Insight

เงินบาทพุ่งแรง...แต่แนวโน้มยังผันผวน

เงินบาทกลับเข้าสู่กระแสความสนใจของตลาดการเงินอีกครั้ง หลังจากทะยานขึ้นอย่างแข็งแกร่งในช่วง 2 สัปดาห์แรกของเดือนเมษายน 2552 โดยล่าสุดเงินบาทแข็งค่าทะลุแนวต้านสำคัญที่ 34.80 บาทต่อดอลลาร์ฯ ขึ้นทดสอบระดับ 34.60 บาทต่อดอลลาร์ฯ ซึ่งนับว่าเป็นระดับการแข็งค่าที่สุดของเงินบาทในรอบกว่า 4…

เงินบาทกลับเข้าสู่กระแสความสนใจของตลาดการเงินอีกครั้ง หลังจากทะยานขึ้นอย่างแข็งแกร่งในช่วง 2 สัปดาห์แรกของเดือนเมษายน 2552 โดยล่าสุดเงินบาทแข็งค่าทะลุแนวต้านสำคัญที่ 34.80 บาทต่อดอลลาร์ฯ ขึ้นทดสอบระดับ 34.60 บาทต่อดอลลาร์ฯ ซึ่งนับว่าเป็นระดับการแข็งค่าที่สุดของเงินบาทในรอบกว่า 4 เดือน อย่างไรก็ตาม การแข็งค่าของเงินบาทยังคงเป็นไปในทิศทางที่สอดคล้องกับสกุลเงินอื่นๆ ในภูมิภาค ซึ่งล้วนได้รับอานิสงส์จากกระแสการเทขายเงินดอลลาร์ฯ ท่ามกลางการฟื้นตัวขึ้นของความต้องการเสี่ยงของนักลงทุนที่มีความต่อเนื่องมาตั้งแต่ช่วงกลางเดือนมีนาคมที่ผ่านมา ทั้งนี้ ศูนย์วิจัยกสิกรไทยมีมุมมองต่อกระแสความแข็งแกร่งของเงินบาทในช่วงนี้และระยะถัดไป

? ภาพรวมเงินบาทนับจากต้นปี 2552 ... ปรับตัวค่อนข้างผันผวน ? เงินบาทปรับตัวในทิศทางที่อ่อนค่าลงในช่วง 2 เดือนแรกของปี (มกราคม-กุมภาพันธ์ 2552) ตามกระแสการอ่อนค่าของสกุลเงินในภูมิภาค ซึ่งได้รับแรงกดดันจากแนวโน้มการส่งออกที่ทรุดตัวลงตามภาวะการหดตัวของเศรษฐกิจโลก (ซึ่งในช่วงเวลานั้น นักลงทุนมีความกังวลเกี่ยวกับความเป็นไปได้ของการทรุดตัวลงอย่างรุนแรงของเศรษฐกิจโลกค่อนข้างมาก) ตลอดจนแรงซื้อเงินดอลลาร์ฯ จากฝั่งผู้นำเข้า ซึ่งสวนทางกับแรงขายเงินดอลลาร์ฯ จากฝั่งผู้ส่งออกที่จางหายไปตามการปรับตัวลงอย่างต่อเนื่องของมูลค่าการส่งออก ในขณะที่ เงินดอลลาร์ฯ ได้รับแรงหนุนในฐานะที่เป็นสกุลเงินที่ปลอดภัยท่ามกลางวิกฤตเศรษฐกิจและการเงินโลก (ซึ่งถูกคาดการณ์ในช่วงเวลานั้นว่า จะยังคงไม่มีแนวโน้มจบสิ้นลงในอนาคตอันใกล้)

