Insight

แนวโน้มเงินบาท...ปัจจัยหนุนในระยะสั้นยังคงแข็งแกร่ง

ความกังวลต่อประเด็นการแข็งค่าของเงินบาทเพิ่มขึ้นมาอย่างต่อเนื่องนับตั้งแต่ช่วงกลางเดือนกรกฎาคม 2552 เมื่อเงินบาทโน้มแข็งค่าทะลุระดับแนวต้านสำคัญซึ่งมีผลทางจิตวิทยาที่ระดับ 34.00 บาทต่อดอลลาร์ฯ ทั้งนี้ แม้ว่าจะมีแรงซื้อเงินดอลลาร์ฯ ซึ่งตลาดเชื่อว่าเป็นการแทรกแซงเพื่อชะลอการแข็งค่…

ความกังวลต่อประเด็นการแข็งค่าของเงินบาทเพิ่มขึ้นมาอย่างต่อเนื่องนับตั้งแต่ช่วงกลางเดือนกรกฎาคม 2552 เมื่อเงินบาทโน้มแข็งค่าทะลุระดับแนวต้านสำคัญซึ่งมีผลทางจิตวิทยาที่ระดับ 34.00 บาทต่อดอลลาร์ฯ ทั้งนี้ แม้ว่าจะมีแรงซื้อเงินดอลลาร์ฯ ซึ่งตลาดเชื่อว่าเป็นการแทรกแซงเพื่อชะลอการแข็งค่าของเงินบาทจากธปท.ในช่วงหลังจากนั้น แต่กระแสความอ่อนแอของเงินดอลลาร์ฯ ท่ามกลางการฟื้นตัวขึ้นของความต้องการเสี่ยงของนักลงทุน ยังคงเป็นปัจจัยสำคัญที่หนุนให้เงินบาทเคลื่อนไหวเกาะกลุ่มกับสกุลเงินส่วนใหญ่ในภูมิภาคในทิศทางที่แข็งค่าขึ้น ทั้งนี้ ศูนย์วิจัยกสิกรไทย มองว่า ยังคงมีความเป็นไปได้ที่เงินบาทจะโน้มแข็งค่าขึ้นอีกในระยะสั้น โดยเงินบาทอาจทดสอบระดับ 33.75 บาทต่อดอลลาร์ฯ หากแรงหนุนจากความหวังต่อการฟื้นตัวทางเศรษฐกิจทั่วโลก นำโดย เศรษฐกิจสหรัฐฯ และจีน ยังคงมีอยู่อย่างต่อเนื่อง

? เงินบาทกลับทิศเข้าสู่แนวโน้มแข็งค่านับตั้งแต่เดือนมีนาคม 2552 หลังจากที่เงินบาทเคลื่อนไหวในทิศทางที่อ่อนค่าในช่วง 2 เดือนแรกของปี 2552 ตามปัจจัยพื้นฐานทางเศรษฐกิจของไทยที่อ่อนแอ และกระแสการเลี่ยงความเสี่ยงของนักลงทุนที่ทำให้เงินดอลลาร์ฯ แข็งค่าขึ้นในฐานะที่เป็นสกุลเงินที่ปลอดภัย เงินบาทดีดตัวกลับเข้าสู่แนวโน้มแข็งค่านับตั้งแต่เดือนมีนาคม 2552 โดยได้รับแรงหนุนที่สำคัญจากการฟื้นตัวของความต้องการเสี่ยงของนักลงทุน การเกินดุลในระดับสูงของดุลการค้าและดุลบัญชีเดินสะพัดไทย และกระแสการอ่อนค่าของเงินดอลลาร์ฯ ซึ่งเกิดขึ้นหลังจากบริษัทชั้นนำด้านการเงินหลายแห่งในสหรัฐฯ สามารถพลิกกลับมารายงานผลประกอบการที่เป็นกำไรอย่างต่อเนื่องในช่วงไตรมาส 1-2/2552 อาทิ บริษัทโกลด์แมน แซคส์ และเจพีมอร์แกน ซึ่งทำให้ความต้องการเงินดอลลาร์ฯ ในฐานะที่เป็นแหล่งลงทุนที่ปลอดภัยลดลง ในขณะที่ ปัญหาสภาพคล่องและภาวะความตึงตัวของตลาดสินเชื่อหลายๆ ประเภทได้ผ่อนคลายลงอย่างต่อเนื่องจากผลของมาตรการผ่อนคลายเชิงปริมาณ และการปรับลดอัตราดอกเบี้ยของธนาคารกลางหลายๆ ประเทศ นอกจากนี้ ข้อมูลทางเศรษฐกิจของหลายๆ ประเทศในช่วง 3-4 เดือนที่ผ่านมา ยังส่งสัญญาณเชิงบวก ซึ่งช่วยทำให้ตลาดการเงินมั่นใจมากขึ้นว่า สภาวะเศรษฐกิจที่เลวร้ายที่สุดภายใต้วิกฤตเศรษฐกิจและการเงินโลกในรอบนี้ อาจผ่านพ้นไปแล้ว

