Insight

น้ำผัก-ผลไม้ปี ‘52: ขยายตัวในอัตราที่ชะลอลง

ธุรกิจน้ำผัก-ผลไม้มีการขยายตัวอย่างต่อเนื่องในช่วง 2-3 ปีที่ผ่านมา อันเป็นผลมาจากปัจจัยหนุนหลากหลายปัจจัย กล่าวคือ กระแสความใส่ใจในเรื่องสุขภาพของผู้บริโภคยังคงมาแรง ประกอบกับการดำเนินชีวิตในปัจจุบันที่ต้องการความสะดวกสบาย และใช้ชีวิตแบบเร่งรีบ ทำให้ตลาดน้ำผัก-ผลไม้ยังคงเป็นธุรก…

ธุรกิจน้ำผัก-ผลไม้มีการขยายตัวอย่างต่อเนื่องในช่วง 2-3 ปีที่ผ่านมา อันเป็นผลมาจากปัจจัยหนุนหลากหลายปัจจัย กล่าวคือ กระแสความใส่ใจในเรื่องสุขภาพของผู้บริโภคยังคงมาแรง ประกอบกับการดำเนินชีวิตในปัจจุบันที่ต้องการความสะดวกสบาย และใช้ชีวิตแบบเร่งรีบ ทำให้ตลาดน้ำผัก-ผลไม้ยังคงเป็นธุรกิจที่ยังสามารถขยายตัวอยู่ได้ สำหรับในปี 2552 นี้คาดว่า ธุรกิจน้ำผัก-ผลไม้ในประเทศจะยังคงมีการขยายตัว แต่อยู่ในอัตราที่ชะลอตัวลงเหลือเพียงตัวเลขหลักเดียว ในขณะที่ตลาดส่งออกนั้นคาดว่า จะขยายตัวในอัตราที่ชะลอตัวลงเหลือเพียงร้อยละ 10 จากที่เคยขยายตัวได้ถึงร้อยละ 20 ในปี 2551 ทั้งนี้เนื่องจากกำลังซื้อของผู้บริโภคที่ชะลอลงจากปัญหาวิกฤตเศรษฐกิจถดถอยทั่วโลก ส่งผลให้ผู้บริโภคประหยัดการใช้จ่ายมากขึ้น ผู้ประกอบการในธุรกิจน้ำผัก-ผลไม้จึงต้องมีการปรับใช้กลยุทธ์ต่าง ๆ ให้เหมาะสมกับยุคเศรษฐกิจที่ซบเซาเช่นนี้ เพื่อที่จะยังคงรักษาส่วนแบ่งตลาดทั้งตลาดในประเทศ และตลาดส่งออกไว้ได้

ตลาดน้ำผัก-ผลไม้ในประเทศปี ’52…การแข่งขันรุนแรง ปัจจุบันตลาดน้ำผัก-ผลไม้ในประเทศมีแนวโน้มแข่งขันรุนแรงมากขึ้น โดยผู้ประกอบการรายใหญ่มีการปรับกลยุทธ์ทั้งการทุ่มงบโฆษณากระตุ้นยอดขาย เปิดตัวสินค้าใหม่เป็นน้ำผัก-ผลไม้ที่เจาะกลุ่มลูกค้าได้กว้างขึ้น การปรับตำแหน่งทางการตลาดใหม่ จากน้ำผัก-ผลไม้ที่เจาะกลุ่มลูกค้าที่เป็นผู้ใหญ่มาสู่การเป็นผู้เชี่ยวชาญน้ำผัก-ผลไม้เพื่อสุขภาพที่เหมาะกับทุกเพศทุกวัย นอกจากนี้ ธุรกิจเครื่องดื่มประเภทอื่นๆ โดยเฉพาะธุรกิจน้ำอัดลมหันมาขยายธุรกิจผลิตน้ำผัก-ผลไม้ และเครื่องดื่มผสมน้ำผัก-ผลไม้ โดยอาศัยความแข็งแกร่งด้านเครือข่ายการกระจายตลาดช่วงชิงส่วนแบ่งตลาดจากผู้ประกอบการรายเดิมในตลาด ซึ่งการเข้ามาทำตลาดของผู้ประกอบการรายใหม่จะเร่งให้ตลาดตื่นตัวและผู้บริโภคมีทางเลือกมากขึ้น อย่างไรก็ตามผู้ประกอบการรายเดิมในตลาดก็เริ่มปรับกลยุทธ์การตลาดเพื่อรักษาส่วนแบ่งตลาดของตนเองไว้ ทั้งนี้ เพื่อรับมือกับผู้ประกอบการรายใหม่ที่จะเข้ามาแย่งชิงส่วนแบ่งตลาด แต่ทว่า ปัญหาเศรษฐกิจที่ซบเซาในปี 2552 นี้ ส่งผลให้ตลาดน้ำผัก-ผลไม้มีการเติบโตในอัตราที่ชะลอตัวลง ทำให้ผู้ประกอบการมีความระมัดระวังในการวางแผนการตลาดอย่างรัดกุมเพื่อรับมือกับสภาพเศรษฐกิจ และพฤติกรรมการบริโภคน้ำผัก-ผลไม้ของผู้บริโภคที่มีการเปลี่ยนแปลงมากขึ้นในปัจจุบัน