? เงินบาทดีดตัวกลับมาแข็งค่าขึ้นนับจากต้นเดือนมีนาคม 2552 แต่ถูกเทขายเป็นระยะๆ จากปัญหาการเมืองในประเทศซึ่งกดดันความเชื่อมั่นของนักลงทุนและนำไปสู่การปรับลดอันดับเครดิตประเทศโดยบริษัทฟิทช์ เรทติ้งส์ ทั้งนี้ เงินบาททยอยแข็งค่าขึ้นตามแรงขายเงินดอลลาร์ฯ ของผู้ส่งออกซึ่งกลับมาเป็นปัจจัยหนุนของค่าเงินบาทอีกครั้ง หลังจากแนวโน้มเศรษฐกิจที่อ่อนแอได้ส่งผลต่อเนื่องทำให้ความต้องการเงินดอลลาร์ฯ จากฝั่งผู้นำเข้าเริ่มชะลอตัวลง เงินบาทยังได้รับแรงหนุนจากการปรับตัวขึ้นของตลาดหุ้นไทยโดยมีนักลงทุนต่างชาติเป็นผู้ซื้อสุทธิ (นักลงทุนต่างชาติซื้อสุทธิหุ้นไทยประมาณ 8.4 พันล้านบาทนับตั้งแต่ช่วงต้นเดือนมีนาคม-ต้นเดือนพฤษภาคม 2552 หลังจากที่มีสถานะเป็นผู้ขายสุทธิประมาณ 7.7 พันล้านบาท ในช่วง 2 เดือนแรกของปี 2552)

? นอกจากนี้ การแข็งค่าของเงินบาทยังได้รับอานิสงส์จากแรงขายเงินดอลลาร์ฯ เพื่อทำกำไร หลังจากความต้องการเสี่ยงของนักลงทุนทยอยฟื้นตัวขึ้นอย่างต่อเนื่องนับตั้งแต่ช่วงกลางเดือนมีนาคม 2552 ท่ามกลางความหวังว่า สภาวะที่เลวร้ายที่สุดของเศรษฐกิจสหรัฐฯ อาจผ่านพ้นไปแล้ว (หลังจากข้อมูลเศรษฐกิจสหรัฐฯ ที่ประกาศออกมาในช่วงประมาณ 2 เดือนที่ผ่านมามีสัญญาณเชิงบวกและหลายเครื่องชี้ปรับตัวดีกว่าตัวเลขคาดการณ์ของนักวิเคราะห์) ขณะที่ นักลงทุนเริ่มมีความกังวลต่อปัญหาในภาคการเงินน้อยลงเมื่อเทียบกับระดับความกังวลที่เข้มข้นในช่วงต้นปี 2552 หลังจากผลประกอบการของสถาบันการเงินชั้นนำของสหรัฐฯ บางแห่งพลิกกลับมารายงานผลกำไรในช่วงไตรมาส 1/2552 และผลของการทดสอบภาวะวิกฤตของสถาบันการเงินชั้นนำ 19 แห่งออกมาค่อนข้างสอดคล้องกับการคาดการณ์ของนักวิเคราะห์

?มุมมองศูนย์วิจัยกสิกรไทยต่อค่าเงินบาทในระยะถัดไป ศูนย์วิจัยกสิกรไทย คาดว่า การเคลื่อนไหวของเงินบาทอาจถูกผลักดันจากหลายๆ ปัจจัยในระยะถัดไป ทั้งนี้ แรงหนุนอย่างต่อเนื่องของเงินบาทอาจทำให้เงินบาทมีโอกาสแข็งค่าขึ้นทดสอบระดับ 34.50 บาทต่อดอลลาร์ฯ ในระยะสั้น โดยปัจจัยกระทบต่อทิศทางของค่าเงินบาทที่จะต้องจับตาอย่างระมัดระวังประกอบด้วย