? เงินบาท...พิจารณาในมิติของการแข็งค่าและความผันผวนโดยเปรียบเทียบ

แม้ว่าเงินบาทที่แข็งค่าขึ้นมาอย่างต่อเนื่องนับตั้งแต่เดือนมีนาคม 2552 จะกลายเป็นประเด็นที่สร้างความกังวลให้กับผู้ประกอบการภาคเอกชน ที่ด้านหนึ่งก็กำลังเผชิญกับโจทย์ที่ยากลำบากจากแนวโน้มการทรุดตัวลงของกำลังซื้อจากต่างประเทศ ซึ่งทำให้รายได้จากการส่งออกไทยหดตัวลงอย่างต่อเนื่องมาเป็นเวลา 8 เดือนติดต่อกันนับตั้งแต่เดือนพฤศจิกายน 2551 เป็นต้นมา อย่างไรก็ตาม หากพิจารณาในมิติของการแข็งค่าและความผันผวนโดยเปรียบเทียบ จะพบว่า การเคลื่อนไหวของเงินบาทค่อนข้างมีเสถียรภาพ และยังคงมีทิศทางที่เกาะกลุ่มกับสกุลเงินเอเชียอื่นๆ

? ด้านอัตราการแข็งค่าของสกุลเงิน หากพิจารณาอัตราการแข็งค่าของสกุลเงินต่างๆ นับตั้งแต่กระแสการกลับเข้าลงทุนในสินทรัพย์ที่มีความเสี่ยงได้ฟื้นตัวขึ้นในช่วงเดือนมีนาคม 2552 จะพบว่า แม้ว่าเงินบาทจะปรับตัวแข็งค่าขึ้นค่อนข้างมาก จนสามารถทะลุระดับสำคัญทางจิตวิทยาที่ 34.00 บาทต่อดอลลาร์ฯ ในช่วงสัปดาห์ที่ 3 ของเดือนกรกฎาคม 2552 ได้ แต่เมื่อเทียบอัตราการแข็งค่าของเงินบาทในช่วงเวลาดังกล่าว (ตั้งแต่เดือนมี.ค.52-ปัจจุบัน) กับอัตราการแข็งค่าของเงินสกุลหลักบางสกุล และสกุลเงินอื่นๆ ในภูมิภาค จะพบว่า เงินบาทยังคงแข็งค่าในลักษณะที่เรียกว่า “เกาะกลุ่ม” ไปกับสกุลเงินอื่นๆ ทั้งนี้ เงินบาทแข็งค่าขึ้นประมาณ 6.3% นับเป็นอันดับที่ 6 ของในภูมิภาคเอเชีย ตามหลังเงินรูปีอินเดีย (แข็งค่าประมาณ 6.4% เป็นอันดับที่ 5) เงินดอลลาร์ไต้หวัน (แข็งค่าประมาณ 6.5% เป็นอันดับที่ 4) เงินดอลลาร์สิงคโปร์ (แข็งค่าประมาณ 7.5% เป็นอันดับที่ 3) เงินรูเปียห์อินโดนีเซีย (แข็งค่าประมาณ 20.3% เป็นอันดับที่ 2) และเงินวอนเกาหลีใต้ (แข็งค่าประมาณ 22.9% เป็นอันดับที่ 1)