ในปี 2552 นี้ คาดว่า ตลาดน้ำผัก-ผลไม้ในประเทศมีมูลค่าประมาณ 7,500 ล้านบาท มีอัตราการเติบโตที่ชะลอตัวเหลือเพียงตัวเลขหลักเดียว หรือมีอัตราการเติบโตประมาณร้อยละ 3-5 จากที่เคยเติบโตในอัตราร้อยละ 10-20 ทั้งนี้ เนื่องจากภาวะเศรษฐกิจที่กดดันผู้บริโภค ทำให้ผู้บริโภคชะลอการใช้จ่าย และประหยัดมากขึ้น ในขณะที่ปัจจัยหนุนที่ยังคงทำให้ธุรกิจน้ำผัก-ผลไม้สามารถเติบโตได้นั้นเป็นเพราะ กระแสการใส่ใจดูแลและรักสุขภาพของผู้บริโภคยังคงมีความสำคัญอย่างต่อเนื่อง

มูลค่าของตลาดน้ำผัก-ผลไม้ในปี 2552 นี้ คาดว่า ตลาดน้ำผัก-ผลไม้ที่มีมูลค่าตลาดสูงสุด ได้แก่ ตลาดน้ำผัก-ผลไม้ 100 % หรือตลาดระดับบน มีมูลค่าประมาณ 2,400 ล้านบาท รองลงมา ได้แก่ ตลาดน้ำผัก-ผลไม้ 25 % หรือตลาดระดับล่าง มีมูลค่าประมาณ 1,100 ล้านบาท ตลาดน้ำผัก-ผลไม้ 40 % หรือตลาดระดับกลาง มีมูลค่าประมาณ 560 ล้านบาท และตลาดน้ำผัก-ผลไม้อื่นๆ มีมูลค่าประมาณ 3,440 ล้านบาท

ตลาดส่งออกน้ำผัก-ผลไม้ปี ’52…ขยายตัวเพียงร้อยละ 10 การส่งออกน้ำผัก-ผลไม้ของไทยในช่วง 4 เดือนแรกของปี 2552 นี้ มีปริมาณ 9.4 หมื่นตัน คิดเป็นมูลค่า 3,504.6 ล้านบาท ปริมาณการส่งออกลดลงร้อยละ 5.9 แต่มูลค่าการส่งออกเพิ่มขึ้นร้อยละ 13.4 เมื่อเทียบกับช่วงเดียวกันของปี 2551 ทั้งนี้ เหตุที่ทำให้มูลค่าตลาดน้ำผัก-ผลไม้เพิ่มขึ้นมาจาก วัตถุดิบที่ใช้ในการผลิตมีราคาสูงขึ้น โดยเฉพาะสับปะรดโรงงานที่มีปริมาณผลผลิตลดลง ทำให้มีราคาสูงขึ้น

ส่วนภาพรวมการส่งออกน้ำผัก-ผลไม้ทั้งปี 2552 นั้นคาดว่า จะยังคงขยายตัวในอัตราร้อยละ 10 ซึ่งชะลอตัวลงจากที่เคยขยายตัวถึงร้อยละ 20 ในปี 2551 เนื่องจากกำลังซื้อของผู้บริโภคที่ชะลอลงจากปัญหาวิกฤตเศรษฐกิจถดถอยทั่วโลก สำหรับตลาดส่งออกหลักน้ำผัก-ผลไม้ของไทยยังคงเป็นตลาดสหภาพยุโรป สหรัฐฯ และญี่ปุ่น ซึ่งมีสัดส่วนรวมกันถึงร้อยละ 70 ของมูลค่าการส่งออกน้ำผัก-ผลไม้ทั้งหมด ตลาดที่มีการชะลอการนำเข้าน้ำผัก-ผลไม้ของไทยคือ ฟิลิปปินส์ และฝรั่งเศส เนื่องจากภาวะเศรษฐกิจในปัจจุบัน ส่งผลให้มีการนำเข้าลดลง ส่วนตลาดที่น่าสนใจคือ กลุ่มประเทศแอฟริกา โดยเฉพาะลิเบีย และพม่า เนื่องจากมีมูลค่าการนำเข้าที่ขยายตัวมากกว่าร้อยละ 50

