชะลอการอ่อนค่าอย่างรุนแรงของสกุลเงินภายในประเทศ อย่างไรก็ตาม กระแสการอ่อนค่าของสกุลเงินในภูมิภาคในช่วงต้นปี 2552 ยังคงเป็นไปอย่างเข้มข้น ท่ามกลางความแข็งแกร่งของค่าเงินดอลลาร์ฯ และทิศทางที่ไม่สดใสของเศรษฐกิจในเอเชีย โดยเมื่อพิจารณาภาพรวมความเคลื่อนไหวของค่าเงินบาทเทียบกับค่าเงินในภูมิภาคโดยรวมจะพบว่า การอ่อนค่าของเงินบาทนั้น ยังคงเป็นไปตามปรากฏการณ์ในภูมิภาค ซึ่งด้านหนึ่งก็อาจสะท้อนให้เห็นถึงการรักษาระดับความสามารถทางการแข่งขันของเงินบาท แม้ว่าการเคลื่อนไหวในทิศทางที่อ่อนค่าของเงินบาทจะยังคงน้อยกว่าสกุลเงินในภูมิภาคบางสกุลก็ตาม
แม้ว่าเงินบาทจะสามารถฟื้นตัวขึ้นจากระดับอ่อนค่าสุดในรอบ 2 ปีที่ระดับประมาณ 36.30 บาทต่อดอลลาร์ฯ ที่ทำไว้ในช่วงต้นเดือนมีนาคม 2552 ตามแรงขายเงินดอลลาร์ฯ ซึ่งตลาดคาดการณ์ว่า เป็นการเข้ารักษาเสถียรภาพค่าเงินของธนาคารแห่งประเทศไทย ซึ่งได้ดำเนินการในทิศทางที่สอดคล้องกับธนาคารกลางทั่วภูมิภาคเอเชียที่เข้าดูแลตลาดไม่ให้เคลื่อนไหวผันผวนมากนักหลังจากค่าเงินในภูมิภาคหลายสกุลร่วงลงทุบสถิติอ่อนค่าสุดในรอบหลายปี อย่างไรก็ตาม ศูนย์วิจัยกสิกรไทย คาดว่า ในระยะอันใกล้ มีความเป็นไปได้ที่เงินบาทอาจจะอ่อนค่าไปทดสอบระดับประมาณ 36.50/37.00 บาทต่อดอลลาร์ฯ ตามความเคลื่อนไหวของสกุลเงินส่วนใหญ่ในภูมิภาค ในขณะที่เงินดอลลาร์ฯ ยังอาจได้รับแรงหนุนต่อเนื่องท่ามกลางวิกฤตเศรษฐกิจถดถอยทั่วโลก อย่างไรก็ตาม ประเด็นที่สำคัญของการอ่อนค่าของเงินบาทในรอบนี้นั้น มีความแตกต่างไปจากการอ่อนค่าของเงินบาทในช่วงปี 2540 โดยสิ้นเชิง เนื่องจากการอ่อนค่าของเงินบาทในรอบนี้ไม่ได้เกิดจากความอ่อนแอของปัจจัยพื้นฐานทางเศรษฐกิจของไทย หากแต่เป็นการอ่อนค่าตามกระแสของสกุลเงินในภูมิภาค ในขณะที่สถานะของปัจจัยพื้นฐานของไทยในรอบนี้ มีความแข็งแกร่งกว่าปี 2540 มาก โดยฐานะภาคต่างประเทศทั้งดุลการชำระเงินและดุลบัญชีเดินสะพัดของไทยมีแนวโน้มที่จะบันทึกยอดเกินดุลในปีนี้ ขณะที่ ภาระหนี้ต่างประเทศของไทยยังคงอยู่ในระดับที่ต่ำ โดยมีทุนสำรองระหว่างประเทศในระดับเกินแสนล้านดอลลาร์ฯ รองรับ