? ด้านความผันผวนของสกุลเงิน ศูนย์วิจัยกสิกรไทยได้ทำการคำนวณค่าความผันผวนของแต่ละสกุลเงินนับจากต้นปี 2552 ซึ่งครอบคลุมช่วงเวลาที่มีการพลิกกลับของกระแสความต้องการเสี่ยงของนักลงทุนในช่วงเดือนมีนาคม 2552 และพบว่า การเคลื่อนไหวของค่าเงินบาทเป็นไปในลักษณะที่เรียกว่า “มีเสถียรภาพ” เมื่อเปรียบเทียบกับสกุลเงินหลัก และสกุลเงินเอเชียอื่นๆ ในช่วงที่ผ่านมาของปีนี้ โดยค่าความผันผวนของเงินบาทอยู่ที่ 4.3% ซึ่งค่อนข้างน้อยเมื่อเทียบกับสกุลเงินเอเชียอื่นๆ (ได้แก่ เงินริงกิตมาเลเซีย เงินเปโซฟิลิปปินส์ เงินดอลลาร์สิงคโปร์ และเงินดอลลาร์ไต้หวัน) ซึ่งมีค่าความผันผวนประมาณ 6.5-8.0% ในขณะที่ สกุลเงินเอเชียบางสกุลมีความผันผวนค่อนข้างมาก โดยเฉพาะอย่างยิ่งในกรณีของเงินวอนเกาหลีใต้ซึ่งมีค่าความผันผวนสูงกว่า 20% ในขณะที่ เงินรูปีอินเดีย และเงินรูเปียห์อินโดนีเซีย มีค่าความผันผวนมากกว่า 10%

? บทสรุปและมุมมองของศูนย์วิจัยกสิกรไทย ความกังวลต่อประเด็นการแข็งค่าของเงินบาทเพิ่มขึ้นมาอย่างต่อเนื่องนับตั้งแต่ช่วงกลางเดือนกรกฎาคม 2552 เมื่อเงินบาทโน้มแข็งค่าทะลุระดับแนวต้านสำคัญซึ่งมีผลทางจิตวิทยาที่ระดับ 34.00 บาทต่อดอลลาร์ฯ โดยเงินบาทได้รับแรงหนุนที่สำคัญจากการฟื้นตัวของความต้องการเสี่ยงของนักลงทุน การเกินดุลในระดับสูงของดุลการค้าและดุลบัญชีเดินสะพัดไทย และกระแสการอ่อนค่าของเงินดอลลาร์ฯ ซึ่งเกิดขึ้นหลังจากบริษัทชั้นนำด้านการเงินหลายแห่งในสหรัฐฯ สามารถพลิกกลับมารายงานผลประกอบการที่เป็นกำไรอย่างต่อเนื่องในช่วงไตรมาส 1-2/2552 ขณะที่ สถานการณ์ของเศรษฐกิจทั่วโลกบ่งชี้ว่า พัฒนาการของวิกฤตเศรษฐกิจและการเงินได้ผ่านพ้นช่วงที่เลวร้ายที่สุดมาแล้ว