ทั้งนี้ ถ้าพิจารณาแยกตามประเภทการส่งออกน้ำผัก-ผลไม้แล้ว พบว่า น้ำสับปะรด มีมูลค่าการส่งออกมากที่สุด โดยในช่วง 4 เดือนแรกของปี 2552 นี้ น้ำสับปะรดมีปริมาณการส่งออก 5.0 หมื่นตัน มูลค่า 2,137.1 ล้านบาท ซึ่งปริมาณลดลงร้อยละ 6.1 แต่มูลค่าเพิ่มขึ้นร้อยละ 22.9 ทั้งนี้เนื่องจากปริมาณการผลิตสับปะรดโรงงานลดลง และมีราคาสูง เนื่องจาก เกษตรกรจำนวนหนึ่งหันไปปลูกพืชชนิดอื่น เช่น ปาล์ม และยางพารา ที่ให้ผลตอบแทนดีกว่า ประกอบกับคนรุ่นใหม่ที่เป็นลูกหลานคนในพื้นที่ซึ่งเคยปลูกสับปะรดขาย หันไปรับจ้างทำงานในโรงงานอุตสาหกรรมหรือไม่ก็หันไปประกอบธุรกิจอย่างอื่น ประกอบกับความต้องการบริโภคน้ำสับปะรดลดลง เนื่องจากผู้บริโภคต่างประเทศหันไปนิยมบริโภคน้ำผัก-ผลไม้ประเภทอื่นๆ แทน

ส่วนภาพรวมการส่งออกน้ำสับปะรดทั้งปีนั้นคาดว่า จะขยายตัวประมาณร้อยละ 10 ซึ่งชะลอลงจากปีก่อนที่ขยายตัวกว่าร้อยละ 30 สำหรับตลาดน้ำผัก-ผลไม้ผสม และน้ำผัก-ผลไม้อื่นๆ ยังมีแนวโน้มการส่งออกขยายตัว และเป็นที่น่าสังเกตว่าการส่งออกน้ำส้มชนิดออเร้นจ์ มีอัตราการขยายตัวที่น่าสนใจ แม้ว่าในปัจจุบันทั้งปริมาณและมูลค่าการส่งออกจะยังไม่สูงมากนักเมื่อเทียบกับน้ำสับปะรด กล่าวคือ ในช่วง 4 เดือนแรกของปี 2552 นี้ ปริมาณการส่งออกน้ำส้มชนิดออเร้นจ์มี 0.3 หมื่นตัน มูลค่า 87.9 ล้านบาท ทั้งปริมาณและมูลค่าเพิ่มขึ้นร้อยละ 38.9 และ 57.2 เมื่อเทียบกับช่วงเดียวกันของปี 2551 ตามลำดับ ทั้งนี้เหตุผลที่ปริมาณและมูลค่าเพิ่มขึ้นนั้น เนื่องจากผู้บริโภคต่างประเทศมีพฤติกรรมการบริโภคน้ำผัก-ผลไม้ที่เปลี่ยนไป โดยหันมาชอบรสชาติของน้ำผัก-ผลไม้เมืองร้อนเพิ่มขึ้น