? ความชัดเจนในทิศทางการอ่อนค่าของเงินดอลลาร์ฯ กระแสเทขายเงินดอลลาร์ฯ ซึ่งเริ่มมีความเข้มข้นมากขึ้นนับตั้งแต่ช่วงกลางเดือนมีนาคม 2552 นั้น เกิดขึ้นในช่วงจังหวะเดียวกันกับการทะยานขึ้นอย่างแข็งแกร่งของตลาดหุ้นทั่วโลกท่ามกลางความหวังว่า ช่วงเวลาที่เลวร้ายที่สุดของวิกฤตเศรษฐกิจและการเงินโลกในรอบนี้ อาจผ่านพ้นไปแล้ว (ดัชนี MSCI ของโลกปรับตัวขึ้นแล้วราว 6.4% ในปีนี้ ขณะที่ ดัชนี MSCI ของหุ้นเอเชียยกเว้น ญี่ปุ่น ทะยานขึ้นถึง 52% จากระดับต่ำสุดของวิกฤตการเงินรอบนี้ที่ทำไว้ในช่วงต้นเดือนมีนาคม 2552) อย่างไรก็ตาม ศูนย์วิจัยกสิกรไทยมองว่า ปัจจัยการอ่อนค่าลงอย่างรวดเร็วของเงินดอลลาร์ฯ ในช่วงนี้ ควรถูกจับตาอย่างระมัดระวัง เนื่องจากการอ่อนค่าลงอย่างรวดเร็วของเงินดอลลาร์ฯ ท่ามกลางการทะยานขึ้นอย่างรวดเร็วเช่นกันของตลาดหุ้นทั่วโลกดังกล่าว อาจทำให้ค่าเงินบาทและสกุลเงินในเอเชีย (ซึ่งปรับตัวแข็งค่าขึ้นตามการกลับเข้าลงทุนในสินทรัพย์ที่มีความเสี่ยง) ต้องเผชิญกับแรงขายเพื่อปรับฐาน/ทำกำไร หากความคาดหวังต่อการฟื้นตัวของเศรษฐกิจโลกถูกถ่วงลงด้วยเครื่องชี้เศรษฐกิจที่บ่งชี้ว่า แนวโน้มเศรษฐกิจและภาคการเงินของสหรัฐฯ ยังคงมีความเปราะบางอย่างมาก

? แนวโน้มการเกินดุลการค้าและดุลบัญชีเดินสะพัดในระดับสูงในปี 2552 แนวโน้มการเกินดุลการค้าและดุลบัญชีเดินสะพัดอาจส่งผลทำให้ผู้ส่งออกมีรายได้ในรูปเงินตราต่างประเทศจากการขายสินค้าไหลเข้าประเทศอย่างต่อเนื่อง ขณะที่ ความกังวลต่อแนวโน้มของเศรษฐกิจไทยนั้น ส่งผลในทิศทางที่กลับกัน เนื่องจากความอ่อนแอของกิจกรรมทางเศรษฐกิจเป็นปัจจัยส่วนหนึ่งที่ทำให้การนำเข้าทรุดตัวลงอย่างรุนแรงในช่วงหลายเดือนที่ผ่านมา ทั้งนี้ สภาวการณ์ดังกล่าวได้ส่งผลต่อเนื่องมายังการเคลื่อนไหวของค่าเงินบาท โดยทำให้แรงขายเงินดอลลาร์ฯ จากฝั่งผู้ส่งออกมีมากกว่าความต้องการเงินดอลลาร์ฯ ของฝั่งผู้นำเข้า ซึ่งทำให้เงินบาทปรับตัวในทิศทางที่แข็งค่าขึ้นในท้ายที่สุด แม้ว่าภาคการท่องเที่ยวของไทยจะชะลอลงก็ตาม ศูนย์วิจัยกสิกรไทย คาดว่า ไทยอาจบันทึกมูลค่าดุลการค้าที่เกินดุลประมาณ 8.0 พันล้านดอลลาร์ฯ ในปี 2552 ซึ่งเพิ่มขึ้นอย่างมีนัยสำคัญเมื่อเทียบกับที่เกินดุลเพียง 0.2 พันล้านดอลลาร์ฯ ในปี 2551 ดังนั้น ปัจจัยบวกจากแรงขายเงินดอลลาร์ฯ ของผู้ส่งออกตามกระแสการไหลเข้าของรายได้จากการส่งออกสุทธิน่าที่จะเป็นปัจจัยสนับสนุนการแข็งค่าของเงินบาทในระยะถัดไปอย่างหลีกเลี่ยงไม่ได้

? จุดยืนของการดำเนินนโยบายอัตราแลกเปลี่ยนของธนาคารแห่งประเทศไทย (ธปท.) ทั้งนี้ ธปท.ได้ส่งสัญญาณที่ค่อนข้างชัดเจนอย่างต่อเนื่องในช่วงที่ผ่านมาว่า การเข้าไปแทรกแซงอัตราแลกเปลี่ยนไม่ใช่เครื่องมือหลักของธปท.ในการกระตุ้นเศรษฐกิจ โดยจุดยืนหลักของธปท.อยู่ที่การเข้าดูแลให้เงินบาทเคลื่อนไหวอย่างมีเสถียรภาพ พร้อมๆ กับดูแลอัตราแลกเปลี่ยนให้เป็นไปตามกลไกตลาด มากกว่าที่จะเข้าไปกำหนดระดับเป้าหมายของค่าเงินบาทเพื่อหนุนการส่งออก ศูนย์วิจัยกสิกรไทย มองว่า ธปท.น่าที่จะยังคงจุดยืนของการดำเนินนโยบายอัตราแลกเปลี่ยนที่เน้นเสถียรภาพดังกล่าวแม้ว่าค่าเงินบาทจะแข็งค่าขึ้นก็ตาม เนื่องจากการแข็งค่าของเงินบาทนั้น เป็นไปตามทิศทางของสกุลเงินในภูมิภาคและกระแสการไหลเวียนของเงินทุนโลก ซึ่งได้รับอานิสงส์จากการร่วงลงของเงินดอลลาร์ฯ ท่ามกลางการฟื้นตัวขึ้นของความต้องการเสี่ยงของนักลงทุน