อย่างไรก็ตาม หากพิจารณาในมิติของการแข็งค่าและความผันผวนโดยเปรียบเทียบ จะพบว่า การเคลื่อนไหวของเงินบาทยังคงมีทิศทางที่ “เกาะกลุ่ม” กับสกุลเงินเอเชียอื่นๆ และค่อนข้าง “มีเสถียรภาพ” โดยเปรียบเทียบ โดยนับตั้งแต่ที่ความต้องการเสี่ยงของนักลงทุนและตลาดหุ้นทั่วโลกได้ฟื้นตัวขึ้นตั้งแต่เดือนมีนาคม 2552 เงินบาทแข็งค่าขึ้นประมาณ 6.3% นับเป็นอันดับที่ 6 ของในภูมิภาคเอเชีย ตามหลังเงินรูปีอินเดีย (แข็งค่าประมาณ 6.4% เป็นอันดับที่ 5) เงินดอลลาร์ไต้หวัน (แข็งค่าประมาณ 6.5% เป็นอันดับที่ 4) เงินดอลลาร์สิงคโปร์ (แข็งค่าประมาณ 7.5% เป็นอันดับที่ 3) เงินรูเปียห์อินโดนีเซีย (แข็งค่าประมาณ 20.3% เป็นอันดับที่ 2) และเงินวอนเกาหลีใต้ (แข็งค่าประมาณ 22.9% เป็นอันดับที่ 1) อย่างไรก็ตาม สำหรับในด้านความผันผวนของค่าเงินโดยเปรียบนั้น นับว่าเงินบาทเป็นสกุลเงินที่มีเสถียรภาพค่อนข้างมาก ซึ่งในประเด็นนี้ก็สอดคล้องกับจุดยืนของการดำเนินนโยบายอัตราแลกเปลี่ยนของธนาคารแห่งประเทศไทย (ธปท.)

สำหรับแนวโน้มของเงินบาทในระยะถัดไป ศูนย์วิจัยกสิกรไทย ยังคงมองว่า เงินบาทอาจปรับตัวโน้มไปในทิศทางที่แข็งค่าขึ้นเช่นเดียวกับสกุลเงินเอเชียอื่นๆ ท่ามกลางสัญญาณการฟื้นตัวของเศรษฐกิจโลก โดยเงินบาทอาจแข็งค่าขึ้นทดสอบระดับ 33.75 บาทต่อดอลลาร์ฯ ในระยะสั้น ท่ามกลางแรงหนุนอย่างต่อเนื่องของปัจจัยหลักหลายปัจจัย ประกอบด้วย ปัจจัยแรก ดุลการค้าไทยที่จะยังคงบันทึกยอดเกินดุลในระดับสูงอย่างต่อเนื่องในช่วง 2 เดือนข้างหน้าเป็นอย่างน้อย ซึ่งนั่นก็เป็นนัยว่า แรงขายเงินดอลลาร์ฯ จากฝั่งผู้ส่งออก อาจจะยังคงมีมากกว่าแรงซื้อเงินดอลลาร์ฯ จากฝั่งผู้นำเข้า ปัจจัยที่สอง แรงหนุนต่อเงินดอลลาร์ฯ เริ่มลดน้อยลง เนื่องจากสัญญาณเชิงบวกของภาคการเงินและเศรษฐกิจของสหรัฐฯ ในระยะถัดไป จะเป็นเครื่องชี้สำคัญที่สะท้อนว่า ภาวะที่เลวร้ายที่สุดของวิกฤตเศรษฐกิจและการเงินในรอบนี้ได้ผ่านพ้นไปแล้ว และจะเป็นปัจจัยสำคัญที่ทำให้ความเชื่อมั่นของนักลงทุนทั่วโลกทยอยฟื้นตัวขึ้น ในขณะที่ ข่าวด้านลบทางเศรษฐกิจจากการพุ่งขึ้นของอัตราการว่างงาน และกระบวนการหาสมดุลในตลาดที่อยู่อาศัยของสหรัฐฯ แม้ว่าจะยังไม่สิ้นสุดลง แต่คาดว่าจะเริ่มมีเสถียรภาพมากขึ้น และปัจจัยสุดท้าย การรับรู้ข่าวเชิงบวกอย่างรวดเร็วของกระแสการไหลเวียนของเงินลงทุน แม้ว่าเศรษฐกิจของหลายๆ ประเทศในเอเชียจะมีแนวโน้มชะลอตัว/ติดลบในปีนี้ แต่คาดว่าสถานการณ์ทางเศรษฐกิจของเอเชีย รวมทั้งประเทศไทย ในระยะที่เหลือของปีนี้ จะเริ่มทยอยฟื้นตัวขึ้น ซึ่งปัจจัยพื้นฐานทางเศรษฐกิจที่แข็งแกร่งมากขึ้นนี้ ก็อาจทำให้ตลาดการเงินในภูมิภาคเอเชียรวมถึงไทย ได้รับอานิสงส์จากกระแสการไหลเวียนของเงินลงทุนกลับเข้าสู่ภูมิภาคเอเชียด้วยอีกทางหนึ่ง