ตลาดนำเข้าน้ำผัก-ผลไม้ของไทยปี ‘52....แนวโน้มลดลงจากกำลังซื้อหด น้ำผัก-ผลไม้ที่นำเข้าส่วนใหญ่จะเป็นน้ำผัก-ผลไม้ที่ไม่สามารถผลิตได้ในประเทศ โดยเฉพาะน้ำผัก-ผลไม้เมืองหนาว เช่น น้ำส้ม น้ำองุ่น น้ำแอปเปิ้ล และน้ำเกรปฟรุ้ต โดยในช่วง 4 เดือนแรกของปี 2552 นี้ ไทยนำเข้าน้ำผัก-ผลไม้ 5,807.3 ตัน มูลค่า 403.4 ล้านบาท ทั้งปริมาณและมูลค่าลดลงร้อยละ 6.6 และร้อยละ 16.7 ตามลำดับ เมื่อเทียบกับช่วงเดียวกันของปี 2551 เนื่องจากกำลังซื้อของผู้บริโภคที่ลดลง สำหรับแหล่งนำเข้าสำคัญคือ สหภาพยุโรป สหรัฐฯ ไต้หวัน และบราซิล ซึ่งน้ำผัก-ผลไม้นำเข้านี้มุ่งเจาะขยายลูกค้าในตลาดบนที่นิยมบริโภคน้ำผัก-ผลไม้ต่างประเทศ และในปัจจุบันมีความพยายามขยายตลาดไปสู่ผู้บริโภคระดับกลางด้วย

ทั้งนี้ ถ้าพิจารณาแยกตามประเภทการนำเข้าน้ำผัก-ผลไม้แล้ว ในช่วง 4 เดือนแรกของปี 2552 พบว่า น้ำส้มชนิดออเร้นจ์ ยังมีปริมาณการนำเข้าที่สูงกว่าน้ำผัก-ผลไม้ชนิดอื่นๆ ซึ่งปริมาณการนำเข้ามี 1,666.1 ตัน มูลค่า 111.8 ล้านบาท ทั้งปริมาณและมูลค่าลดลงร้อยละ 23.2 และ 23.5 เมื่อเทียบกับช่วงเดียวกันของปี 2551 ตามลำดับ โดยแหล่งนำเข้าน้ำส้มชนิดออเร้นจ์ ที่สำคัญของไทยคือ อิสราเอล บราซิล เนเธอร์แลนด์ และจีน นอกจากนี้จะเห็นว่า น้ำองุ่นมีอัตราการนำเข้าที่ขยายตัวสูงขึ้น กล่าวคือ ปริมาณการนำเข้าน้ำองุ่นในช่วง 4 เดือนแรกของปี 2552 มี 797.9 ตัน มูลค่า 48.0 ล้านบาท เพิ่มขึ้นร้อยละ 36.5 และ 46.1 เมื่อเทียบกับช่วงเดียวกันของปี 2551 ตามลำดับ เนื่องจากไทยไม่สามารถผลิตองุ่นได้เพียงพอที่จะนำมาผลิตเป็นน้ำผลไม้

กลยุทธ์ทางการตลาดน้ำผัก-ผลไม้ปี ‘52: เร่งปรับตัว…ตามกำลังซื้อของผู้บริโภคที่ชะลอลง จากปัญหาวิกฤตเศรษฐกิจส่งผลกระทบต่อตลาดน้ำผัก-ผลไม้ในประเทศ และต่างประเทศ ทำให้ผู้บริโภคเปลี่ยนแปลงพฤติกรรมการบริโภคหรือลดการบริโภคน้ำผัก-ผลไม้ลง ดังนั้น ผู้ประกอบการในธุรกิจนี้ จึงควรปรับกลยุทธ์ทางการตลาดเพื่อรักษาส่วนแบ่งตลาดทั้งในประเทศและต่างประเทศ ทั้งนี้ ศูนย์วิจัยกสิกรไทย คาดว่า กลยุทธ์ทางการตลาดที่จะนำมาใช้ในปีนี้ที่เหมาะกับกำลังซื้อของผู้บริโภคในปัจจุบันที่สำคัญ คือ

ตลาดในประเทศ • เพิ่มความหลากหลายของผลิตภัณฑ์ให้สอดคล้องกับกำลังซื้อของผู้บริโภค ผู้ประกอบการควรหันมาขยายการผลิตน้ำผัก-ผลไม้พร้อมดื่มตั้งแต่ระดับกลางลงมาที่มีความเข้มข้น 40% 25% หรือต่ำกว่า 25% ซึ่งน้ำผัก-ผลไม้เหล่านี้ มีราคาสอดคล้องกับกำลังซื้อของผู้บริโภคในปัจจุบันที่เน้นประหยัดมากขึ้นแทนการแข่งขันกันในตลาดน้ำผัก-ผลไม้พร้อมดื่ม 100% หรือในกรณีที่ผู้บริโภคยังคงต้องการน้ำผัก-ผลไม้ 100% ผู้ประกอบการควรลดปริมาณการบรรจุน้ำผัก-ผลไม้ เพื่อให้มีราคาถูกลง เป็นต้น