แม้ว่าเงินบาทจะแข็งค่าขึ้นอย่างรวดเร็ว แต่ศูนย์วิจัยกสิกรไทย มองว่า นักลงทุน ผู้ส่งออก-ผู้นำเข้า และทางการไทยควรเตรียมตัวรับมือกับการเคลื่อนไหวของค่าเงินบาทที่อาจจะเข้าสู่ช่วงเวลาที่มีความผันผวนนับจากนี้เป็นต้นไป เนื่องจากความชัดเจนของการฟื้นตัวขึ้นของเศรษฐกิจโลกภายในปีนี้ ยังคงเป็นประเด็นที่ต้องรอการยืนยันจากเครื่องชี้เศรษฐกิจของประเทศแกนหลักของโลก (โดยเฉพาะสหรัฐฯ และจีน) ขณะที่ ดูเหมือนว่า ตลาดเงิน-ตลาดทุนจะปรับตัวรับรู้ข่าวเชิงบวกเหล่านี้อย่างรวดเร็ว โดยอาจมองข้ามปัญหาในภาคการเงินที่ยังคงไม่หมดไป ทั้งนี้ แม้ว่าผลการทดสอบภาวะวิกฤตของสถาบันการเงินชั้นนำ 19 แห่งของสหรัฐฯ จะออกมาสอดคล้องกับการคาดการณ์ของนักวิเคราะห์ และช่วยบรรเทาความกังวลต่อภาคการเงินสหรัฐฯ ลงบางส่วน แต่นั่นก็ไม่ได้หมายความว่า สินทรัพย์/ตราสารที่เสื่อมค่าจากวิกฤตเศรษฐกิจและการเงินในรอบนี้ ได้ถูกขจัดออกไปจากงบดุลของภาคธนาคาร

ดังนั้น จึงมีความเป็นไปได้ว่า แนวโน้มการแข็งค่าของเงินบาทจากแนวโน้มการเกินดุลการค้า และความแข็งแกร่งของสกุลเงินอื่นๆ ในภูมิภาคตามกระแสการฟื้นตัวขึ้นของความเชื่อมั่นของนักลงทุนนั้น อาจถูกทดสอบเป็นระยะๆ โดยเฉพาะหากมีแรงขายทำกำไรออกมาในตลาดหุ้นสหรัฐฯ และตลาดหุ้นต่างๆ ทั่วโลก ขณะที่ ฐานะดุลการค้าของไทยในช่วงที่เหลือของปีก็อาจไม่เกินดุลมากเหมือนในช่วงไตรมาสแรก โดยในบางเดือนอาจจะกลับมาบันทึกยอดขาดดุลหากการนำเข้าเร่งตัวขึ้น นอกจากนี้ นักลงทุนทั้งในตลาดเงินและตลาดทุนคงจะติดตามสถานการณ์เศรษฐกิจและภาคการเงินของสหรัฐฯ ว่าได้ผ่านพ้นจุดต่ำสุดจริงตามที่ตลาดคาดหวังในช่วงสัปดาห์ที่ผ่านมาหรือไม่ ซึ่งแนวโน้มความผันผวนดังกล่าวคงจะเป็นโจทย์สำคัญที่ผู้ส่งออก-นำเข้าของไทยต้องเตรียมรับมือ ในขณะที่ ธปท.ก็คงจะต้องดูแลให้การเคลื่อนไหวของเงินบาทเป็นไปอย่างมีเสถียรภาพสอดคล้องกับปัจจัยพื้นฐานของประเทศ