ทั้งนี้ ศูนย์วิจัยกสิกรไทย คาดว่า ประเด็นสำคัญสำหรับค่าเงินบาทในระยะข้างหน้า ก็คือ ความผันผวนของค่าเงินบาทที่อาจจะเพิ่มสูงขึ้นตามสภาวะที่ซับซ้อนมากขึ้นของหลากหลายปัจจัย โดยเฉพาะอย่างยิ่งเมื่อปัจจัยสนับสนุนของเงินบาทจากกระแสการไหลเข้าของเงินทุนสู่ตลาดเงิน-ตลาดทุนไทยตามกระแสของภูมิภาคเอเซีย ต้องเผชิญกับปัจจัยหักล้างจากแนวโน้มการหดแคบลงของดุลการค้าของไทย ซึ่งอาจเกิดขึ้นเมื่อสัญญาณการฟื้นตัวของเศรษฐกิจในต่างประเทศซึ่งคาดว่าจะมีความแข็งแกร่งมากขึ้นในช่วงไตรมาสสุดท้ายของปี 2552 กลายมาเป็นปัจจัยหนุนราคาสินค้าโภคภัณฑ์โลกให้ปรับสูงขึ้น ซึ่งก็จะส่งผลกระทบทางอ้อมให้มูลค่าการนำเข้าของไทย (ที่อาจขยับขึ้นตามแรงฟื้นตัวของภาคการผลิต) ต้องเร่งตัวตามต้นทุนสินค้านำเข้าที่อาจเพิ่มขึ้นไปอีก นอกจากนี้ ตลาดการเงินยังคงต้องติดตามเป็นพิเศษว่า หลังจากที่วิกฤตในครั้งนี้ได้ผ่านพ้นไปแล้ว เงินดอลลาร์ฯ จะมีทิศทางอ่อนค่าลงเหมือนกับที่เกิดขึ้นหลังวิกฤตครั้งก่อนๆ ในปีค.ศ.2001 หรือไม่ รวมทั้งประเด็นที่ธนาคารกลางต่างๆ ทั่วโลกคงจะทยอยลดน้ำหนักการถือครองสินทรัพย์สกุลเงินดอลลาร์ฯ ลง ซึ่งหากเงินดอลลาร์ฯ มีแนวโน้มอ่อนค่าลงแล้ว เงินบาทก็คงจะมีแรงหนุนให้ปรับแข็งค่าขึ้นได้อย่างต่อเนื่อง และการแข็งค่าของเงินบาทดังกล่าวย่อมจะส่งผลกระทบต่อการส่งออกของไทย ในขณะที่ ธปท.คงจะเผชิญงานหนักในการรักษาเสถียรภาพและความสามารถในการแข่งขันของเงินบาท โดยเฉพาะหากกระแสเงินทุนไหลเข้าสู่ภูมิภาคเอเชีย รวมทั้งไทย ยังคงดำเนินไปอย่างต่อเนื่อง ?