การเพิ่มรสชาติใหม่ๆ ของผลิตภัณฑ์ การเพิ่มรสชาติใหม่ ๆ ยังเป็นกลยุทธ์การตลาดที่ผู้ประกอบการน้ำผัก-ผลไม้มักทำอย่างต่อเนื่อง ซึ่งเป็นทางเลือกให้กับผู้บริโภคในการทดลองรสชาติใหม่ ๆ เพิ่มขึ้น เช่น น้ำสมุนไพร น้ำมะพร้าว เป็นต้น

การปรับเปลี่ยนรูปแบบการบรรจุภัณฑ์ เพื่อดึงดูดความสนใจของผู้บริโภคและเพิ่มความทันสมัยมากขึ้น เช่น กล่องรูปทรงต่าง ๆ เช่น สามเหลี่ยม แปดเหลี่ยม กล่องลายการ์ตูนสำหรับเด็ก เป็นต้น

การเพิ่มช่องทางการจำหน่ายให้มากขึ้น ผู้บริโภคหันไปซื้อสินค้าที่ร้านสะดวกซื้อ และร้านค้าย่อยทั่วประเทศ อันเป็นผลจากการเปลี่ยนแปลงพฤติกรรมในการซื้อสินค้าของผู้บริโภคจากที่เคยจับจ่ายใช้สอยในโมเดิร์นเทรดและห้างสรรพสินค้าต่าง ๆ นอกจากนี้ยังมีการปรับเพิ่มช่องทางการจัดจำหน่ายตามสถาบันการศึกษา ร้านอาหาร และสถานที่ออกกำลังกาย เช่น ฟิตเนส และสนามกอล์ฟ เพื่อให้ผู้บริโภคสามารถเข้าถึงเครื่องดื่มน้ำผัก-ผลไม้ได้อย่างแพร่หลายมากขึ้น

การจัดรายการส่งเสริมการตลาด โดยการจัดแคมเปญรายการชิงโชค การแจกแถมของรางวัล และการสนับสนุนการแข่งขันด้านกีฬา รวมทั้งการออกภาพยนตร์โฆษณาชุดใหม่ๆ เพื่อกระตุ้นให้ผู้บริโภคหันมาดื่มน้ำผัก-ผลไม้มากขึ้น เช่น การส่งฉลากผลิตภัณฑ์เพื่อชิงโชค ลุ้นของรางวัลต่าง ๆ จัดโปรโมชั่นซื้อหนึ่งแถมหนึ่ง การลดราคาผลิตภัณฑ์ และการใช้พรีเซ็นเตอร์ที่มีชื่อเสียงในการโฆษณา เป็นต้น

ตลาดต่างประเทศ • ขยายตลาดส่งออกใหม่ๆ ผู้ประกอบการควรเร่งปรับตัวเพื่อเตรียมรับมือกับความเสี่ยงจากสถานการณ์ที่เกิดขึ้น โดยการกระจายความเสี่ยงไปยังตลาดส่งออกใหม่ๆ เช่น ไนจีเรีย นอกจากจะเป็นประเทศที่ใหญ่ประเทศหนึ่งในทวีปแอฟริกาแล้ว ปริมาณการบริโภคน้ำผัก-ผลไม้ยังเพิ่มขึ้นอย่างต่อเนื่องไม่ต่ำกว่าร้อยละ 10 ต่อปี นอกจากนี้ประเทศลิเบีย และพม่า ยังมีมูลค่าในการส่งออกที่ขยายตัวมากกว่าร้อยละ 50 เป็นต้น

ขยายการผลิตน้ำผัก-ผลไม้ประเภทอื่นๆ ให้มากขึ้น เพื่อทดแทนการพึ่งพาการส่งออกน้ำสับปะรด จะเห็นได้ว่าประเภทน้ำผัก-ผลไม้ที่น่าสนใจคือ น้ำผัก-ผลไม้เมืองร้อนต่าง ๆ เช่น น้ำมะพร้าว เนื่องจากได้มีงานวิจัยของประเทศสหรัฐฯ พบว่า เมื่อนำน้ำมะพร้าวไปให้นักกีฬาอเมริกันฟุตบอลดื่ม สามารถลดอาการเหนื่อยล้าของนักกีฬาลงได้ และน้ำสมุนไพร เนื่องจากปัจจุบันผู้บริโภคหันมาให้ความสำคัญของสุขภาพกันมากขึ้น เป็นต้น

บทสรุป ในปี 2552 นี้คาดว่า ตลาดน้ำผัก-ผลไม้ในประเทศมีมูลค่าประมาณ 7,500 ล้านบาท มีอัตราการเติบโตที่ชะลอตัวเหลือเพียงตัวเลขหลักเดียว หรือเติบโตประมาณร้อยละ 3-5 จากที่เคยเติบโตในอัตราร้อยละ 10-20 ทั้งนี้ เนื่องจากภาวะเศรษฐกิจที่กดดันผู้บริโภค ทำให้ผู้บริโภคชะลอการใช้จ่าย และประหยัดมากขึ้น ในขณะที่ปัจจัยหนุนที่ยังคงทำให้ธุรกิจน้ำผัก-ผลไม้สามารถเติบโตได้นั้นเป็นเพราะ กระแสการใส่ใจดูแลและรักสุขภาพของผู้บริโภคยังคงมีความสำคัญอย่างต่อเนื่อง สำหรับตลาดส่งออกน้ำผัก-ผลไม้ปี 2552 นี้คาดว่า จะยังคงขยายตัวในอัตราร้อยละ 10 ซึ่งชะลอตัวลงจากที่เคยขยายตัวถึงร้อยละ 20 ในปี 2551 เนื่องจากกำลังซื้อของผู้บริโภคที่ชะลอลงจากปัญหาวิกฤตเศรษฐกิจถดถอยทั่วโลก สำหรับตลาดส่งออกหลักน้ำผัก-ผลไม้ของไทยยังคงเป็นตลาดสหภาพยุโรป สหรัฐฯ และญี่ปุ่น ซึ่งมีสัดส่วนรวมกันถึงร้อยละ 70 ของมูลค่าการส่งออกน้ำผัก-ผลไม้ทั้งหมด และเป็นที่น่าสังเกตว่าการส่งออกน้ำส้มชนิดออเร้นจ์ มีอัตราการขยายตัวที่น่าสนใจ แม้ว่าในปัจจุบันทั้งปริมาณและมูลค่าการส่งออกจะยังไม่สูงมากนักเมื่อเทียบกับน้ำสับปะรด ทั้งนี้เหตุผลที่ปริมาณและมูลค่าเพิ่มขึ้นนั้น เนื่องจากผู้บริโภคต่างประเทศมีพฤติกรรมการบริโภคน้ำผัก-ผลไม้ที่เปลี่ยนไป โดยหันมาชอบรสชาติของน้ำผัก-ผลไม้เมืองร้อนเพิ่มขึ้น

ทั้งนี้ เพื่อที่จะยังคงรักษาส่วนแบ่งตลาดทั้งตลาดในประเทศ และตลาดส่งออกไว้ได้ ศูนย์วิจัยกสิกรไทย คาดว่า กลยุทธ์ทางการตลาดที่ผู้ประกอบการน่าจะนำมาใช้ในปีนี้ที่เหมาะกับกำลังซื้อของผู้บริโภคในปัจจุบันที่สำคัญ สำหรับ ตลาดในประเทศ คือ ขยายฐานผลิตภัณฑ์ให้สอดคล้องกับกำลังซื้อของผู้บริโภค การปรับเปลี่ยนรูปแบบการบรรจุภัณฑ์ การเพิ่มช่องทางการจำหน่ายให้มากขึ้น รวมทั้งการจัดรายการส่งเสริมการตลาด ส่วนตลาดต่างประเทศ ผู้ประกอบการควรเร่งปรับตัวเพื่อเตรียมรับมือกับความเสี่ยงจากสถานการณ์ที่เกิดขึ้น โดยการขยายตลาดส่งออกใหม่ ๆ และขยายการผลิตน้ำผัก-ผลไม้ประเภทอื่น ๆ มากขึ้น เพื่อทดแทนการพึ่งพาการส่งออกน้ำสับปะรด ซึ่งจะเห็นได้ว่าประเภทน้ำผัก-ผลไม้ที่น่าสนใจคือ น้ำผัก-ผลไม้เมืองร้อนต่าง ๆ เช่น น้ำมะพร้าว เนื่องจากได้มีงานวิจัยของประเทศสหรัฐฯ พบว่า เมื่อนำน้ำมะพร้าวไปให้นักกีฬาอเมริกันฟุตบอลดื่ม สามารถลดอาการเหนื่อยล้าของนักกีฬาลงได้ และน้ำสมุนไพร เนื่องจากปัจจุบันผู้บริโภคหันมาให้ความสำคัญกับการรักษาสุขภาพกันมากขึ้น เป็นต้น